เป็นที่ทราบกันดีว่า ในนวนิยายหลายเรื่อง เช่น เจาะเวลาหาจิ๋นซี หมี่เยวี่ย จอมนางพลิกบัลลังก์ เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว แล้วยุคสมัยก่อนหน้านั้นจนทำให้เกิดยุคชุนชิวจ้านกั๋วที่แท้เป็นเช่นใด ยุคสมัยเหล่านั้นเป็นยุคที่ไม่ค่อยมีนวนิยายเล่มไหนเขียนหรือกล่าวถึง

ตามประวัติศาสตร์โดยสังเขป ในสมัยก่อนถึงยุคชุนชิวจ้านกั๋วนั้นประกอบไปด้วยราชวงศ์เซี่ย ราชวงศ์ซาง และราชวงศ์โจว

เริ่มกันที่ราชวงศ์เซี่ย ในสมัยที่พระเจ้าซุ่น (หนึ่งในสามกษัตราห้าราชันอันเป็นตำนานในช่วงสังคมยุคบรรพกาลของจีน) ขึ้นครองราชย์ ได้รับสั่งให้อวี่แก้ไขปัญหาน้ำท่วม และอวี่ก็คลี่คลายปัญหานี้ได้สำเร็จ พระเจ้าซุ่นจึงยกราชสมบัติให้อวี่

 

เซี่ยอวี่
เซี่ยอวี่

 

อวี่นับเป็นเทียนจื่อคนแรกของราชวงศ์เซี่ย ชนรุ่นหลังจึงนิยมเรียกขานว่า “เซี่ยอวี่” หลังได้รับตำแหน่งประมุข อวี่ได้แบ่งแผ่นดินออกเป็นเก้าหัวเมืองใหญ่ และสั่งทำ “ติ่ง (ภาชนะสามขา)” ขึ้นมา 9 ใบ เพื่อใช้แสดงถึงหัวเมืองใหญ่ทั้งเก้า

ติ่งทั้งเก้านี้นับเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง “ราชอาณาจักร” และ “อำนาจการปกครอง” คุณูปการอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้ชนรุ่นหลังเรียกขานเขาเป็นเชิงให้เกียรติว่า “ต้าอวี่ (อวี่ผู้ยิ่งใหญ่)”

ราชวงศ์เซี่ยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน 400 กว่าปี ประมุของค์สุดท้ายของราชวงศ์เซี่ย คือ “เจี๋ย (เซี่ยเจี๋ย)”

เจี๋ยโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม ไม่สนใจทุกข์สุขราษฎร ราษฎรจึงพากันเกลียดชัง ขณะเดียวกันทางตะวันออก มีเมืองขึ้นแห่งหนึ่งของราชวงศ์เซี่ยที่ชื่อ “ซาง” ปกครองโดย “ทัง (เฉิงทัง)” ได้ผงาดขึ้นมาเรืองอำนาจ

เนื่องจากทังเป็นผู้เปี่ยมคุณธรรม เขาจึงก่อกบฏเพื่อขจัดความแร้นแค้นของราษฎรในยุคนั้น โดยผนึกกำลังจากชนเผ่าต่างๆ แล้วทำสงครามกับเจี๋ย

สุดท้ายทังเป็นฝ่ายชนะ สามารถโค่นล้มราชวงศ์เซี่ย และสถาปนา “ราชวงศ์ซาง” ขึ้น

ทังนับเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ซาง ชนรุ่นหลังจึงนิยมเรียกขานว่า “ซางทัง”

ราชวงศ์ซางเป็นราชวงศ์ลำดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์จีน มีประมุขปกครองสืบต่อกัน 20 องค์

พอถึงสมัยของผานเกิง ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองอิน ราชวงศ์ซางจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อินซาง”

ราชวงศ์ซางปกครองบ้านเมืองประมาณ 500 กว่าปี จากนั้นก็ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ราชวงศ์เซี่ย ล้มสลายลงในสมัยซางโจ้ว ทรราชผู้โหดเหี้ยมไร้ศีลธรรม

“ซางโจ้ว” หรือ “โจ้วหวัง” ประมุของค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง สั่งให้ราษฎรตรากตรำทำงานหนัก ทั้งยังสิ้นเปลืองเงินทองจำนวนมากไปกับการสร้างพระราชวัง เลียนแบบการกระทำของเจี๋ยประมุขแห่งราชวงศ์เซี่ย

ขณะเดียวกันดินแดนทางตะวันตกของราชวงศ์ซาง มีรัฐหนึ่งชื่อ “โจว” ปกครองโดย “จีชาง” (ต่อมาเรียกขานว่า “โจวเหวินหวัง”) เขาเป็นผู้มีเมตตาและเป็นที่เคารพของคนทั่วไป เมื่อมีขุนนางมากฝีมือมาช่วยบริหารบ้านเมือง รัฐโจวจึงมีอำนาจแข็งแกร่งและขยายอิทธิพลกว้างขวางขึ้น

หลังจีชางถึงแก่กรรม บุตรชายนาม “จีฟา” (ประวัติศาสตร์เรียกขานว่า “โจวอู่หวัง”) สืบทอดตำแหน่งแทน

 

โจวอู่หวัง
โจวอู่หวัง

 

จีฟาผนึกกำลังกับชนเผ่าทางตะวันตกและทางใต้ นำทัพออกรบกับซางโจ้ว โค่นล้มราชวงศ์ซางได้สำเร็จ และก่อตั้ง “ราชวงศ์โจว” ขึ้น

ในสมัยราชวงศ์โจวปกครองด้วยระบอบศักดินา คือการที่โจวเทียนจื่อแบ่งที่ดินให้ตระกูลเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้มีความดีความชอบไปปกครองในฐานะ “ผู้ครองรัฐ” โดยแบ่งเป็นบรรดาศักดิ์ห้าชั้น ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน ซึ่งผู้ครองรัฐต้องจัดส่งเครื่องบรรณาการ รายงานตัวต่อโจวเทียนจื่อและเกณฑ์พลทหารออกรบตามคำบัญชาของโจวเทียนจื่อ ขณะที่ผู้ครองรัฐอยู่ในหัวเมืองของตนจะอยู่ในฐานะเจ้าเมือง มีอิสระในการทหาร การเมือง การเงิน และการคลัง ทั้งยังสามารถแบ่งที่ดินให้เสนาบดีและขุนนางระดับกลางของตนปกครอง ซึ่งตำแหน่งผู้ครองรัฐและเสนาบดีจะใช้ระบบสืบทอดทางสายเลือด

เมื่อถึงสมัยของ “โจวลี่หวัง” ประมุขลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์โจว ราษฎรต่างตกทุกข์ได้ยากทุกหัวระแหง เนื่องจากโจวลี่หวังไม่สนใจทุกข์สุขราษฎร ขูดรีดและยึดครองที่ทำกิน ราษฎรจึงก่อเหตุจลาจลบุกเข้าล้อมวัง จนโจวลี่หวังต้องหาทางหลบหนีไป

โจวกงและเส้ากงขุนนางใหญ่จึงร่วมกันบริหารบ้านเมืองแทน เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “โจวเส้าร่วมปกครอง”

เมื่อถึงสมัยของ “โจวโยวหวัง” ทรราชลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์โจว เนื่องจากโปรดปรานสนมเปาซื่อ คิดจะปลดเซินโฮ่วภรรยาเอกและรัชทายาท แล้วแต่งตั้งบุตรชายของเปาซื่อเป็นรัชทายาท เรื่องนี้ทำให้เซินโหวบิดาของเซินโฮ่วไม่พอใจยิ่ง จึงสมคบคิดกับชนเผ่าเฉวี่ยนหรงบุกตีเฮ่าจิงเมืองหลวง สังหารโจวโยวหวัง

ต่อมา “โจวผิงหวัง” บุตรชายของโจวโยวหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก อยู่ที่เมืองลั่วอี้ (ลั่วหยาง)

ช่วงระยะเวลา 300 กว่าปีนับแต่สมัยโจวอู่หวังถึงโจวโยวหวัง มีชื่อเรียกในประวัติศาสตร์ว่า “ราชวงศ์โจวตะวันตก”

ส่วนหลังจากราชวงศ์โจวย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ถือเป็นการเริ่มต้นของยุค “ราชวงศ์โจวตะวันออก”

หลังโจวผิวหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก โจวเทียนจื่อก็มิได้เรืองอำนาจเช่นในอดีต ผู้ครองรัฐที่เข้มแข็งจึงตั้งตนเป็นอิสระ ปกครองตนเองในฐานะเจ้านครรัฐ อาศัยกำลังแข็งแกร่งเข้ารุกรานรัฐเล็กรัฐน้อย เกิดสงครามทั่วทุกหัวระแหงจนแผ่นดินลุกเป็นไฟ นับเป็นการสิ้นสุดของแผ่นดินราชวงศ์โจวในทางพฤตินัย แม้อยู่ในตำแหน่ง หากแต่ปราศจากอำนาจที่แท้จริง

ซึ่งฉากหลังในช่วงนี้ก็คือยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ที่กลายมาเป็นฉากหลังของนวนิยายอย่าง “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” และ “หมี่เยวี่ย จอมนางพลิกบัลลังก์” นั่นเอง 

 

สั่งซื้อหนังสือแพ็คชุดราคาพิเศษ pocketbook september special คลิก !!

 

ขอบคุณภาพ เซี่ยอวี่ จาก http://www.somboon.info/default.asp?content=contentdetail&id=9496

ขอบคุณภาพ โจวอู่หวัง จาก https://writer.dek-d.com/bung/story/viewlongc.php?id=373553&chapter=172