เพียงเพลงกระบี่เดียว พิชิตชัยได้ทั่วหล้า !!

       เรียกว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยสักเท่าใดนัก สำหรับวิชานี้

       ยอดวิชาชุดนี้นับได้ว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่ร้ายกาจที่สุดในแผ่นดิน ทั้งกระบวนท่าของเพลงกระบี่ก็มีแต่รุกไม่มีรับ ซึ่งถือว่ามีความแปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเพราะว่าผู้ที่บัญญัติเพลงกระบี่คือ ต๊กโกวคิ้วป้าย(ผู้เรียบเรียงเข้าใจว่าเป็นสมญามากกว่า) แปลรวมได้ว่าว่าผู้เดียวดายแสดงหาความพ่ายแพ้ ส่วนฉายาคือเกี่ยมม้อแปลว่ากระบี่อสูร คนผู้นี้มีความเป็นมาอย่างเป็นมาอย่างน่าสนใจ เป็นตัวละครที่ไม่ได้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในเนื้อเรื่องเพียงแต่เป็นตัวละครในตำนานที่กล่าวถึง แต่กระนั้นก็ยังเป็นที่จดจำของคอนิยายกำลังภายในไปทั่วทุกสารทิศและหนึ่งในความสุดยอดของเขาก็คือเพลงกระบี่ อันเป็นเพลงกระบี่ที่มีนามว่า

       “ เก้ากระบี่เดียวดาย “

       วิชานี้บัญญัติโดยจอมยุทธในตำนานอย่างต๊กโกวคิ้วป้ายที่มีเพียงกระบวนท่ารุก ไม่มีกระบวนท่ารับ เพราะหากทั่วแผ่นดินนี้ใครที่สามารถรุกจนเขาต้องตั้งรับได้ เขาคงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งความร้ายกาจตรงจุดนี้ของเขา เราได้เห็นมาจากจารึกบนสุสานของต๊กโกวคิ้วป้ายที่เอี้ยก้วยไปพบเข้า รวมทั้งเขาได้ฝังกระบี่ไว้ที่ใกล้ๆตัวเขาพร้อมทั้งใส่ได้มีคำอธิบายไว้ด้วยว่า

       เล่มที่ 1 เป็นกระบี่เปล่งประกายสีเขียว เป็นอาวุธที่คมกล้า "เกรี้ยวกราดรุนแรง ทำลายล้างทุกสิ่ง เมื่อวัยหนุ่มฉกรรจ์ ใช้ชิงชัยกับเหล่าผู้กล้าแคว้นฮ่อซวก" 

       เล่มที่ 2 กระบี่อ่อนกุหลาบม่วง "ใช้ก่อนอายุสามสิบ แต่ทำร้ายคนดี เป็นสิ่งอัปมงคล ทิ้งลงหุบเหว"

       เล่มที่ 3 กระบี่หนักเหล็กนิล "กระบี่หนักไร้คม ใช้ได้คล่องแคล่ว ฝีมือการสร้างไม่ประณีต ใช้ก่อนอายุสี่สิบ พิชิตทั่วแผ่นดิน"

       เล่มที่ 4 กระบี่ไม้เปื่อยผุเป็นแค่กระบี่ไม้ธรรมดาเท่านั้น "ใช้หลังอายุ 40 กิ่งไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ต่างใช้เป็นกระบี่ได้ นับแต่นี้คร่ำเคร่งฝึกปรือ เข้าสู่ขั้นไร้กระบี่อยู่เหนือมีกระบี่"

       นับได้ว่าตัวเขานั้นมีความเยี่ยมยอดในเพลงยุทธที่แทบจะหาผู้เทียมทานเขาได้

       เก้ากระบี่เดียวดายเป็นเพลงกระบี่ที่ไร้ผู้ต้านมีด้วยกันทั้งหมดเก้าเคล็ด(ถ้าเกินนี้คงไม่เรียกเก้ากระบี่นะสิ ฮ่าๆ) ซึ่งแต่ละเคล็ดนั้นสามารถทำลายเพลงยุทธต่าง ๆ ในแผ่นดินได้ ทั้งอาวุธ เพลงหมัดเท้าฝ่ามือหรือวิชาลมปราณต่างๆ โดยเคล็ดวิชาเก้ากระบี่เดียวดายนั้นมีทั้งสิ้นกว่าสามพันคำ โดยเคล็ดวิชานั้นจดจำได้ยากเพราะความไม่ต่อเนื่องของพวกเคล็ดวิชา ต่อให้เป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศก็ต้องอาศัยเวลาเช่นกัน
ซึ่งเก้าเคล็ดที่ว่านั้นประกอบด้วย
       1. เคล็ดรวม ซึ่งเป็นการอธิบายถึงภาพรวม รวมถึงความผลิกแพลงของยอดวิชาชุดนี้
       2. ท่าทำลายกระบี่ สามารถทำลายเพลงกระบี่ได้ทุกสำนัก
       3. ท่าทำลายดาบ สามารถทำลายได้ทั้งดาบเดี่ยว ดาบคู่ ดาบใหญ่ ดาบฟันขาม้า ดาบใบหลิว ดาบหัวตัด ใช้ความเบาสบายหนักหน่วง ใช้ความเร็วสยบเชื่องช้า
       4. ท่าทำลายทวน สามารถทำลายทั้งทวนปกติ ทวนยาว หอกใหญ่ กระบองใหญ่  กระบองเขี้ยวสุนัขป่า ไม้เท้าพระธรรม พลั่วเหล็ก เหล่าอาวุธยาว
       5. ท่าทำลายแส้ สามารถทำลายทั้ง แส้ธรรมดา แส้เหล็กกล้า ฉมวก มีดสั้น ขวาน ค้อนแปดเหลี่ยม เหล็กสามเหลี่ยมและเหล่าอาวุธสั้น 
       6. ท่าทำลายโซ่ สามารถทำลายโซ่ธรรมดา โซ่ยาว แส้อ่อน กระบองสามท่อน ทวนร้อยสายโซ่ ร่างแห ค้อนดาวตกและอาวุธอ่อนทั้งหลาย
       7. ท่าทำลายฝ่ามือ สามารถทำลายเพลงฝ่ามือ เพลงหมัด ดรรชนี ท่าเท้า ทั้งเพลงหมัดยาว หรือพวกการต่อสู้ประชิดตัว วิชาคว้าจับวิชาจี้สกัดจุด กงเล็บ ฝ่ามือทรายเหล็กทั้งหมด
       8. ท่าทำลายเกาทัณฑ์ แม้จะชื่อว่าเกาฑัณฑ์แต่จะรวมถึงอาวุธลับทุกชนิด คิดฝึกท่ากระบี่นี้ ซึ่งในการฝึกจำต้องฝึกวิชาฟังเสียงลมจำแนกอาวุธลับก่อน ไม่เพียงแค่ใช้กระบี่ปัดอาวุธลับเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้การยืมพลังฟาดพลัง ใช้อาวุธลับศัตรูย้อนกลับทำร้ายตัวศัตรูเองได้อีกด้วย
       9. ท่าทำลายลมปราณ ไว้ใช้ทำลายผู้มีกำลังภายในขั้นล้ำลึก โดยหลักการใช้อยู่ที่ใจ

       ในวิชาชุดนี้เคล็ดที่ยากที่จะสำเร็จได้นั่นคือเคล็ดที่เจ็ดถึงเคล็ดที่เก้าเพราะวิชาฝ่ามือ เพลงหมัด เพลงเท้านั้นมีมากมายหลากหลาย ซ้ำยังสามารถพลิกแพลงโดยไม่มีที่สิ้นสุดหรือกระทั่งอาวุธลับเองก็ต้องมีการฝึกจำแนกให้ชัดเจน หรือการทำลายลมปราณนั้นนับได้ว่าต้องมีความเข้าใจในวิชาชุดนี้อย่างสูงยิ่ง

       เก้ากระบี่เดียวดายยังมีใจความสำคัญคือ "มีแต่รุก ไม่มีรับ” ใช้กระบวนท่ารุกจู่โจมจุดอ่อนคู่ต่อสู้ ให้คู่ต่อสู้หันไปตั้งรับ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องตั้งรับ หากคู่ต่อสู้แปรเปลี่ยนกระบวนท่า ผู้ใช้เก้ากระบี่เดียวดายต้องรีบค้นหาจุดอ่อนในกระบวนท่าคู่ต่อสู้ให้พบและทำลายกระบวนท่ามันไปเรื่อย ๆ จนสามารถพิชิตคู่ต่อสู้ได้ในที่สุด ยิ่งคู่ต่อสู้ยิ่งเข้มแข็ง เพลงกระบี่ยิ่งแสดงอานุภาพออกมาทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาผู้ใช้ด้วยว่าจะสามารถคิดกระบวนท่าออกมาพิชิตคู่ต่อสู้ได้มากน้อยขนาดไหน วิชานี้หากคู่ต่อสู้มีท่าเดียวเราก็จะมีเพียงกระบวนท่าเดียว แต่หากคู่ต่อสู่มีร้อยกระบวนท่าเราก็จะมีร้อยกระบวนท่าด้วย เพราะเป็นวิชาที่ใช้วิธีการค้นหาจุดอ่อนของศัตรูแล้วจึงทำลายกระบวนท่าของคู่ต่อสู้

       ด้วยเก้ากระบี่เดียวดายมีหลักของวิชาคือการแปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุดต้องใช้เวลาเรียนนานนับสิบปีจึงอาจถึงขั้นสูงสุดของวิชาได้ โดยหากสามารถบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจำเคล็ดต่างๆ อีก โดยเหลือเพียง “สำนึกกระบี่”  ต่อให้ลืมเคล็ดวิชาทั้งหมดก็ไม่เป็นไร ยิ่งลืมได้ยิ่งดีเพราะจะได้ไม่ถูกกระบวนท่าของเพลงกระบี่นั้นผูกมัด ดังคำที่ฮวงเช็งเอี๊ยง(ฟงชิงหยาง)กล่าวต่อเหล่วงฮู้ชงที่ว่า "กระบวนท่าต่อให้ร้ายกาจปานใดก็ย่อมีช่องว่างจุดอ่อน หากหล่อหลอมกระบวนท่าเข้าด้วยกันแม้จะแทบไร้ช่องว่างจุดอ่อนก็ยังมีจุดอ่อนให้สืบสาวอยู่ดี แต่หากไร้กระบวนท่า ไม่ยึดติดกับกระบวนท่าใด ๆ ก็ไม่มีจุดอ่อนเพราะไม่มีกระบวนท่าให้ทำลาย" เรียกได้ว่า “ไร้กระบวนท่า” คือเคล็ดที่เป็นหัวใจของวิชาชุดนี้

       โดยจริงๆแล้ววิชาชุดนี้นั้นปรากฎขึ้นในนิยายเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร แต่หลายๆท่านอาจเข้าใจว่าปรากฎขึ้นครั้งแรกในเรื่องมังกรหยกภาคสอง(เอี้ยก่วยเจ้าอินทรี) เพราะตอนที่เขาแขนขาดและได้พบกับอินทรียักษ์ เอี้ยก้วยนั้นก็ได้พบกับทั้งสุสานกระบี่ของต๊กโกวคิ้วป้าย อีกทั้งอินทรียักษ์ยังได้แสดงฝีมือให้กับเอี้ยก้วยได้เห็น แต่ที่ปรากฎขึ้นนั้นไม่มีการกล่าวว่าวิชาเพลงกระบี่ที่เอี้ยก้วยใช้มีชื่อว่าเก้ากระบี่เดียวดาย !

       วิชานี้นั้นไม่ทราบถึงที่มาทีไป แต่ตกทอดมาถึงฮวงเช็งเอี๊ยง(ฟงชิงหยาง)ศิษย์สำนักฮั้วซัว(หัวซาน)ฝ่ายกระบี่(หัวซานแตกออกเป็นฝ่ายลมปราณและฝ่ายกระบี่ซึ่งเหตุเกิดจากคัมภีร์ทานตะวัน) แม้ฮวงเช็งเอี๊ยงจะเป็นยอดฝีมือแต่ก็มีวิบากกรรมที่น่าเห็นใจคือในตอนนั้นฝ่ายลมปราณสำนักฮั้วซัวต้องการประลองกับฝ่ายกระบี่แต่เห็นทีท่าว่าหากฮวงเช็งเอี๊ยงยังอยู่นั้นตนคงยากที่จะเอาชนะ จึงออกอุบายจ้างว่าที่พ่อตาของฮวงเช็งเอี๊ยง เร่งรัดให้ฮวงเช็งเอี๊ยงแต่งงานกับคู่หมั้นและเมื่อไปถึงก็ได้แต่งงาน ทว่าตอนนั้นเองฮั้วซัวก็ได้เกิดเรื่องการประลองระหว่างฝ่ายลมปราณและฝ่ายกระบี่แล้ว ทว่าก็ไม่ทันการฝ่ายกระบี่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจนถูกสังหารแทบหมดสิ้น อีกทั้งได้ทราบอีกว่าคนที่ตนแต่งงานด้วยเป็นเพียงนางคณิกา หาใช่คู่หมั้นตนไม่ เมื่อกลับไปยังบ้านพ่อตาก็ได้หนีออกไปเสียแล้ว จากนั้นด้วยความอับอายจึงได้ถอนตัวจากยุทธภพ ผู้คนในยุทธภพต่างเข้าใจว่าฮวงเช็งเอี๊ยงนั้นได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีความอับอายไปแล้ว และนับจากบัดนั้นก็หาได้มีผู้ใดพบเห็นฮวงเช็งเอี๊ยงอีกเลย

       จนกระทั่งวันหนึ่งฮวงเช็งเอี๊ยงนั้นได้พบเจอกับศิษย์รุ่นหลานอย่างเหล่งฮู้ชงที่ผาสำนึกตนขอสำนักฮั้วซัว กำลังหมดอาลัยตายอยากทั้งเรื่องสุดยอดวิชาของสำนักตนถูกแก้ได้โดยผู้อาวุโสนิกายอสูรพร้อมทั้งได้สลักไว้ในผาสำนึกตนที่เหล่งฮู้ชงได้ถูกทำโทษและที่ตนเองนั้นพลาดท่าทำกระบี่ของศิษย์น้องเล็กอย่างงักเล้งซังตกลงหุบเขาจากความหึงหวง ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนั้นฮวงเช็งเอี๊ยงได้เห็นทั้งหมด จึงปิดหน้าปิดตาเข้าไปประลองกับเหล่งฮู้ชง ใช้เพลงกระบี่เดียวกับที่งักเล้งซังใช้ เหล่งฮู้ชงมิอาจเทียบเทียมได้เลยเพียงแต่รอความตายเท่านั้น ทว่าฮวงเช็งเอี๊ยงก็จากไปเพราะสิ่งที่เขาต้องการคือเพลงกระบี่ชุดนั้นมีความล้ำลึกพิศดารหากงักเล้งซังฝึกถึงขั้นก็ไม่เสียกระบี่อีกทั้งหากฝึกได้ดีแม้แต่กระบวนท่าที่ถูกผู้อาวุโสในนิการอสูรสลักไว้ก็สามารถต่อกรแต่ แต่ตอนนั้นตัวเหล่งฮู้ชงยังไม่เข้าใจ

       ฉั้งแป๊ะกวง(เถียนป๋อกวง) ถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือคนนึงในยุทธภพและได้มีโอกาสรู้จักซ้ำยังมีความนับถือซึ่งกันและกันระหว่างตัวฉั้งแป๊ะกวงและเหล่งฮู้ชง ในตอนนั้นตัวฉั้งแป๊ะกวงถูกบังคับขึ้นมาที่ผาสำนึกตนเพื่อพาเหล่งฮู้ชงนั้นไปพบกับแม่ชีงี๊นิ้ม(อี้หลิน) ทว่าเหล่งฮู้ชงเป็นตายก็ไม่ยอมที่จะขัดคำสั่งอาจารย์จึงไม่ยอมลงจากเขา ดั่งคำที่ว่าเมื่อความเห็นไม่ลงรอย การพนันจึงเกิดขึ้น ทั้งคู่จึงได้ประลองฝีมือกัน เหล่งฮู้ชงนั้นสู้ฉั้งแป๊ะกวงไม่ได้เลย จนต้องเข้าไปในถ้ำที่สลักยอดวิชาของห้าขุนเขากระบี่และวิธีแก้นำออกมาใช้เพื่อรับมือ ในที่สุดฮวงเช็งเอี๊ยงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ทนไม่ไหวจึงออกมาเพื่อชี้แนะเหล่งฮู้ชง

       ฮวงเช็งเอี้ยงสอนหลักการใช้กระบี่ให้เหล่งฮู้ชง ผนวกกับความเจ้าเล่ห์ของเหล่งฮู้ชงทำให้ได้เวลาเพิ่มขึ้นมาจากฉั้งแป๊ะกวงจนสามารถมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาจากฮวงเช็งเอี๊ยง ทว่าด้วยเวลาอันจำกัดจึงเรียนรู้ได้เพียงส่วนน้อยของวิชานี้ ทว่ากลับถึงเวลาที่ต้องมาประลองกับฉั้งแป๊ะกวง

       ในการต่อสู้กับฉั้งแป๊ะกวงมาโดยตลอดนั้นแม้เหล่งฮู้ชงจะฉลาดแต่ทว่าฝีมือกลับมิอาจทัดเทียมฉั้งแป๊ะกวงได้ ทว่าในวันนี้กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว เพลงกระบี่ของเหล่งฮู้ชงเกรี้ยวกราดดุดัน เพราะเหล่งฮู้ชงคำนวณว่าศัตรูจะใช้กระบวนท่าใดจากนั้นต้องลงมือในจุดอ่อนกระบวนท่าเพื่อชิงสยบศัตรูก่อนใช้กระบวนท่า แต่ละกระบวนท่าจึงเป็นการข่มเพลงกระบี่ของฉั้งแป๊ะกวงไม่ว่าจะรุกไปที่ไหนเพลงกระบี่ของเหล่งฮู้ชงก็จะไปสยบกระบวนท่าของฉั้งแป๊ะกวงได้เสมอ จนในที่สุดฉั้งแป๊ะกวงไม่อาจรับมือได้และขอยอมแพ้ไปในที่สุด

       หลังจากนั้นเหล่งฮู้ชงก็ขอให้ฮวงเช็งเอี๊ยงนั้นถ่ายทอดวิชาชุดนี้ให้แก่ตน เหล่งฮู้ชงเองก็นับได้ว่ามีพรสวรรค์ในการฝึกวิชาจึงสามารถเรียนรู้วิชานี้ได้จนหมดสิ้น เหลือก็แต่เพียงการฝึกฝนและประสบการณ์จริงเท่านั้น

       จากนั้นด้วยแผนของสำนักซงซัว(ซงซาน) จึงได้นำเอาศิษย์สายกระบี่ของสำนักฮั้วซัวมาเพื่อบังคับให้มีการเปลี่ยนเจ้าสำนักจากงักปุ๊กคุ้งฝ่ายลมปราณมาเป็นของฝ่ายกระบี่ ทำให้ศิษย์ฝ่ายกระบี่อย่างพ้งปุกคี่(เฉิงปู้ยิว)เข้ามาหยามอาจารย์หญิงของตน เหล่งฮู้ชงจึงได้เข้าไปขัดขวาง พ้งปุกคี่จึงได้แทงกระบี่เข้าใส่เหล่งฮู้ชง ทั้งสองจึงได้สู้กัน พ้งปุกคี่เสียทีแพ้เหล่งฮู้ชงทำให้คับแค้นใจ ทำร้ายเหล่งฮู้ชงด้วยพลังลมปราณทั้งที่เหล่งฮู้ชงไม่ทันตั้งตัว จนเป็นเหตุให้เหล่งฮู้ชงได้รับบาดเจ็บไปตลอดแทบจะทั้งเรื่องเลย เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้คนของซังซัวและศิษย์ฮั้วซัวฝ่ายกระบี่จึงได้ลงจากเขาไป

       เพื่อต้องการรักษาหน้าและเกียรติภูมิของสำนักงักปุ๊กคุ้งและภรรยาพร้อมกับศิษย์ของฮั้วซัวจึงได้เดินทางเพื่อไปยังสำนักซงซัว(ซงซาน)เพื่อขอคำอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อคนของสำนักฮั้วซัวถูกทำร้ายโดยคนคลุมหน้า โดยที่คนของฮั้วซัวนั้นเสียทีให้กับคนคลุมไปทั้งหมดแล้ว คนของสำนักซงซัวและฮงปุกเพ้ง(ฟงปู้ผิง)ก็ได้ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง เหล่งฮู้ชงจึงได้ต่อสู้กับฮงปุกเพ้ง ทว่าการต่อสู้นี้กลับแปลกประหลาดยิ่งนักเพราะเมื่อต่อสู้ไปนานเข้า ฮงปุกเพ้งที่เป็นสายกระบี่กลับมิอาจต้านทานเพลงกระบี่ของเหล่งฮู้ชงได้ จึงได้ใช้กระบี่ใช้ลมปราณที่เหนือกว่า ส่วนฝ่ายลมปราณใช้เพลงกระบี่ที่เหนือกว่า ทำให้เหล่งฮู้ชงนั้นได้แต่รั้งกระบี่กลับไม่ปะทะกัน ผู้คนที่อยู่รอบข้างก็ประหลาดใจ เหตุใดจึงกลับตาลปัตรกันเช่นนี้

       ฮงปุกเพ้งเพื่อได้ยินเช่นนี้ก็มีอาการ จึงได้ใช้เพลงกระบี่ดั่งลมฝนคลุ้มคลั่งต่อสู้ไปอีกกว่าสามสิบกระบวนท่า เหล่งฮู้ชงเห็นว่าหากยังใช้เพลงกระบี่ที่จำได้จากผนังถ้ำบนผาสำนึกตน คงจะสู้ไม่ไหว จึงได้คิดถึงคำสอนของฮวงเช็งเอี๊ยง ในตอนนั้นการต่อสู้ก็ได้ดำเนินต่อเนื่อง มากว่าสองร้อยกระบวนท่า เหล่งฮู้ชงได้ใช้วิชาเก้ากระบี่เดียวดายทำให้ฮงปุกเพ้งไม่อาจรับมือได้

       ในที่สุดฮงปุกเพ้งจึงได้ใช้เพลงกระบี่ที่ตนเองเฝ้าฝึกมายาวนานกว่าห้าปีอย่าง “เพลงกระบี่ลมพายุ” ซึ่งกระบวนท่านี้มีความร้ายกาจมาก เพลงกระบี่มีความรวดเร็วมาก ก่อเกิดกระแสลมยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆมีอานภาพสูงมาก เพลงกระบี่ค่อยๆขยายตัวออก คนที่ชมอยู่ยังรับรู้ได้ถึงความเย็นที่คุกคามจนใบหน้าปวดแปลบ เหล่งฮู้ชงในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนเรือน้อยท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ ทว่าเหล่งฮู้ชงเองเมื่อได้เห็นเพลงกระบี่ชุดนี้ก็ทำให้เกิดความเข้าใจในแก่นของเก้ากระบี่เดียวดายมากขึ้น มองเห็นเพลงกระบี่ฝ่ายตรงข้าม ศึกษาเพื่อรับมือและค้นหาจุดอ่อนของเพลงกระบี่ของคู่ต่อสู้ ฮงปุกเพ้งบันดาลโทสะหมายเร่งเอาชัย ทว่าเหล่งฮู้ชงนั้นแทงกระบี่ออกไปทำให้โดนฮงปุกเพ้งจนบาดเจ็บ แม้มิใช่กระบี่ที่รุนแรง แต่ฮงปุกเพ้งรู้ดีว่าตนเองได้พ่ายแพ้อย่างยับเยินแล้ว จึงได้รามือหาได้ต้องการช่วงชิงการเป็นเจ้าสำนักฮั้วซัวอีกต่อไป

 

บทความโดย

อภิวัฒน์ สุนันท์ยืนยง
อภิวัฒน์ สุนันท์ยืนยง
“สุดยอดแฟนพันธุ์แท้กิมย้ง”

 

อ่านต่อตอน 2

สั่งซื้อนิยายกิมย้ง