บทที่ 1

บาปสวาท

        เมืองเช็งฮ้อโจษจันว่ามีวีรบุรุษผู้หนึ่งปราบเสือบนสันเขาเก้งเอี้ยงกัง ใช้หมัดอันทรงพลังต่อยกะโหลกของเสือร้ายตายคาหมัด มิหนำซ้ำวีรบุรุษที่ปราบเสือจะเดินทางมารับเงินรางวัลที่เมืองเช็งฮ้อ
ข่าวคราวนี้ก็ล่วงรู้ถึงหูพัวกิมเน้ย (ปทุมทอง แซ่พัว)

        พัวกิมเน้ยเพิ่งเป็นม่าย แต่นางไม่กระตือรือร้นสนใจต่อวีรกรรมของวีรบุรุษปราบเสือ นางเหม่อมองป้ายสถิตวิญญาณของสามีผู้ล่วงลับทั้งเศร้าสร้อยทั้งตัดพ้อระคนกัน

        นี่เป็นชะตากรรมครั้งที่สองของนาง เมื่อหกปีก่อน นางเลื่อนจากหญิงรับใช้เป็นนางบำเรอของนายผู้แก่เฒ่า สามปีให้หลัง นายผู้เฒ่าเสียชีวิต นายหญิงที่รังเกียจเดียดฉันท์นางก็ยกนางให้กับบู๊ตั่วแห่งเมืองเช็งฮ้อ แต่ไม่ถึงสามปีบู๊ตั่วก็ถึงแก่กรรม

        หากว่าแต่งกับผู้ชายที่แข็งแรงเช่นวีรบุรุษปราบเสือ เราคงไม่เป็นม่ายแล้ว

พัวกิมเน้ยกำเนิดจากวงศ์ตระกูลที่ตกต่ำเมื่อเยาว์วัยเคยเล่าเรียนหนังสือครั้นเมื่ออายุสิบขวบ ท่านพ่อเสียชีวิต ท่านแม่ที่ยากแค้นแต่งงานใหม่กับช่างตัดเสื้อผู้หนึ่ง ดังนั้นนางกลายเป็นสินค้าของพ่อเลี้ยง ถูกขายเป็นหญิงรับใช้ในบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง

        ตอนแรกนางทำงานสารพัดสารพันตั้งแต่หุงหาอาหารจนเย็บปักถักร้อยนางกลืนกล้ำคำดุด่าทุบตี ตั้งใจหมั่นศึกษา คิดว่าเมื่อเป็นหญิงรับใช้ที่รอบรู้จะมีความเป็นอยู่ดีกว่านี้

แต่เมื่อนางเป็นหญิงรับใช้ที่รอบรู้วิถีชีวิตก็เปลี่ยนผันไป

 

        พัวกิมเน้ยไม่ใช่เด็กสาวอีก หากแต่คล้ายบัวตูมที่เบ่งบานเป็นที่หมายตาของนายผู้เฒ่า ดังนั้นนางตกเป็นนางบำเรอของเขา

หญิงสาวทุกนางต่างสงสัยอยากรู้ต่อเรื่องเพศ แต่นางกระทั่งความสงสัยอยากรู้ก็ไม่มี มีแต่ความกลัวกลัวว่าถูกนายหญิงที่ขี้หึงรู้เข้า

วันคืนพ้นผ่าน พัวกิมเน้ยตั้งครรภ์แล้ว ดังนั้นนางถูกนายหญิงเฆี่ยนตี เด็กในท้องพลอยแท้งออกมา

พัวกิมเน้ยทอดถอนใจต่อชะตากรรมที่แล้วมาของตัวเอง อดนึกถึงวันเวลาที่อยู่กินกับบู๊ตั่วมิได้

นางถูกนายหญิงขายออกไป เมื่อเหยียบย่างเข้าบ้านตระกูลบู๊ค่อยรู้ว่าบู๊ตั่ว เป็นชายกลางคนหลังค่อม มือหยาบเท้าหยาบ ตาแดงก่ำชั่วนาตาปี จมูกสั้นและแบน ริมฝีปากหนาฟันโย้และหักหลุดร่วง

ตอนนั้นนางเพิ่งมีอายุยี่สิบเอ็ดปีจากภาพสะท้อนในกระจกจากปากคำของคน นางทราบว่านางยังสาวและสวย แต่หญิงสาวที่สดสวยกลับแต่งงานกับสามีอัปลักษณ์ที่สุด

ตอนแรกพัวกิมเน้ยคิดหนี คิดฆ่าตัวตาย แต่สามีที่อัปลักษณ์ดีต่อนางเอาอกเอาใจนาง ทำให้นางไม่อาจหักใจได้ ดังนั้นนางยอมรับชะตากรรมยอมเป็นภรรยาของบู๊ตั่ว

ความพิการของบู๊ตั่ว สร้างความเสียใจแก่พัวกิมเน้ย ดังนั้นนางขังตัวเองอยู่ภายในบ้าน กระทั่งแม่บังเกิดเกล้ายังไม่อยากพบ ยอมดื่มเหล้าขมของชีวิตอย่างเงียบงัน

แต่ชะตากลั่นแกล้งคน บู๊ตั่วตายแล้ว พัวกิมเน้ยครองตัวเป็นม่ายอีกครั้ง

คนทั่วไปยังโจษจันว่า บู๊ตั่วตายเพราะภรรยาที่สดสวย ผู้คนเที่ยวเสกสรรบรรยายถึงความร้อนร่านราคะของนาง

 

พัวกิมเน้ยนั่งเฝ้าอยู่หน้าโต๊ะบูชาของบู๊ตั่วความคิดคำนึงพลุ่งพล่านดุจมรสุม ในที่สุดอดทอดถอนใจยาวมิได้

“บู๊ตั่วซ้อ”

แม่เฒ่าเฮ้งที่อยู่บ้านติดกัน มีอาชีพแม่สื่อแม่ชัก พลันผลักประตูเข้ามา

พัวกิมเน้ยฝืนยิ้ม ลุกขึ้นทักทายว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง ท่านไม่ได้มาหลายวันแล้ว”

“หลายวันนี้ข้าไปช่วยนายเฒ่าฮวย” แม่เฒ่าเฮ้งตอบ “จริงด้วยเรามาบอกข่าวใหญ่เรื่องหนึ่ง เสือร้ายบนส้นขาเก้งเอี้ยงกังถูกคนฆ่าตายแล้ว”

“เช้าวันนี้อุงกอยี้ที่ขายสาลี่มาบอกแล้ว ตอนนี้คนทั่วทั้งเมืองต่างรู้กันหมด”

“ท่านรู้หรือไม่ วีรบุรุษที่ปราบเสือเกี่ยวดองเป็นญาติกับท่าน?”

“เรายังมีญาติที่ไหน?”

แม่เฒ่าเฮ้งชี้มือไปที่ป้ายสถิตวิญญาณของบู๊ตั่ว พูดอย่างภาคภูมิ “เขาเป็นน้องชายของบู๊ตั่ว และเป็นอาขอท่าน...บู๊สง”

“บู๊สง จริงหรือ?”

“จริงสิ ฟังว่าพรุ่งนี้เช้าบู๊สงจะเข้าเมืองมารับเงินรางวัล”

พัวกิมเน้ยนิ่งเงียบงัน เงาร่างของบู๊สงผุดขึ้นในห้วงสมองของนาง

บู๊สงแตกต่างกับพี่ชายของเขาโดยสิ้นเชิง เขามีรูปกายสูงใหญ่นิสัยที่ห้าวหาญ อายุอ่อนกว่าบู๊ตั่วสิบกว่าปี เมื่อสองปีก่อนหลังจากที่พัวกิมเน้ยแต่งงานกับบู๊ตั่วไม่นาน อาคนเล็กเคยพักอยู่ที่บ้านนี้ร่วมครึ่งปี

ต่อจากนั้น บู๊สงไปทำงานที่เมืองตังเพ้ง ทุกสามเดือน ครึ่งปีจะส่งจดหมายมาฉบับหนึ่ง เมื่อบู๊ตั่วป่วยหนัก พัวกิมเน้ยเคยเขียนจดหมายไปฉบับหนึ่ง คิดว่าบู๊สงคงเดินทางกลับมาเพื่อเยี่ยมไข้พี่ชาย

พัวกิมเน้ยกับแม่เฒ่าเฮ้งสนทนาถึงเรื่องของบู๊สง พัวกิมเน้ยเห็นว่าบู๊สงเป็นคนหนุ่มที่หุนหันพลันแล่น กลัวว่าจะก่อเรื่องที่ข้างนอก แม่เฒ่าเฮ้งไม่เห็นด้วยพูดว่า “เขาเป็นวีรบุรุษปราบเสือ มีใครกล้าตอแยเขา อีกอย่างหนึ่งพี่สะใภ้คล้ายมารดาบู๊สงเมื่อกลับมา ท่านสมควรดูแลเขา”

“บู๊ตั่วตายแล้ว อาเล็กคงไม่อยู่ที่นี้อีก พวกเราอายุต่างกันไม่มากให้เขาพักอยู่ที่นี้ เกรงว่าไม่สะดวก”

“เป็นไรไป หากบู๊สงพอใจ ท่านก็แต่งกับเขา เรียกว่าน้ำดีไม่ไหลลงนาอื่น”

พัวกิมเน้ยถอนหายใจ “แม่เฒ่าเฮ้ง ท่านอย่าพูดอย่างนี้”

“บู๊ตั่วไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ หรือท่านจะครองตัวเป็นม่ายให้กับเขาไปชั่วชีวิต?”

แม่เฒ่าเฮ้งเมื่อกลับไป พัวกิมเน้ยจมอยู่ในภวังค์ความคิดอันสับสน นึกถึงอดีตและอนาคต ในที่สุดค่อยสั่งลูกเลี้ยงเง่งยี้ไปปิดประตูบ้าน

 

วันที่สอง ผู้คนทั่วทั้งเมืองโจษจันว่าบู๊สงขี่ม้าขาวเข้าเมืองได้รับการเชื้อเชิญไปยังกรมเมือง

พัวกิมเน้ยเปลี่ยนเครื่องเซ่นไหว้บนโต๊ะบูชาของสามี จุดธูปเทียนรอคอยบู๊สงมา แต่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บู๊สงยังไม่มา

เมื่อถึงเที่ยงวันที่สาม บู๊สงมาแล้ว

บู๊สงได้ยินข่าวการตายของบู๊ตั่วจากชาวเมืองเช็งฮ้อ พอเหยียบย่างเข้าบ้าน เหลือบเห็นป้ายสถิตวิญญาณของพี่ชาย ก็คุกเข่าลงร่ำไห้ออกมา

พัวกิมเน้ยยืนอยู่ข้างโต๊ะบูชา อธิษฐานเบาๆ “พี่บู๊ตั่ว น้องชายท่านมาไหว้ท่านแล้ว”

บู๊สงโขกศีรษะคำนับหลายครั้งค่อยลุกขึ้นยืน มองดูเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ของพัวกิมเน้ย ต้องก้มศีรษะกล่าวว่า “อาซ้อ ข้ามาสายก้าวหนึ่งไม่ได้ช่วยงานศพของท่านพี่”

“เราเขียนจดหมายถึงอาเล็ก วันรุ่งขึ้นพี่บู๊ตั่วก็เสียชีวิต...”

พัวกิมเน้ยลากม้านั่งตัวหนึ่งให้บู๊สงนั่งลง พลางมองดูบู๊สง เขายังแข็งแรกกว่าแต่ก่อน นางกล่าวช้าๆ “ฟังว่าอาเล็กฆ่าเสือตัวหนึ่ง ผู้คนทั้งเมืองต่างโจษจันถึงท่าน”

พูดถึงเรื่องปราบเสือ บู๊สงกระหยิ่มยิ้มย่องขึ้นมา เล่าว่า “ข้าเดินทางกลับมาหาพี่ใหญ่ ระหว่างทางดื่มเหล้าหลายจอก ฟังว่าบนสันเขาเก้งเอี้ยงกังมีเสือร้ายจึงบุกขึ้นไปพบเห็นเสือตัวหนึ่งข้าไม่ทราบมีพละกำลังจากที่ใด ลงมือไม่กี่หมัดก็ต่อยเสือตาย พรานป่าที่หลบซ่อนบนต้นไม้เห็นเข้า เลยรับตัวข้าลงมา เมื่อถึงอำเภอข้าได้รับเงินรางวัลห้าสิบตำลึง ท่านนายอำเภอยังรั้งข้าเป็นมือปราบเมืองเช็งฮ้อ”

“น่าเสียดายพี่ชายท่านไม่อยู่ หาไม่เขาคงปลาบปลื้มยินดี”

บู๊สงค่อยนึกถึงพี่ชายผู้ล่วงลับ กล่าวว่า “พี่ใหญ่น่าเวทนานัก ไม่เคยอยู่สุขสบาย นี่เป็นเงินสิบตำลึงอาซ้อรับไว้ใช้สอยก่อน” พลางล้วงเงินสองแท่งส่งให้ 

พัวกิมเน้ยตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่ต้องการ หลังจากเสร็จงานศพพี่ชายท่าน ยังเหลือเงินสิบกว่าตำลึง อาเล็กเก็บเงินไว้ใช้สอยเองเถอะ”

บู๊สงไม่ยอมรับเงินคืน พลันถามว่า “อาซ้อ ท่านยังสาวยังสวย ไม่ทราบคิดอ่านอย่างไร?”

“อาเล็ก” พัวกิมเน้ยพูดอย่างไม่พอใจ “เราอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ผู้อื่นได้ยินเข้าจะรู้สึกอย่างไร?”

บู๊สงค่อยรู้สึกตัวว่าพูดผิดไปใบหน้ากลับกลายเป็นแดงก่ำเรียก “อาซ้อ” คำหนึ่ง เตรียมผละจากไป

พัวกิมเน้ยเรียก “อาเล็ก” บู๊สงกล่าวว่า “วันหน้าข้าค่อยมาใหม่ ตอนนี้ข้าพักอยู่ที่อำเภอ”

กล่าวจบ วิ่งออกไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

บู๊สงมาอย่างรีบร้อน จากไปอย่างรีบร้อน ก่อเกิดระลอกขึ้นไปจิตใจพัวกิมเน้ย คำ “อาซ้อยังสาวยังสวย” ของบู๊สง คล้ายระงมอยู่ข้างหูนาง

เมื่อไว้ทุกข์ครบร้อยวัน นางจะทำอย่างไร แต่งงานใหม่กับคนเช่นบู๊ตั่วหรือ? นางไม่ต้องการ แต่กับบู๊สงหรือ? เขามุทะลุไป อีกทั้งมีศักดิ์เป็นอาเล็ก

พัวกิมเน้ยพะว้าพะวังต่ออนาคตข้างหน้าของตัวเอง ขังตัวเองอยู่ในห้อง ยากจะสงบใจลงได้

 

บู๊สงพักอยู่ที่ทำการกรมเมือง ทุกสามสี่วันจะมาเยี่ยมพัวกิมเน้ยครั้งหนึ่ง พัวกิมเน้ยยามอยู่ว่างช่วยตัดเย็บเสื้อกางเกงชั้นในให้กับอาเล็กหลายชุด

หนึ่งเดือนให้หลัง จิตใจพัวกิมเน้ยต้องป่วนปั่นขึ้นมา

วันนี้เสื้อในของบู๊สงขาดไป จึงถอดออกมาให้พัวกิมเน้ยช่วยปะเย็บให้

พัวกิมเน้ยรู้สึกไม่สบายใจ มือถือเข็มและด้าย ไม่กล้ามองดูเขาแต่บู๊สงไม่นำพา เปลืองร่างท่อนบน ดื่มเหล้าพลางพูดคุยเรื่องในอำเภอพลาง

พัวกิมเน้ยเงยหน้าแวบหนึ่ง พอดีเหลือบเห็นแผงอกอันบึกบึนและขนอกดำรุงรังของบู๊สง หัวใจนางอดเต้นระทึกมิได้ ก้มศีรษะพูดว่า “อารองคลุมเสื้อนอกไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นหวัด”

“ไม่ต้องหรอก” บู๊สงตอบ “ข้าร่างกายแข็งแรง เย็นกว่านี้ก็ไม่เป็นไร”

พัวกิมเน้ยเย็บเสื้อเสร็จ ถอนใจอย่างโล่งอก เดินเข้าไปคลุมเสื้อในลงบนร่างบู๊สง มือเรียวงามพอกระทบถูกผิวกายที่แข็งแกร่งของเขาถึงกับสะท้านน้อยๆ รีบหดมือกลับมา

“อาซ้อ” บู๊สงรู้สึกผิดปรกติใต้แสงตะเกียง ใบหน้าพัวกิมเน้ยแดงซ่าน ต้องถามว่า “ท่านเป็นอะไร?”

พัวกิมเน้ยสั่งสมความรู้สึกคุคั่งเต็มอก ไม่ทราบระบายอย่างไรต้องฟุบอายกับโต๊ะบูชา สะอึกสะอื้นร่ำไห้ออกมา

บู๊สงไม่ทันสวมเสื้อใน ผุดลุกขึ้นวางมือลงบนหัวไหล่ของนางถามว่า “อาซ้อ ไม่สบายหรือ?”

พัวกิมเน้ยรู้สึกว่ามือของบู๊สงแฝงพลังกดดันอันมหาศาล ต้องหอบหายใจตะกุกตะกักว่า “เราไม่เป็นอะไร”

บู๊สงพลิกใบหน้านางมา ยื่นมือแตะหน้าผากนาง พูดว่า “ท่านตัวร้อน”

พัวกิมเน้ยน้ำตาคลอหน่วย ความต้องการตามธรรมชาติต่อสู้กับสติสัมปชัญญะ ต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ยับยั้งชั่งใจตัวเองพูดโดยไม่กล้ามองดูบู๊สงว่า “ท่านกลับไปเถอะ...ดึกแล้ว...”

บู๊สงนึกสงสัย มองดูพัวกิมเน้ยที่น้ำตานองหน้า และแดงซ่านอย่างประหลาด บังเกิดความรู้สึกเลื่อนลอยไม่ทราบเป็นความรักหรือเวทนา ทั้งยังคล้ายดื่มจนเมามาย เกิดความกระหายหิวชนิดหนึ่ง

ในที่สุดบู๊สงสวมใส่เสื้อผ้า เปิดประตูออกไป พัวกิมเน้ยรีบวิ่งไปลงกลอนประตู จากนั้นร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ

โดยธรรมชาติ นางยังมีความต้องการ พริบตาที่ธารรักใกล้ทะลักหลั่ง นางได้ใช้สติสัมปชัญญะสะกดข่มไว้ คล้ายภูเขาไฟลูกหนึ่งกำลังจะระเบิด แต่แล้วพลันเย็นดับลง

ขณะที่นางร้องไห้เพียงลำพัง เพลิงรักในอกยังคุกรุ่น นึกถึงรูปกายกำยำของบู๊สง และนึกถึงสามีผู้ล่วงลับ ความอ้างว้างเดียวดายแล่นจู่โจมจิตใจนาง ต้องเดินขึ้นบันไดชั้นบนล้มตัวลงบนเตียงที่เย็นเฉียบขบกัดมุมผ้าห่มเข้านอน

 

บู๊สงที่หุนหันพลันแล่นก็ถูกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศขึ้น รู้สึกรุ่มร้อนทั้งกายและใจ ตลอดทั้งคืนไม่ว่ายามหลับหรือตื่น เฝ้านึกถึงแต่เงาร่างพัวกิมเน้ย

บู๊สงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเป็นเช่นนี้ วันที่สองบู๊สงไม่มีกะใจทำงานจากเช้าถึงบ่ายจนล่วงเข้ายามสนธยา ต้องขึ้นเหลาสุราไปดื่มเหล้าหวังดื่มจนเมามายจะได้ไม่ต้องครุ่นคิดถึงนางอีกต่อไป

แต่เมื่อดื่มเหล้าลงไป อารมณ์รุ่มร้อนยิ่งรุนแรง ในที่สุดบู๊สงผุดลุกขึ้น รุดไปยังบ้านของพี่ชาย

เง่งยี้ออกมาเปิดประตู บู๊สงกวาดตามอง พัวกิมเน้ยไม่อยู่ในห้องรับแขก ขณะจะไต่ถาม เง่งยี้ชิงล่าถอยไปยังห้องครัว

บู๊สงมองไปที่โต๊ะ เห็นมีกระโปรงของพัวกิมเน้ยตัวหนึ่ง พลันปั่นป่วนใจวิ่งขึ้นบันไดชั้นบน ผลักประตูห้องนอนของพัวกิมเน้ยเข้าไป

พัวกิมเน้ยนอนอยู่บนเตียง เห็นบู๊สงบุกรุกเข้ามา รีบลุกขึ้นนั่งร้องเรียกด้วยความตระหนก

“อาเล็ก”

ดวงตาบู๊สงฉายแสงแรงกล้าดุจสัตว์ป่า จ้องมองเรือนผมที่หละหลวมของนาง พลันโถมขึ้นไปสวมกอดนางเอาไว้

พัวกิมเน้ยถูกแขนที่ทรงพลังทั้งคู่โอบรัดจนหายใจไม่ออกต้องหอบหายใจพร่ำเรียกว่า “อาเล็ก อาเล็ก...”

บู๊สงแนบใบหน้าที่ร้อนผ่าวกับใบหน้านางตนเองก็ส่งเสียงหอบหายใจออกมา

พัวกิมเน้ยคิดขัดขืนดิ้นรน แต่พละกำลังอันมหาศาลของบู๊สงทำให้นางไม่อาจขัดขืนดิ้นรน จากนั้นพัวกิมเน้ยบังเกิดความเคลิบเคลิ้มทีละน้อย ปล่อยให้ชายหุนหันผลักไสลงบนเตียง ปล่อยให้เขาฉีกกระชากเสื้อผ้าของนาง

 

ดังนั้นพัวกิมเน้ยเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง เห็นอกอูมของนางตูมตั้ง ปลายถันสีแดงเปลี่ยนเป็นเม็ดแข็งกระด้าง เมื่อเลื่อนไล้ลงไปเป็นหน้าท้องที่แบนราบ ตะโพกผายสล้าง และขาอ่อนงามกลมกลึง

บู๊สงต้องโถมกายลงไป ตะปบเคล้าคลึงอกอวบอูมของนางลูบไล้ส่วนสัดทั่วสรรพางค์ของนาง

พัวกิมเน้ยลมหายใจกระชั้นถี่เร็ว ยกมือโอบรอบคอบู๊สงไว้ประทับจูบต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างเร่าร้อนรุนแรง

บู๊สงความจริงบังเกิดเพลิงปรารถนาคุโชนอยู่แล้ว ภายใต้การโอบกอดจุมพิตจากนาง ยิ่งสุดจะทนทาน ถูกเปลวไฟชนิดหนึ่งเผาส่วนสัดบนร่างกายจนแดงฉาน ต้องเคลื่อนไหวตามความต้องการตามธรรมชาติอย่างลืมตัว

ปราดแรกที่สัมผัสต้องกัน พัวกิมเน้ยพบว่าบู๊สงไม่รู้ความ ดังนั้นลอบขยับเคลื่อนกาย มาตรว่าเป็นอิริยาบถเพียงเล็กน้อย แต่ก็ชักนำบู๊สงเข้าสู่ห้วงเหวอันลึกล้ำ

บู๊สงปั่นป่วนเปะปะรู้สึกยังลำบากกินแรงกว่าปราบเสือบนสันเขาเก้งเอี้ยงกัง คล้ายกำลังบุกฝ่าเส้นทางอันขรุขระและล้ำลึก ต้องหอบหายใจถี่เร็ว ตลอดทั้งร่างสั่นเทิ้ม

“อาซ้อ...”

บู๊สงเรียกเสียงสั่นระรัว ข้างหูคล้ายระงมด้วยท่วงทำนองดนตรีอันบ้าคลั่ง ม้วนพัดพาร่างกายและวิญญาณของเขาไป

พัวกิมเน้ยอารมณ์กระเจิดกระเจิง ยอมรับการกระแทกกระทั้นจากอีกฝ่ายหนึ่ง บังเกิดความสุขสมอย่างท่วมท้น และสมหวังอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

พายุโหมกระโชก เมฆหมอกม้วนปั่นป่วน ฟ้าแลบฟ้าร้องครืนครั่น จากนั้นฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา บันดาลให้เกิดความชุ่มชื้นไปทั่ว

ยามเมื่อเพลิงรักสงบลงทีละน้อย พัวกิมเน้ยต้องบังเกิดความเสียใจขึ้น ตำหนิตนเองเหตุใดไม่ขัดขืนดิ้นรน เพราะเหตุใด...

พัวกิมเน้ยลืมตาเล็กน้อย วีรบุรุษที่ปราบเสือแอบอิงอยู่ข้างกายนางดุจแพะแกะอันเชื่องเชื่อ นางพอสัมผัสกับเรือนร่างที่แข็งแรงสมชายของเขา ต้องถอนหายใจออกมา

“อาเล็ก” นางเรียกเสียงอ่อนล้า “พวกเราทำอะไรลงไป พวกเรา...”

“อาซ้อ” บู๊สงออดอ้อนราวทารก “ข้าไม่ทราบ ข้าคล้ายกับขึ้นสวรรค์ คล้ายกับตายไปครั้งหนึ่ง”

“อาเล็ก นี่เป็นครั้งแรกของท่าน?”

บู๊สงผงกศีรษะรับอย่างเขินอาย มองดูสองแก้มที่แดงซ่านประกายตาที่หยาดเยิ้มของพัวกิมเน้ย พลันพลุ่งพล่านใจขึ้นอีกครา

รสรักครั้งแรกที่ได้รับจากพัวกิมเน้ยเป็นความสุขอย่างที่ยากจะบรรยายเป็นถ้อยร้อยความเรียงได เพียงคราครั้งเดียว ไหนเลยจะเพียงพอ

บู๊สงโถมขึ้นไปบนร่างพัวกิมเน้ยใหม่ อารมณ์ปรารถนาคล้ายระลอกคลื่นลมโหมกระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่ากระแทกกระทั้นพัวกิมเน้ยอย่างหนักหน่วงรุนแรง

พัวกิมเน้ยต้องอ่อนระทวยในลมฝน พร่ำเพ้ออยู่ข้างหูของบู๊สงมาตรว่าเป็นสำเนียงกระท่อนกระแท่น ปราศจากเนื้อหาใจความแต่ก็ช่วยให้บู๊สงบรรลุถึงจุดสุดยอด

เวลาคล้อยผ่านอย่างเชื่องช้า บนท้องถนนบังเกิดเสียงเคาะเกราะบอกโมงยามดังมา ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไม่ทราบดับไปตั้งแต่เมื่อใด

ในที่สุดบู๊สงมีสติแจ่มใสทีละน้อย พลันลุกขึ้นนั่ง มองดูพัวกิมเน้ยที่หางตาประดับด้วยหยาดน้ำ ตกอยู่ในภวังค์กึ่งสลบไสล ในใจทั้งรักทั้งเสียใจ

บู๊สงอุ้มนางขึ้น แต่แล้ววางร่างนางลง ก้าวลงจากเตียง หยิบฉวยเสื้อผ้าที่หล่นกองอยู่บนพื้นมาสวมใส่ พลันเปิดประตูห้องผลุนผลันลงบันไดไป พัวกิมเน้ยยามเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอย อดร้องเรียก “อาเล็ก” เบาๆ มิได้

พัวกิมเน้ยหลับใหลไปตลอดทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาอดจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดมิได้

นางความจริงไม่ได้รักบู๊สง เพียงแต่บังเกิดอารมณ์ชั่วแล่นแต่ตอนนี้นางเปลี่ยนไปแล้ว นางพบว่าชายมุทะลุผู้นี้มีรักรุนแรงที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน บู๊สงสะกิดความต้องการตามธรรมชาติของนางขึ้น นางไม่เห็นว่าบู๊สงได้ข่มขืนนาง

แต่คำคนน่าครั่นคร้าม นางยังอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ บู๊สงก็เป็นน้องชายของสามีผู้ล่วงลับ นางจะแต่งงานกับเขาหรือ?

นางบังเกิดความละอายชนิดหนึ่ง บู๊สงเป็นยอดชายคนหนึ่งแต่นางแต่งงานมาสองครั้งแล้ว นางไหนเลยคู่ควรกับเขา?

พัวกิมเน้ยเฝ้าครุ่นคิด เฝ้าทอดถอนรำพัน วันนี้ผ่านไปโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อถึงยามพลบค่ำ นางอดฝันใฝ่ถึงบู๊สงมิได้

แต่บู๊สงไม่ได้มา นางรับประทานอาหารค่ำอย่างลวกๆ ไล่เง่งยี้ไปนอน ตนเองเฝ้าอยู่ในห้องรับแขกที่ตั้งป้ายสถิตวิญญาณของบู๊ตั่วหวังได้ยินเสียงฝีเท้าของวีรบุรุษปราบเสือ

พร้อมกับเวลาพ้นผ่าน พัวกิมเน้ยบังเกิดความผิดหวังเสียใจฟุบหน้ากับโต๊ะบูชา สะอึกสะอื้นร่ำไห้เบาๆ

เวลายามสาม ประตูบ้านถูกผลักเปิด คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา วางมือลงบนหัวไหล่นาง

“อาซ้อ ข้ามาอีกแล้ว” บู๊สงพูดขึ้น “ข้ารู้ว่าข้าผิดไป แต่ข้าอดมาไม่ได้”

พัวกิมเน้ยถอนหายใจ หมุนตัวไปที่เขาชี้มือไปที่ป้ายสถิตวิญญาณของบู๊ตั่วพูดว่า “พวกเราไม่ควรจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สักวันหนึ่งต้องถูกคนรู้เข้า”

บู๊สงนิ่งอึ้งไป พัวกิมเน้ยต้องการให้เขาพูดคำ “ข้าจะแต่งงานกับท่าน” แต่บู๊สงอ่อนต่อโลก ยังไม่ทันนึกถึงข้อนี้

“อาซ้อ” บู๊สงกล่าวอย่างปวดร้าว “ข้าไม่รู้ว่าตัวเองทำไมเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ ข้าไม่เห็นท่าน คล้ายสูญเสียชีวิตวิญญาณไปก็มิปาน”

พัวกิมเน้ยชม้ายมองเขา พลันยิ้มออกมา นางเริ่มเข้าใจความรักของบู๊สงต้องกุมมือของเขาไว้ บู๊สงพลันอุ้มนางขึ้นวิ่งขึ้นบันไดชั้นบนไป

 

บทที่ 2

พลีกายขายตัว

พัวกิมเน้ยกับบู๊สงต่างลืมเลือนบู๊ตั่ว เสพสุขกับชีวิต แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสอง ถูกคนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้เข้า

แม่เฒ่าเฮ้งที่ปากมาก คล้ายเห็นอาเล็กกับพี่สะใภ้เริงสวาทกับตา ระบายแต้มสีเรื่องนี้เป็นการใหญ่

พัวกิมเน้ยก็ได้ยินคำเหน็บแนมผ่านหู นางเป็นห่วงว่าคำร่ำลือเหล่านี้จะทำลายอนาคตของบู๊สง แต่นางก็ไม่อาจตัดใจจากเขา ต้องตกอยู่ท่ามกลางความคิดขัดแย้ง

ในที่สุดแม้แต่บู๊สงก็ได้ยินคำเหน็บแนมเหล่านั้น เขาบอกต่อนางว่า รอจนพัวกิมเน้ยปลดเครื่องแบบไว้ทุกข์ก็จะแต่งงานเป็นสามีภรรยากับนาง

ในอำเภอมีพนักงานผู้หนึ่งเรียกว่าลี้งั่วท้วง ไม่เห็นด้วยกับการที่บู๊สงจะแต่งงานอยู่กินกับหญิงม่าย

วันนี้คนทั้งสองดื่มเหล้ากันที่เหลาไซจื้อเล้ากลางเมืองเช็งฮ้อ ลี้งั่วท้วงพูดตรงๆ ว่า “ท่านรู้หรือไม่ พี่สะใภ้ของท่านชื่อเสียงไม่ดี?”

“เป็นไรหรือ?”

“ฟังว่านางมักมากกามคุณ สามีคนแรกของนางถูกนางยั่วจนหลงตาย”

บู๊สงหัวร่อออกมา กล่าวว่า “นั่นเกี่ยวอะไรกับข้า?”

“ทำไมไม่เกี่ยว แม้แต่บู๊ตั่วก็ตายในมือนาง มิหนำซ้ำฟังว่านางยังมั่วสุมกับคนขายผลไม้ชื่ออุงกอยี้”

บู๊สง ความจริงเข้าใจว่าตนเองครอบครองพัวกิมเน้ยแต่ผู้เดียว พอฟังต้องบันดาลโทสะ คว้ามือลี้งั่วท้วง คาดคั้นถามว่า “เป็นความจริงหรือ?”

“ข้าได้ยินผู้คนร่ำลือกัน จะพิสูจน์ได้อย่างไร ท่านยังคงถอนตัวจากนางเถอะ”

บู๊สงพลันผุดลุกขึ้น วิ่งตะบึงกลับบ้านของพัวกิมเน้ย โถมขึ้นชั้นบนไป

พัวกิมเน้ยกำลังปักดอกไม้อยู่ในห้อง บู๊สงพอเข้าไปก็ยื่นมือจิกผมของนาง ตบหน้านางล้มคว่ำลง ชี้หน้านางร้องว่า “ข้าจริงใจต่อท่าน ท่านกลับคบชู้กับคนอื่น”

พัวกิมเน้ยร้องไห้ออกมา ปากยังกล่าวว่า “คนอื่นที่ไหน...”

ไม่ทันขาดคำ บู๊สงก็เตะใส่นางอีกเท้าหนึ่ง พัวกิมเน้ยยามเจ็บปวดต้องกรีดร้องออกมา

“ยังร้องอีก?”

บู๊สงส่งเสียงคำราม ย่อตัวลงกระชากร่างนางขึ้นมา ตบหน้านางอีกฉาดหนึ่ง ตบนางหมุนคว้างไปบนเตียง

พัวกิมเน้ยเลือดกบปาก ได้รับความเจ็บปวดทั้งกายและใจต้องร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

บู๊สงหลังจากตบตี ค่อยบังเกิดความรักเวทนาขึ้น กล่าวเสียงอ่อนลง “เราบู๊สงเป็นลูกผู้ชายชาตรี ท่านกลับต้องตาเจ้าอุงกอยี้ ข้าจะต่อยมันให้ตายคาหมัด”

พัวกิมเน้ยชะงักเสียงร่ำไห้ กล่าวว่า “ที่แท้ท่านคิดว่าเราคบชู้กับอุงกอยี้ ท่านตาบอดหรือ เขาเป็นเด็กขายผลไม้อยู่หน้าบ้านพวกเรา ยังเคยเรียกท่านเป็นอา”

บู๊สงค่อยนึกออก ตนเคยพบหน้าอุงกอยี้หลายครั้ง เขาเพียงเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปี

บู๊สงทั้งละอายทั้งเสียใจ ไม่ทราบแก้ไขอย่างไร พานระบายโทสะใส่ลี้งั่วท้วง

บู๊สงออกจากบ้าน กลับไปยังเหลาไซจื้อเล้าดุจพายุหอบหนึ่งพอเห็นหน้าลี้งั่วท้วง ก็ต่อยหมัดใส่ ลี้งั่วท้วงแม้เคยฝึกเพลงหมัดมวยแต่ยังไม่ทันระวัง จึงถูกต่อยล้มหงายไป

ลี้งั่วท้วงทั้งอับอายทั้งเดือดดาล ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ยื่นมือตะปบคว้าปกเสื้อบู๊สง บู๊สงต่อยออกอีกหมัดหนึ่ง ลี้งั่วท้วงไม่อาจทรงกายมั่นเซถอยไปหลายก้าว พานคว้าม้านั่งตัวหนึ่งหวดใส่บู๊สง

บู๊สงยกแขนกันไว้ ผลักอีฝ่ายหนึ่งเซถอยถึงริมหน้าต่าง ตนเองกระโจนติดตามไป ต่อยหมัดปานพายุบุแคม ต่อยจนลี้งั่วท้วงสลบไสล บู๊สงยามเดือดดาล ลืมเลือนว่าการฆ่าคนผิดกฎหมาย กลับยกร่างลี้งั่วท้วงขึ้นโยนออกนอกหน้าต่างไป

 

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้านทั่วเหลาไซจื้อเล้า บู๊สงพอจับลี้งั่วท้วงโยนออกไป ค่อยมีสติแจ่มใส เมื่อมองลงจากนอกหน้าต่าง เห็นลี้งั่วท้วงนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน ผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมมุงเข้าไป

บู๊สงแค้นลี้งั่วท้วงยุแหย่ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพัวกิมเน้ยทั้งหยามประณามพัวกิมเน้ย เป็นเรื่องที่เขาทนทานไม่ได้ บู๊สงจึงลงมืออย่างดุดัน

เจ้าของเหลาไซจื้อเล้าวิ่งขึ้นบันไดมา ประสานมือต่อบู๊สงแต่ไกลกล่าวว่า “ท่านบู๊สง...”

บู๊สงกวาดมองเจ้าของเหลาสุราแวบหนึ่ง ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมาตรึงตนไว้ แต่บู๊สงนิสัยเปิดเผยห้าวหาญไม่คิดหนีหน้า ดังนั้นกล่าวว่า “เถ้าแก่ ลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ เราบู๊สงจะไม่ให้ผู้อื่นต้องลำบาก ท่านตามกำนันมาเถอะ”

เจ้าของเหลาสุรารีบรับคำ หมุนตัวลงจากเหลา ไม่นานให้หลังกำนันก็มาถึงที่เกิดเหตุ แต่ไม่กล้าตรงเข้าจับกุมบู๊สง ตะกุกตะกักว่า “ท่านบู๊สง พวกเรา...”

บู๊สงตัดบทว่า “ไม่ต้องกล่าวแล้ว พาข้าไปที่กรมเมือง”

“ทราบแล้ว ผู้ต่ำต้อยนำทาง”

ทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งลงบันไดไป

เมื่อลงมาถึงเบื้องล่าง ผู้คนที่มุงดูแตกฮือเป็นช่อง ลี้งั่วท้วงยังนอนแน่นิ่งกับพื้น มุมปากมีโลหิตไหลหลั่งออกมา บู๊สงเดินเข้าไปใช้เท้าเขี่ยลี้งั่วท้วงเบาๆ ลี้งั่วท้วงยังไม่มีปฏิกิริยาใด บู๊สงค่อยทราบว่าคนผู้นี้ตายแล้ว

กำนันพาบู๊สงเดินตามท้องถนนมาถึงหน้าอำเภอ บู๊สงเดินเข้าสู่ห้องควบคุมอย่างอาจหาญ กล่าวกับเสมียนที่อยู่เวรว่า “พี่ท่าน บู๊สงต่อยคนตาย ดังนั้นมามอบตัว”

เสมียนเวรงงงันวูบ เห็นกำนันติดตามอยู่ด้านหลัง ค่อยทราบว่าเป็นเรื่องจริง ได้แต่ชักชวนกำนันไปรายงานต่อนายอำเภอ พร้อมกับตามตัวมือปราบผู้หนึ่งมาควบคุมตัวบู๊สง

มือปราบผู้นี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของบู๊สง เคารพบูชาบู๊สงตลอดมา ดังนั้นเดินถึงข้างกายบู๊สง ชี้มือไปที่หน้าต่าง กระซิบบอกว่า “หัวหน้า หากท่านหนีไป อย่างมากข้าถูกโบยตีไม่กี่ที”

บู๊สงฉุกใจคิด มองดูหน้าต่างห้องควบคุม เห็นกรอบไม้ชำรุดสามารถต่อยทลายในหมัดเดียว อดหวั่นไหวใจมิได้ แต่แล้วได้ยินเสียงคร่ำครวญหวนไห้ของสตรีนางหนึ่งดังมาคาดว่าเป็นภรรยาของลี้งั่วท้วงเอง

บู๊สงลังเลขึ้นมา หากหนีในตอนนี้หลบหนีไม่สำเร็จ ต้องมีโทษหนักกว่าเดิม มิหนำซ้ำชื่อเสียงที่สั่งสมมาย่อยยับไปสิ้น ดังนั้นตบบ่าของมือปราบนั้น กล่าวว่า “จูอิดมิ้ง ขอบใจเจ้า ข้าไม่คิดทำอย่างนั้น”

ยามนั้น เสียงกลองที่หน้าอำเภอดังขึ้น ภรรยาของลี้งั่วท้วงย่ำกลองร้องทุกข์ ไม่นานให้หลัง นายอำเภอเมืองออกนั่งบัลลังก์ สั่งให้เบิกตัวบู๊สงเข้าห้องสอบสวน

 

ข่าววีรบุรุษปราบเสือต่อยลี้งั่วท้วงตายที่เหลาไซจื้อเล้าแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเช็งฮ้อ และล่วงรู้ถึงหูพัวกิมเน้ย สร้างความตื่นตระหนกแก่นางอย่างใหญ่หลวง

พัวกิมเน้ยทราบว่า บู๊สงก่อการร้ายครั้งนี้เพราะสืบเนื่องจากนาง นางคิดช่วยเหลือบู๊สง แต่ไม่อาจช่วยอย่างไรได้

ตั้งแต่พลบค่ำถึงค่ำคืน นางคิดไปร้องไห้ไป สิ่งที่ชีวิตให้กับนางคล้ายคือการร้องไห้

วันที่สอง พัวกิมเน้ยกล้ำกลืนความเศร้าโศก ไหว้วานอุงกอยี้ที่ขายผลไม้ไปที่อำเภอ สืบข่าวคราวของบู๊สง

อุงกอยี้กลับมาบอกต่อนางว่า นายอำเภอยังไม่ตัดสินคดีนี้ เพียงควบคุมตัวบู๊สงไว้

พัวกิมเน้ยอดร้อนรุ่มใจมิได้ มาตรว่าบู๊สงไม่ถูกประหารชีวิตก็ต้องถูกเนรเทศออกไป ชีวิตนี้อย่าหมายพบพานบู๊สงอีก

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จิตใจพัวกิมเน้ยยิ่งนานยิ่งหนักอึ้ง เมื่อถึงวันที่สิบเอ็ด อุงกอยี้ส่งข่าวมาว่าครอบครัวเจ้าทุกข์ยื่นคำร้องต่อทางอำเภอว่า ขอให้รื้อฟื้นคดีของบู๊สงมาใหม่ เกรงว่าบู๊สงจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

พัวกิมเน้ยทั้งร้อนรุ่มกังวลทั้งหวาดหวั่นพรั่นพรึง หากว่าบู๊สงถูกตัดสินประหารชีวิต นางคงต้องเผชิญการติเตียนจากมโนธรรม และปวดร้าวใจไปชั่วชีวิต

เที่ยงวันนี้ พัวกิมเน้ยกลับจากแผงขายผลไม้ ของอุงกอยี้ประจวบกับแม่เฒ่าเฮ้งยืนอยู่หน้าบ้าน จึงฉุกลากนางไปพูดคุยด้วย

พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้า คนผู้หนึ่งควบม้าผ่านมา พอถึงหน้าบ้านแม่เฒ่าเฮ้ง กลับหยุดม้าแต่กลางคัน คนบนหลังม้ากระโดดลงมาจับจ้องมองหน้าพัวกิมเน้ย ปากเรียกว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง”

แม่เฒ่าเฮ้งรับคำอย่างยิ้มแย้มพัวกิมเน้ยชำเลืองมองผู้มาแวบหนึ่งหมุนตัวหมายกลับไป กลับถูกแม่เฒ่าเฮ้งฉุดรั้งไว้ แนะนำว่า “อาซ้อ ท่านนี้คือท่านไซมึ้งเค่ง...”

พัวกิมเน้ยฝืนใจคารวะตามมารยาท จากนั้นขอตัวกลับเข้านอน ไซมึ้งเค่งมองดูเงาหลังอ้อนแอ้นของนางเดินเข้าไป ทอดถอนใจชมเชยคำหนึ่ง ถามว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง นี่เป็นสตรีบ้านใด?”

แม่เฒ่าเฮ้งกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “เป็นภรรยาม่ายของบู๊ตั่ว”

“ที่แท้เป็นนาง ตอนนี้บู๊ตั่วตายแล้ว นางคิดทำอย่างไร?”

“ท่านต้องการหรือ?”

ไซมึ้งเค่งล้วงเศษเงินห้าอีแปะจากในกระเป๋า ยัดไปในมือนางกล่าวว่า “ขอให้แม่เฒ่าเฮ้งเป็นสื่อ หากสำเร็จข้าจะตอบแทนอย่างงาม”

“เราจะทดลองดู”

ไซมึ้งเค่งมองดูบ้านซอมซ่อของพัวกิมเน้ย ถามว่า “แม่เฒ่าเฮ้งเห็นว่ามีทางสำเร็จหรือไม่?”

“ไม่แน่นัก หากเป็นเรื่องอื่น ขอเพียงมีเงินมีอำนาจก็ทำได้ แต่เรื่องนี้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยินยอม ต่อให้ทุ่มเทเงินทองก็ไม่สำเร็จถึงกับมีคำพังเพย ‘กายคนซื้อได้ หัวใจซื้อไม่ได้’ ท่านไซมึ้งเห็นว่าใช่หรือไม่?”

“ท่านทดลองดูเถอะ เราไซมึ้งเค่งเหนือกว่าบู๊ตั่วหลายเท่า ขอเพียงซื้อคนได้ ต้องพิชิตใจนางได้แน่นอน”

แม่เฒ่าเฮ้งรับคำ ส่งไซมึ้งเค่งขึ้นม้าจากไป

พัวกิมเน้ยไม่ได้ขึ้นชั้นบน นางยืนอยู่หลังประตู ดังนั้นได้ยินคำสนทนาเบื้องนอกอย่างชัดเจน ต้องแค่นหัวร่อในใจ

นางความจริงถูกคนขายไปขายมา ตอนนี้กลับต้องการดูว่ามีผู้ใดขายนางออกไปได้

ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบขับจากไป พัวกิมเน้ยทราบว่าแม่เฒ่าเฮ้งต้องมาเกลี้ยงกล่อมนาง ดังนั้นรีบขึ้นชั้นบนไป

ไม่นานให้หลัง แม่เฒ่าเฮ้งแวะมาจริงๆ ตอนแรกแสร้งถามถึงบู๊สงในคุก จากนั้นทอดถอนใจกล่าวว่า “อาซ้อ บู๊ตั่วตายแล้ว บู๊สงก็ติดคุก ท่านไยต้องเฝ้าจับเจ่าอยู่ในบ้านนี้?”

พัวกิมเน้ยตอบอย่างเฉื่อยชา “เราก็ต้องการหาชายที่ดี แต่จะหาจากที่ใด?”

“นั่นไม่ยากนัก สมมุติเช่นท่านไซมึ้งเค่งเมื่อครู่ มีรูปโฉมงามสง่า ฐานะครอบครัวร่ำรวย...”

พัวกิมเน้ยกล่าวเสียงเย็นชา “ชายที่ดีของแม่เฒ่าเฮ้ง คงหมายถึงไซมึ้งเค่งกระมัง?”

แม่เฒ่าเฮ้งรู้สึกผิดท่า พัวกิมเน้ยกลับยิ้มออกมา กล่าวว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง ขอบใจในความหวังดีของท่าน หากมีชายที่เหมาะสมเราจะแต่งงานใหม่ แต่บุคคลเช่นไซมึ้งเค่งต่อให้มีกองเงินกองทองเราก็หาสนใจไม่”

แม่เฒ่าเฮ้งดูออกว่า การติดต่อครั้งนี้ไม่อาจสำเร็จลุล่วงโดยง่ายได้แต่ล่ำลาจากไป

พัวกิมเน้ยบังเกิดความรู้สึกสาแก่ใจ นางความจริงไม่มีอคติต่อไซมึ้งเค่ง แต่คำสนทนาระหว่างไซมึ้งเค่งกับแม่เฒ่าเฮ้งเสียดแทงจิตใจนาง นางเคยเป็นหญิงรับใช้ ในห้วงดวงใจเคยถูกประทับตราซื้อขายมา ไซมึ้งเค่งกลับสะกิดแผลหัวใจนี้ ดังนั้นนางเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้น

 

พัวกิมเน้ยผ่านวันและคืนอย่างกระวนกระวาย หลายวันมีนี้แม่เฒ่าเฮ้งแวะเวียนมาเกลี้ยกล่อมนาง แต่ไม่ประสบผลอันใด

สามสี่วันให้หลัง มีมือปราบคนหนึ่งมาหาพัวกิมเน้ย แนะนำตัวเองว่าชื่อจูอิดมิ้ง พัวกิมเน้ยเชื้อเชิญอีกฝ่ายหนึ่งนั่งลง ถามว่า “ท่านจู มีข่าวของอาเล็กเราหรือ?”

จูอิดมิ้งกล่าวอย่างหดหู่ “ท่านบู๊สงใช้เรามาบอกว่า ให้อาซ้อรักษาตัวให้ดี ถือว่าไม่รู้จักเขา”

พัวกิมเน้ยร้องไห้ออกมา กล่าวว่า “ไม่มีทางช่วยอาเล็กเลยหรือ?”

“ยากมาก...” จูอิดมิ้งถอนหายใจ “นอกจากจ่ายเงินแก่ครอบครัวของลี้งั่วท้วง ขอให้พวกเขาถอนฟ้องท่านบู๊สงจึงรอดตายได้”

พัวกิมเน้ยมีชีวิตแร้นแค้นจะหาเงินได้จากที่ใด ยามสิ้นหวังพลันนึกถึงคำสนทนาระหว่างแม่เฒ่าเฮ้งกับไซมึ้งเค่ง ร่างกายของนางยังสามารถขายเป็นเงินได้ นึกถึงตอนนี้ต้องถามว่า “ต้องใช้เงินสักเท่าใด?”

“ประมาณร้อยกว่าตำลึง”

พัวกิมเน้ยพลันตัดสินใจ กล่าวว่า “เราจะนึกหาหนทาง ท่านกลับไปบอกต่ออาเล็กตามนี้”

จูอิดมิ้งทั้งตื่นเต้นสงสัย ทั้งลิงโลดยินดี อำลาจากไป พัวกิมเน้ยแหงนมองเพดานห้อง ความคิดพลุ่งพล่านดุจมรสุม

นางมีแต่ขายตัว จึงสามารถช่วยชีวิตบู๊สง แต่หลังจากที่นางขายตัวไปก็ไม่มีโอกาสพบหน้าบู๊สงเช่นกัน นึกถึงตอนนี้ พัวกิมเน้ยร่ำไห้ออกมามิได้

ยามนั้น แม่เฒ่าเฮ้งแวะเวียนมาอีก เห็นพัวกิมเน้ยนั่งร้องไห้ จึงปลอบโยนว่า “อาซ้อ ท่านเศร้าเสียใจไปไย เรื่องของท่านไซมึ้ง ท่านสมควรคิดดูใหม่”

พัวกิมเน้ยร้องถามว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง เขาสามารถจ่ายให้เท่าใด?”

“นี่...คิดว่าคงมีเงินสินสอดหลายสิบตำลึง”

“อย่างนั้นไม่ต้องพูดแล้ว”

แม่เฒ่าเฮ้งรีบกล่าวว่า “อาซ้อ ท่านไซมึ้งใจกว้างนัก เรื่องเงินสามารถตกลงกัน”

“แม่เฒ่าเฮ้ง บอกต่อท่านตามตรง เราต้องการเงินไปช่วยอาเล็กเรา หาไม่เราต้องไม่ขายตัวเอง ไซมึ้งเค่งหากต้องการเรา ต้องจ่ายสองร้อยตำลึง”

“สองร้อยตำลึง” แม่เฒ่าเฮ้งร้องออกมา “จำนวนมากมายปานนี้จะให้เราออกปากได้อย่างไร?”

“อย่างนั้นเราขออยู่เป็นม่ายไปชั่วชีวิต น้ำใจแม่เฒ่าเฮ้งเราขอรับด้วยใจแล้ว”

แม่เฒ่าเฮ้งกระอักกระอ่วนยิ่งบอกว่าจะไปปรึกษากับไซมึ้งเค่งดู พัวกิมเน้ยรอจนนางจากไป นึกถึงชะตากรรมตนเอง อดหลั่งน้ำตาอีกครามิได้

 

ไซมึ้งเค่งใจกว้างจริงๆ ยินยอมจ่ายเงินสองร้อยตำลึงแก่พัวกิมเน้ย ค่ำคืนนั้นใช้แม่เฒ่าเฮ้งส่งเงินมาก่อนยี่สิบตำลึง

พัวกิมเน้ยรับเงินมา ในใจทั้งยินดีทั้งหวาดหวั่น เมื่อรับเงินมาทุกประการก็กำหนดแน่นอน เพราะเพื่อช่วยเหลือบู๊สง นางต้องขายตัวออกไปอีกครา

ในที่สุดนางใช้เง่งยี้ไปตามตัวจูอิดมิ้งมา ขอให้เขาเจรจากับครอบครัวของลี้งั่วท้วงว่าต้องการเงินสักเท่าใด จึงยินยอมถอนฟ้อง

เที่ยงวันรุ่งขึ้น จูอิดมิ้งส่งข่าวมาว่า ครอบครัวลี้งั่วท้วงยินดีถอนฟ้องโดยเรียกค่าตอบแทนหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง

พัวกิมเน้ยรับปากในบัดดล ขอให้จูอิดมิ้งนัดหมายเวลาจ่ายเงินให้กับครอบครัวลี้งั่วท้วง พร้อมกับขอร้องจูอิดมิ้งอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ต่อบู๊สง

จูอิดมิ้งไม่ทราบพัวกิมเน้ยหาเงินได้จากที่ใด แต่ไม่สะดวกกับการถามไถ่ ได้แต่รับปากนาง

พัวกิมเน้ยพอส่งจูอิดมิ้งออกไปก็รีบรุดไปหาแม่เฒ่าเฮ้ง ขอให้นางช่วยเร่งรัดไซมึ้งเค่งจ่ายเงินมา

วันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าเฮ้งแจ้งต่อนางว่าหลังเที่ยงวันนี้ ไซมึ้งเค่งจะส่งเงินมาด้วยตนเอง ขอให้นางตกแต่งประทิ่นโฉมรอคอย

พัวกิมเน้ยทราบว่า นี่เป็นการซื้อขายสินค้ารายหนึ่ง ไซมึ้งเค่งย่อมมาพินิจพิเคราะห์ให้ดี นางบังเกิดความเสียดแทงใจ บังเกิดความอับอายคับแค้น แต่ก็มิอาจไม่ปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นไซมึ้งเค่งไม่พอใจขึ้นมา แผนการทั้งมวลต้องสูญสลายไป

พัวกิมเน้ยเดินถึงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หวีสางผมเผ้าเกล้าใหม่เสียบปิ่นหงส์คาบมุกอันหนึ่ง พอกแป้งประทิ่นโฉมลงบนใบหน้าผลัดเปลี่ยนเป็นสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำทะเล

นางยลโฉมตนเองในกระจก อาจบางทีนางงดงามดังที่ผู้คนโจษจันจริงๆ แต่ความเศร้าหมองในอกทำให้นางไม่มีกะใจชื่นชมกับรูปโฉมโนมพรรณของตนเอง

เพิ่งเริ่มยามซิง (สิบห้านาฬิกา) แม่เฒ่าเฮ้งก็รีบรุดมาเรียกให้พัวกิมเน้ยไปยังบ้านนาง

พัวกิมเน้ยหน้าแดงสดใส ถามว่า “เขามาแล้วหรือ?”

“ใช่แล้ว ท่านไซมึ้งเค่งอยู่ที่บ้านเรา”

“อย่างนั้นให้เขามาที่นี้”

“นั่นจะได้อย่างไร ไหนเลยมีการดูตัวหญิงที่บ้านของอดีตสามี?” แม่เฒ่าเฮ้งเร่งรัด “อาซ้อ ตามเราไปเถอะ”

พัวกิมเน้ยอับจนปัญญา ได้แต่ผุดลุกขึ้นคล้ายเป็นนักโทษถูกคุกตัวสู่แดนประหาร และคล้ายเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งถูกส่งไปให้ผู้คนเลือกเฟ้น

 

บทที่ 3

เพลิงรักในห้องหับ

ในห้องรับแขกอันคับแคบของแม่เฒ่าเฮ้ง นั่งไว้ด้วยบุรุษอายุสามสิบเศษผู้หนึ่ง เขาสวมชุดยาวเนื้อแพรสีน้ำทะเล คิ้วดกหนา ตาเรียวยาวเจ้าชู้ จมูกใหญ่ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย

พัวกิมเน้ยพอเข้าประตู ลอบชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก้มศีรษะลง 

แม่เฒ่าเฮ้งแนะนำว่า “นี่คือท่านไซมึ้ง ท่านเคยเห็นแล้ว”

พัวกิมเน้ยย่อกายคารวะด้วยใบหน้าแดงซ่าน ไซมึ้งเค่งค้อมกายเล็กน้อยเป็นเชิงเคารพตอบ ให้พัวกิมเน้ยนั่งบนม้านั่ง สายตาจ้องจับบนร่างนางตลอดเวลา

เขาชื่นชมกับใบหน้าที่แดงซ่านของนาง ตาหยาดเยิ้มที่หรุบลงของนาง ริมฝีปากที่เบาบาง และผิวพรรณอันละเอียดอ่อนของนาง ไซมึ้งเค่งพลันบังเกิดความรู้สึกคันที่หัวใจชนิดหนึ่ง

พัวกิมเน้ยกระดากอายยิ่ง วางข้อศอกลงบนโต๊ะ มือทั้งคู่จึงโผล่พ้นออกจากแขนเสื้อ นิ้วทั้งสิบของนางเรียวงามดุจลำเทียน ไซมึ้งเค่งต้องยื่นมือกุมมือนุ่มนิ่มของนางไว้ พัวกิมเน้ยช้อนตาขึ้นเล็กน้อยแต่แล้วก้มศีรษะลง อับอายจนใบหน้าแดงจรดลำคอ

“เป็นหญิงงามนางหนึ่งจริงๆ” ไซมึ้งเค่งพูด “ข้ายังไม่ได้ถามแม่นางปีนี้อายุเท่าใด?”

“เราไม่ใช่บอกต่อท่านไซมึ้งแล้วหรือ?” แม่เฒ่าเฮ้งพูดสอดขึ้น

“อ้อ ข้าลืมไปแล้ว...แม่นางอายุเท่าใด?” ไซมึ้งเค่งซักถาม

“ยี่สิบสาม...” พัวกิมเน้ยตอบเสียงแผ่วเบา

“ช่างเป็นบุปผางามดอกหนึ่งจริงๆ...” ไซมึ้งเค่งทอดถอนใจชมเชยยื่นมือเชยคางพัวกิมเน้ยขึ้น เพ่งพิศใบหน้ารูปไข่ของนาง สัมผัสกับตากลมหยาดเยิ้มของนาง พูดด้วยความเสียดาย “น่าเสียดายบุปผางามดอกนี้กลับอยู่บนมูลความยเช่นบู๊ตั่ว...”

พัวกิมเน้ยบังเกิดความรู้สึกถูกหยามอัปยศ กายสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่นางทราบว่าตนเองเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง ไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้แต่จำยอม กลืนกล้ำน้ำตาไว้ในอก

“ท่านไซมึ้งจ่ายได้แล้วกระมัง?” แม่เฒ่าเฮ้งพูดบอกใบ้ขึ้น

“จริงด้วย ข้าเกือบลืมไป” ไซมึ้งเค่งพูดพลางล้วงตั๋วแลกเงินจากอกเสื้อสองฉบับ ส่งให้กับแม่เฒ่าเฮ้ง “ฉบับนี้หนึ่งร้อยตำลึง ฉบับนี้แปดสิบตำลึง รวมเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึง”

แม่เฒ่าเฮ้งรับแล้วส่งให้กับพัวกิมเน้ย ค่อยทวงเงินรางวัลจากไซมึ้งเค่ง ไซมึ้งเค่งล้วงเงินสิบตำลึงแท่งหนึ่งยื่นส่งให้ กล่าวว่า “นี่สำหรับแม่สื่อ โอกาสหน้าไปยังบ้านข้า จะมอบเสื้อผ้าให้อีกหลายชิ้น”

“ขอบคุณท่านไซมึ้ง”

ไซมึ้งเค่งล้วงเศษเงินจากในแขนเสื้อพูดอีกว่า “แม่เฒ่าเฮ้ง รบกวนท่านออกไปซื้อเหล้าข้าจะดื่มกับนางจอกหนึ่ง”

พัวกิมเน้ยคิดปฏิเสธ แต่พูดไม่ออก แม่เฒ่าเฮ้งพอออกไป ไซมึ้งเค่งก็เขยิบมาข้างกายพัวกิมเน้ย โน้มหน้าถึงซอกหูนาง กลิ่นหอมเจือจางจากเรือนผม สร้างความปั่นป่วนใจแก่เขา ต้องโอบเอวของนางไว้วางมือข้างหนึ่งลงบนทรวงอกของนาง

มาตรว่ากางกั้นด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นหนึ่ง ไซมึ้งเค่งยังสัมผัดถูกความอวบอิ่มของทรวงอกนาง

“ท่านไซมึ้ง...” พัวกิมเน้ยขยับดิ้นรนร้องเป็นเชิงห้ามปราม

“อย่าเรียกข้าอย่างนี้” ไซมึ้งเค่งจูบเรือนผมของนาง “เรียกท่านพี่...”

“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”

“ไม่ เจ้าเป็นคนของข้าแล้ว คนดี เรียกสิ”

พัวกิมเน้ยทราบว่า นางตกเป็นของเขาแล้ว ดังนั้นเรียกเบาๆ “ท่านพี่...”

ไซมึ้งเค่งโอบกอดนางไว้ กล่าวว่า “คนดี จูบรับขวัญหน่อย”

พัวกิมเน้ยหลับตาลง ปล่อยให้ไซมึ้งเค่งประทับจูบลงบนริมฝีปาก นึกเสียใจที่ตอบตกลงการค้ารายนี้ แต่เสียใจตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

แม่เฒ่าเฮ้งซื้อเหล้ากลับมาป้านหนึ่ง หญิงเฒ่าผู้นี้ดูออกว่าไซมึ้งเค่งมีอารมณ์แล้ว ดังนั้นรินเหล้าลงในถ้วยสองใบ ไซมึ้งเค่งชักชวนว่า “พวกเราดื่มถ้วยหนึ่ง”

พัวกิมเน้ยรู้สึกศักดิ์ศรีของตัวเองถูกทำลายไปสิ้น สภาพของนางตอนนี้ ไม่ผิดแผกจากคณิกานางหนึ่ง นางยกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนหมดถ้วย คล้ายคิดใช้สุราดับความคับแค้นในอก

“ดีมาก” ไซมึ้งเค่งก็ดื่มจนหมดถ้วย “แม่เฒ่าเฮ้ง ขอใช้ห้องชั้นบนของท่านหน่อย”

แม่เฒ่าเฮ้งรับคำว่า “ท่านไซมึ้งต้องการ เราจะขึ้นไปจัดห้อง”

“ไม่ แม่เฒ่าเฮ้ง” พัวกิมเน้ยมิอาจไม่ขัดขืนแล้ว นางลุกขึ้นยืน “เราต้องกลับบ้านแล้ว”

ไซมึ้งเค่งฉุดรั้งนางไว้ แม่เฒ่าเฮ้งก็พูดขึ้น “ถึงอย่างไรท่านเป็นคนของท่านไซมึ้งแล้ว กลัวอันใด นั่งรอเราสักครู่ก่อน”

“เรายังไม่ถอดเครื่องแบบไว้ทุกข์” พัวกิมเน้ยพูดอย่างร้อนรุ่ม

“แล้วไปเถอะ” แม่เฒ่าเฮ้งกระซิบที่ข้างหู “ท่านคิดว่าเราไม่รู้เรื่องของท่านหรือ?”

“แม่เฒ่า...” พัวกิมเน้ยทั้งอับอายทั้งร้อนรุ่ม มองดูแม่เฒ่าเฮ้งหมุนตัวเดินขึ้นห้องชั้นบนอย่างตะลึงลาน บังเกิดความเศร้าเสียใจถึงที่สุด

“อายอะไร?” ไซมึ้งเค่งพูดอย่างยิ้มแย้ม “มาเถอะ อีกสักครู่ก็ไม่อายแล้ว”

 

พัวกิมเน้ยปล่อยให้เขาฉุดดึงถึงข้างกาย ปล่อยให้เขากอดจูบ มือของเขาตะโบมโลมไล้เรือนร่างนาง เคลื่อนไหวด้วยอารมณ์วิปริต พัวกิมเน้ยค่อยทราบว่า ไซมึ้งเค่งไม่แตกต่างจากนายผู้เฒ่าคนแรก เป็นบุรุษที่ชอบทารุณกรรมต่อเพศตรงข้าม

“ท่านไซมึ้ง ขึ้นไปได้แล้ว...” แม่เฒ่าเฮ้งเดินลงบันไดมา หยีตาเหลือเส้นเดียว “ห้องหับซอมซ่อ ต้องขอโทษด้วย”

ไซมึ้งเค่งค่อยลุกขึ้นยืน หอบหิ้วพัวกิมเน้ยไปยังชั้นบน

พริบตานั้น จิตใจของพัวกิมเน้ยเกิดการเปลี่ยนแปลง จากความร้อนรุ่มกลายเป็นความเศร้าเสียใจ จากความเศร้าเสียใจ ก่อเกิดความรู้สึกย่ำยีตัวเองขึ้น ผู้อื่นถือนางเป็นคณิกา ถือนางเป็นสินค้า เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้าเช่นนี้ ยังไว้ตัวอันอัน เอียงอายอันใด?

ดังนั้นนางไม่เอียงอายอีก พานปล่อยตัวปล่อยใจขึ้นมา พอขึ้นบันไดเข้าสู่ห้องหับพลันส่งเสียงหัวร่อร้อนร่านออกมาคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน

“ที่รัก” ไซมึ้งเค่งพอเข้าห้อง ก็โอบกอดรัดรึงนางเอาไว้ “ตอนนี้ไม่อายแล้วหรือ?”

“ไม่...” พัวกิมเน้ยตอบเสียงหยาดเยิ้ม

ไซมึ้งเค่งพึงพอใจยิ่ง แก้สายรัดถอดเสื้อชั้นนอกให้กับนาง เห็นตัวเอี๊ยมห่อหุ้มรัดร่างนางอย่างแนบแน่น ทรวงอกถูกกดบดไว้ ถึงกับสะกิดตัณหาราคะของเขาขึ้น ใช้นิ้วสนองความต้องการของเขา

อาการปวดแปลบที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน ทำให้พัวกิมเน้ยกรีดร้องออกมา ไซมึ้งเค่งกลับหัวเราะด้วยความสบใจ พัวกิมเน้ยตอนแรกบังเกิดอารมณ์เคียดแค้นขึ้น แต่แล้วได้คิด นี่ความจริงเป็นการซื้อขายรายหนึ่ง เคียดแค้นไปจะมีประโยชน์ใด ดังนั้นนางกล่าวเสียงหยาดเยิ้ม

“ท่านพี่ ท่านไฉนดุร้ายปานนี้?”

“เจ้ากลัวแล้วหรือ?” ไซมึ้งเค่งหัวร่อฮาฮา ยื่นมือฉีกกระชากกระตุกตัวเอี๊ยมของนางออกมา ดังนั้นทรวงอกนางจึงเปลือยเปล่าแก่สายตาเขา

ทรวงอกนางเต่งตึงตูมตั้ง เม็ดแดงที่ปลายถันเป็นสีชมพูระเรื่อ

“ท่านพี่” พัวกิมเน้ยโถมไปบนร่างเขา “อย่าทำเช่นนี้ อย่า...”

ไม่ทันขาดคำ ขาอ่อนนางเผชิญการจู่โจมอีกครา หยิกท่อนขาของนางคราหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดแก่นางจนกรีดร้องออกมา

อารมณ์วิปริตของไซมึ้งเค่งได้รับการระบายออก ดังนั้นไซมึ้งเค่งผลักไสนางลงบนเตียง มองดูเรือนร่างอันงดงามที่นอนเหยียดยาวบนผ้าปูที่นอน ต้องโถมตามลงไป

 

ไซมึ้งเค่งฝังศีรษะกับทรวงอกอันอวบอิ่มของนาง ขบกัดปลายถันสีแดงสดของนาง พัวกิมเน้ยเริ่มส่งเสียงครางออกมาแต่นางยังไม่ลืมว่านี่เป็นการซื้อขายรายหนึ่ง นางยามครวญครางยังเห็นถึงความตะกรามของอีกฝ่ายหนึ่ง

ไซมึ้งเค่งบุกบั่นอย่างบ้าคลั่ง พัวกิมเน้ยเพิ่งสัมผัสกับความรุนแรงอย่างไม่เคยได้รับมาก่อน คล้ายถูกเหล็กเผาไฟจนแดงทิ่มแทงใส่เรือนกาย สีหน้าต้องปรากฏแววคล้ายปวดร้าว คล้ายเป็นสุขขึ้น

ไซมึ้งเค่งกลับคล้ายเหยียบย่างสู่เส้นทางอันคดเคี้ยว กรุยผ่านถ้ำโพรงอันลึกล้ำ บังเกิดความสุขสมอย่างเต็มที่

ในที่สุดพายุฝนพ้นผ่าน ทุกประการกลับคืนสู่ความสงบ มีแต่เสียงหอบหายใจของไซมึ้งเค่ง

“ที่รัก...” ไซมึ้งเค่งระบายลมจากปากยาวๆ “อีกสองวันพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว”

พัวกิมเน้ยไม่ตอบคำ ห้วงสมองเวิ้งว้างเปล่า คล้ายไม่คิดถึงอันใดทั้งสิ้น ชั่วครู่ค่อยกระซิบที่ข้างหูไซมึ้งเค่งว่า “ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าได้แล้ว ที่นี้จะอย่างไรเป็นบ้านของแม่เฒ่าเฮ้ง”

ไซมึ้งเค่งค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง พัวกิมเน้ยรีบลงจากเตียง สวมใส่เสื้อผ้า จากนั้นหันกลับไปปรนนิบัติไซมึ้งเค่ง ช่วยผูกสายรัดเอว สวมรองเท้าให้กับเขา ค่อยเดินถึงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งของแม่เฒ่าเฮ้ง จัดแจงเรือนผมที่ยุ่งเหยิงอยู่หน้ากระจก

ไซมึ้งเค่งสวมหมวกเรียบร้อย เดินมาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง ซุกศีรษะกับซอกคอของนาง

“ท่านพี่...” พัวกิมเน้ยเอี้ยวตัวกลับไป พูดเสียงออดอ้อน “ท่านลงไปก่อนได้หรือไม่ ลงไปพร้อมกันทั้งสองคน ออกจะไม่เหมาะสม”

“ตกลง ข้าลงไปก่อน” ไซมึ้งเค่งจูบนางอีกครา ค่อยออกจากห้อง ก่อนลงบันไดยังพูดขึ้น “วันพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”

พัวกิมเน้ยไม่ตอบคำ รอจนไซมึ้งเค่งลงไป นางค่อยย่องฝีเท้าลงบันได ออกทางประตูหลัง กลับบ้านตนเอง วิ่งขึ้นไปยังห้องส่วนตัวฟุบร่างลงบนเตียงร่ำไห้ออกมา

 

วิถีชีวิตหักเหอีกครา ทุกสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนผันไป บู๊สงสามารถรอดตาย ถูกเนรเทศไปยังดินแดนอันแสนไกลพัวกิมเน้ยแม้ยังอยู่ในเมือง แต่ต้องออกจากบ้านเดิม เข้าสู่สถานที่อีกแห่งหนึ่ง

ระหว่างนางกับบู๊สง คงไม่มีโอกาสพบกันอีก พัวกิมเน้ยก็ไม่ทราบว่าตัวเองไยต้องวิ่งเต้นช่วยเหลือเขา อาจบางทีนี่เป็นความรักความเสียสละบูชารัก

จูอิดมิ้งจัดการเรื่องราวให้กับนาง ครอบครัวของลี้งั่วท้วงยอมถอนฟ้อง ขณะที่จูอิดมิ้งส่งข่าวมายังพัวกิมเน้ย นางกำลังเผาป้ายสถิตวิญญาณของบู๊ตั่ว และเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ของตัวเอง

“อาซ้อต้องการพบท่านบู๊สงหรือเปล่า?” จูอิดมิ้งถามขึ้น “ข้าพอจะช่วยเหลือได้”

“ไม่...” พัวกิมเน้ยปฏิเสธด้วยน้ำตาคลอหน่วย “บอกต่อบู๊สงให้เขาถนอมตัว อย่าเที่ยวเมาสุราอาละวาดอีก”

จูอิดมิ้งมองดูนางอย่างสงสัยใจ คำนวณความในใจของนางไม่ออก

“ข้าจะบอกตามนี้ ท่านบู๊สงมีคำพูดใด ข้าจะแจ้งต่ออาซ้อ”

“ไม่ต้องแล้ว พรุ่งนี้เราจะไม่อยู่ที่นี้อีก” พัวกิมเน้ยอดหลั่งน้ำตามิได้ “เงินที่จ่ายให้แก่ครอบครัวของลี้งั่วท้วง ได้จากการขายตัวของเรา”

จูอิดมิ้งมองดูนางอย่างตะลึงลาน นึกหาคำพูดปลอบโยนนางไม่ออก

“อาซ้อจะย้ายไปบ้านใด?”

“บ้านของไซมึ้งเค่ง ท่านจู อาจบางทีชั่วชีวิตนี้พวกเราไม่อาจพบกันอีก”

“อาซ้อ” จูอิดมิ้งลุกขึ้นช้าๆ “ลาก่อน”

“ลาก่อน” พัวกิมเน้ยพูดต่อ ในห้วงนึกคิดของนาง คำพูดนี้ตั้งใจกล่าวกับบู๊สง

จูอิดมิ้งกลับไปแล้ว วันรุ่งขึ้นพัวกิมเน้ยก็โยกย้ายเข้าสู่บ้านของไซมึ้งเค่ง

บ้านเดิมของไซมึ้งเค่งใหญ่โตโอฬาร ทั้งสิ้นห้าช่วงตึก ตึกช่วงสุดท้ายเป็นของนางโง้วสีผู้เป็นนายหญิงใหญ่บ้านไซมึ้ง ตึกช่วงที่สี่เป็นของนางบำเรอคนที่สองและสาม พัวกิมเน้ยถูกจัดให้อยู่ที่ห้องฟากตะวันออกของตึกช่วงที่สาม

จากปากคำของหญิงรับใช้ พัวกิมเน้ยทราบว่านางบำเรอคนที่สองความจริงเป็นคณิกา เรียกว่าลี้เกียวยี้ นางบำเรอคนที่สามเรียกว่าเม่งเง็กเล้า ความจริงเป็นภรรยาม่ายของเศรษฐีผู้หนึ่ง ไซมึ้งตกแต่งนาง กล่าวได้ว่าครอบครองทั้งคนและสมบัติ ยังมีนางบำเรอคนที่สี่เรียกว่าซุนเซาะง้อความจริงเป็นหญิงรับใช้นางโง้วสี ไซมึ้งเค่งครอบครองนาง ให้พักอยู่ในห้องข้างเขตตึกช่วงสุดท้าย พัวกิมเน้ยถือเป็นนางบำเรอคนที่ห้าแต่หากไล่เรียงแต่ต้น นางสมควรจัดอยู่ในอันดับเจ็ด

ที่แท้ภรรยาหลวงไซมึ้งเค่งตายไปนานแล้ว ยังมีนางบำเรอที่พื้นเพเดิมเป็นคณิกาอีกคนหนึ่ง เสียชีวิตเมื่อปีก่อน สตรีในครอบครัวนี้นับว่ามีภูมิหลังแตกต่างกัน ทั้งสลับซับซ้อนนัก

การมาของพัวกิมเน้ย ไม่เป็นที่สนใจของผู้ใด ภรรยาของบู๊ตั่วความจริงต่ำต้อยด้วยศักดิ์ศรี อีกทั้งมีคำโจษจันเกี่ยวกับตัวนางต่างๆ นานา ดังนั้นพัวกิมเน้ยต้องกล้ำกลืนรับคำประชดเหน็บแนม อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

ในนางบำเรอทั้งหลาย พัวกิมเน้ยพบว่าเม่งเง็กเล้านิสัยค่อนข้างอ่อนโยน อีกทั้งอายุไล่เลี่ยกับนาง ใบหน้ามีรอยฝ้าอยู่หลายจุด ดูไปซุกซุนน่ารัก เนื่องจากนางหอบสมบัติมาแต่งงานกับไซมึ้งเค่ง สตรีในบ้านนี้จึงยำเกรงนางเป็นพิเศษ

นางทำหน้าที่บอกเล่ากฎระเบียบในบ้านต่อพัวกิมเน้ย พร้อมกับบอกใบ้ต่อพัวกิมเน้ยว่า เมื่อตกเป็นนางบำเรอของไซมึ้งเค่ง จะต้องหวานอมขมกลืน นางพูดเป็นนัยว่า พัวกิมเน้ยอย่าได้ตั้งความหวังมากไป

พัวกิมเน้ยก็ดูออกว่า ไซมึ้งเค่งมีอารมณ์วิปริตวิตถาร ถึงแม้มีนางบำเรอมากมายเพียงนี้ คล้ายยังไม่อิ่มรัก ยังคิดแสวงหาความแปลกใหม่อยู่ร่ำไป ดังนั้นนางก็ไม่ยึดถือเกินไป

แต่ที่สร้างความอ้างว้างแก่พัวกิมเน้ยคือ นางหลังจากเข้าสู่บ้านของไซมึ้งเค่ง ก็ถูกทอดทิ้งชาเย็นโดยเร็ว ไซมึ้งเค่งค้างคืนที่ห้องของนางสองคืน พอถึงวันที่สาม ก็ไม่เห็นหน้าไซมึ้งเค่งอีก

นอกจากนี้ คำบอกเล่าของหญิงรับใช้ที่ปรนนิบัตินาง สร้างความหวาดหวั่นพรั่นใจแก่นาง พัวกิมเน้ยอยู่ได้เจ็ดวัน ก็ทราบจากปากคำหญิงรับใช้ว่า ลี้เกียวยี้ถูกไซมึ้งเค่งใช้แส้ม้าเฆี่ยนตี ซุนเซาะง้อถูกตบหน้าบวมพอง

จิตใจพัวกิมเน้ยปกคลุมด้วยเงาทะมื่นชั้นหนึ่ง นางไม่ทราบว่าเมื่อใดเงาแส้จะหวดลงบนหลังนาง ไม่ทราบเมื่อใดจึงได้รับการปลดเปลื้อง อนาคตข้างหน้าช่างเลื่อนลอยนัก

ไซมึ้งเค่งไม่กลับบ้านติดต่อกันหลายคืน นางทราบจากหญิงรับใช้ว่า นายผู้ชายนัดหมายเพื่อนพ้องไปมั่วสุมที่ซ่องนางโลมในเมืองเช็งฮ้อ ไซมึ้งเค่งจัดเป็นนักเที่ยวอันดับหนึ่ง

พัวกิมเน้ยความจริงเป็นสตรีธรรมดา มีความเป็นอยู่อย่างสามัญธรรมดา เมื่อล่วงรู้ชื่อฉายาของสามี เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของสามีต้องผิดหวังเสียใจแล้ว

จากนั้นมรสุมลูกใหม่ก่อเกิดขึ้น

จูอิดมิ้งที่วิ่งเต้นช่วยเหลือบู๊สง พลันส่งห่อผ้าห่อหนึ่งมายังบ้านไซมึ้งเค่ง เขาจ่ายเงินแก่คนเฝ้าประตู ไหว้วานให้ส่งห่อผ้าต่อพัวกิมเน้ยพร้อมกับฝากบอกว่าบู๊สงทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว

พัวกิมเน้ยเมื่อรับห่อผ้าจากหญิงรับใช้เบญจมาศ ต้องร้องไห้แล้วในใจนางนึกตำหนิจูอิดมิ้งบอกความจริงต่อบู๊สง อีกใจหนึ่งก็ต้องการให้บู๊สงทราบ ความรู้สึกที่ขัดแย้งนี้ยากที่คนภายนอกจะเข้าใจได้

ในที่สุดพัวกิมเน้ยแก้ห่อผ้าออก ภายในเป็นเสื้อชั้นในเนื้อหยาบที่นางปะเย็บให้กับบู๊สง ตามปกเสื้อและแขนเสื้อเปื้อนคราบน้ำมันแสดงว่ายังไม่ได้ซักล้าง มิหนำซ้ำบนเสื้อผ้าเขียนอักษรเลือดแถวหนึ่งเพราะผ่านมานานวัน จึงกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มีข้อความว่า “อาซ้อ บู๊สงแม้ตายไม่ลืมเลือน”

“แม้ตายไม่ลืมเลือน” พัวกิมเน้ยเอื้อนเอ่ยอย่างลืมตัว กอดเสื้อชั้นในตัวนั้นแนบกับอก คล้ายโอบกอดบู๊สงไว้ก็ปาน

จากอักษรเลือดนี้ แสดงว่าบู๊สงไม่อาจลืมเลือนนาง นางก็รักบู๊สงแต่พรหมลิขิตพรากทั้งสองจากกัน นางร่ำไห้แล้วคร่ำครวญหวนไห้ด้วยความเสียใจ

“นายหญิงห้า” หญิงรับใช้อีกนางหนึ่ง นามดอกเหมยเดินเข้ามาปลอบโยนว่า “อย่าเศร้าเสียใจไป”

“ดอกเหมย...” พัวกิมเน้ยเงยหน้าขึ้นพูดอย่างลืมตัว “เขาแม้ตายไม่ลืมเลือน”

“นายหญิงห้า เยือกเย็นไว้...” ดอกเหมยกระซิบบอก “ระวังกำแพงมีหู ประตูมีตา”

“ช่างเถอะ อย่างมากก็แค่ตาย” พัวกิมเน้ยพูดด้วยความคับแค้น “เราอยู่ไปก็ไม่มีความหมายใด?”

“นายหญิงห้า อย่าพูดอย่างนี้” ดอกเหมอทอดถอนใจ “บ่าวจะไปชงน้ำชามาให้ท่านถ้วยหนึ่ง”

ดอกเหมยออกไปแล้ว ภายในห้องเหลือนางตามลำพัง พัวกิมเน้ยโอบเสื้อชั้นในของบู๊สงแนบกับอก สายตาเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง

นางเหม่อมองฟ้าสีคราม ก้อนเมฆสีขาวที่นอกหน้าต่าง ใจประหวัดนึกถึงบู๊สง ตอนนี้เขาคงอยู่บนเส้นทางเปลี่ยวร้าง บากบั่นขึ้นเขา ถูกผู้ควบคุมส่งไปยังสุดแสนไกล ชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสพบพานเขาอีก

เนิ่นนานให้หลัง พัวกิมเน้ยค่อยได้คิดที่นี้เป็นบ้านของไซมึ้งเค่งนางไม่อาจแสดงออกโจ่งแจ้งเกินไป ดังนั้นกล้ำกลืนความเศร้าโศกซุกซ่อนเสื้อชั้นในของบู๊สงไว้

แต่เรื่องของพัวกิมเน้ย ยังถูกเผยแพร่ออกไป หญิงรับใช้เบญจมาศเที่ยวบอกต่อผู้คนว่า นายหญิงห้าได้รับห่อผ้าใบหนึ่งถึงกับร้องห่มร้องไห้ คล้ายสูญเสียของรักก็ปาน สตรีที่ปากมากเฝ้าวิเคราะห์ถึงห่อผ้าที่นางได้รับ ลงความเห็นว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชายแน่นอน

สองวันให้หลัง เรื่องที่พัวกิมเน้ยร้องไห้คร่ำครวญ พลอยเข้าหูไซมึ้งเค่ง

 

ไซมึ้งเค่งเข้าใจว่า ภรรยามีชายชู้อื่น เขาความจริงดื่มเหล้ามาหลายจอก บังเกิดความมึนเมาอยู่หลายส่วน ดังนั้นตรงดิ่งไปยังห้องของพัวกิมเน้ย

 

บทที่ 4

รอยรักรอยแส้

ไซมึ้งเค่งตาแดงก่ำ พบหน้าพัวกิมเน้ยก็ตวาดคำ “เจ้าทำงามหน้านัก” ยื่นมือจิกมวยผมของพัวกิมเน้ย ตวัดมือตบหน้านางสองฉาด

 

พัวกิมเน้ยข่มความเจ็บปวดมองดูอีกฝ่ายหนึ่งอย่างตื่นตระหนกไม่ทราบตัวเองทำผิดอะไร

ไซมึ้งเค่งร้องสั่งต่อหญิงรับใช้เบญจมาศที่ยืนอยู่หน้าห้องว่า “หยิบแส้ม้ามา”

หญิงรับใช้เบญจมาศทำตามคำสั่ง แล้วล่าถอยไปอย่างรีบร้อน

ไซมึ้งเค่งคลายมือที่จิกผมนางออกมา พัวกิมเน้ยซวนเซเสียหลักมวยผมหลุดลุ่ยสยายลงมา ไซมึ้งเค่งสั่งว่า “ถอดเสื้อผ้าออกมา”

พัวกิมเน้ยร้องขัดขืน “ทำไม?”

“ข้าสั่งให้เจ้าถอด” พลางสะบัดแส้ม้าหวดใส่ร่างนางฉาดหนึ่ง

อาการปวดแปลบอย่างรุนแรง ทำให้พัวกิมเน้ยกรีดร้องออกมายื่นมือที่สั่นระริกแก้สายรัดเอวออก

ไซมึ้งเค่งโบยอีกแส้หนึ่ง สำทับว่า “ถอดให้หมด คุกเข่าลง”

พัวกิมเน้ยปวดแสบปวดร้อนราวถูกไฟจี้ น้ำตาพานไหลหลั่งได้แต่ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก

ไซมึ้งเค่งร้องสั่งอีกว่า “ถอดต่อไป ถอดให้หมด”

พัวกิมเน้ยลังเลเล็กน้อย ไซมึ้งเค่งพลันตวัดแส้โบยใส่กลางหลัง

ทุกครั้งที่นางรีรอ แส้ม้าจะหวดลงอย่างโหดร้าย พัวกิมเน้ยได้แต่ถอดเสื้อผ้าชิ้นแล้วชิ้นเล่า ในที่สุดคุกเข่าอยู่หน้าไซมึ้งเค่งในสภาพเปลือยเปล่า

 

ไซมึ้งเค่งพลันตะลึงลานแล้ว เรือนร่างอันอวบอิ่มละเอียดอ่อน ส่วนโค้งส่วนเว้าที่งามรัดรึง ชักนำไซมึ้งเค่งเข้าสู่ภวังค์อันเคลิบเคลิ้ม รอยแส้สีแดงที่ประทับบนผิดกายขาวสะอาดของนาง ปลุกเร้าอารมณ์วิปริตของไซมึ้งเค่งขึ้นมา

ไซมึ้งเค่งหวดแส้ใส่หัวไหล่นางอีกแส้หนึ่ง ตะคอกถามว่า “บอกมา ห่อผ้านั้นเป็นอะไร?”

พัวกิมเน้ยค่อยทราบว่า นางถูกลงโทษด้วยสาเหตุใด ขบกรามกล่าวว่า “นั่นเป็นเสื้อผ้าของบู๊สง เขาเป็นอาเล็กของเรา”

“หยิบมาให้ข้าดู”

พัวกิมเน้ยไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นแส้ม้าหวดลงบนร่างนางอีก นางได้แต่ลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าตัวนั้นส่งให้ ไซมึ้งเค่งคลี่เสื้อตัวนั้นออก เมื่อเห็นอักษรเลือดบนเสื้อผ้ายิ่งเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม โบกสะบัดแส้ใส่ปากแผดด่าว่า “นางแพศยา...”

พัวกิมเน้ยบิดกายไปมาในเงาแส้ นางเข้าใจว่าตนเองต้องถูกฟาดโบยจนตาย นางไม่ยอมตายในลักษณะนี้ ดังนั้นบังเกิดความคิดขัดขืนอีกครา ผุดลุกขึ้นร้องว่า “นี่เป็นเรื่องเมื่อก่อนนี้ของเรา ท่านไม่ต้องยุ่ง”

“ปากกล้ามาก” ไซมึ้งเค่งคำราม “คุกเข่าลง”

พัวกิมเน้ยยังคงยืนตระหง่าน ไซมึ้งเค่งสะบัดแส้ใส่ นางกล้ำกลืนรับไว้ ไซมึ้งเค่งเดือดดาลเป็นการใหญ่ มือหนึ่งคว้าแขนของนางบิดไพล่หลังอีกมือหนึ่งกดก้านคอนางผลักไสนางล้มลงกับพื้น

ไซมึ้งเค่งถอนปิ่นปักผมลงจากมวยผมอันหนึ่งใช้ปลายแหลมของปิ่นปักผมแทงใส่ทรวงอกนาง พัวกิมเน้ยถึงกับกรีดร้องออกมา

ไซมึ้งเค่งแสยะยิ้มกล่าวว่า “เจ้ากล้าขัดขืนข้าหรือ?”

พัวกิมเน้ยร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด ได้แต่กล่าวว่า “ท่านพี่ เราไม่กล้าแล้ว”

ไซมึ้งเค่งค่อยคลายมือออก กล่าวว่า “ไม่กล้าแล้วหรือ คุกเข่าลงใหม่”

พัวกิมเน้ยตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าไซมึ้งเค่งอีกครา

ไซมึ้งเค่งหลังจากระบายอารมณ์ของสัตว์ป่าออก ความต้องการตามธรรมชาติเริ่มคุกรุ่นขึ้น พูดเสียงอ่อนลงว่า “ข้าไม่โบยตีเจ้า เจ้าบอกมาตามตรง บู๊สงใช้ได้หรือไม่?”

พัวกิมเน้ยก้มศีรษะนิ่ง ไม่ตอบแม้สักคำเดียว 

“ไม่บอกหรือ” ไซมึ้งเค่งตวาดสำทับหวดแส้ใส่อากาศเป็นเชิงขู่ขวัญ

พัวกิมเน้ยร้องเสียงแหลมเล็กว่า “บู๊สงแข็งนอกอ่อนใน สู้...ท่านไม่ได้”

“จริงหรือ?”

พัวกิมเน้ยเคียดแค้นใจสุดบรรยาย แต่ก็รู้สถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี ฝืนใจเค้นรอยยิ้มตอบ

ไซมึ้งเค่งหัวร่อแล้ว พลันสวมกอดนางเอาไว้ กล่าวว่า “ที่รัก ข้าไม่โบยตีเจ้าอีกแล้ว”

พัวกิมเน้ยที่บาดเจ็บพอถูกสวมกอดต้องปวดแปลบกว่าเดิมได้แต่ข่มกลั้นไว้

ไซมึ้งเค่งวางร่างนางลงบนเตียง พรมจูบไปบนใบหน้า ซอกคอของนาง พึมพำว่า “ที่รัก เรียกข้าสิ”

...ปีศาจร้าย เจ้าปีศาจร้าย หากเรามีมีดเล่มหนึ่ง ต้องฆ่าท่านแน่นอน

พัวกิมเน้ยลอบด่าในใจ แต่ไม่สามารถกล่าวจากปากได้ ฝืนใจยกมือโอบรอบคอไซมึ้งเค่ง กล่าวว่า “ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านโบยตีเราแทบตายแล้ว”

ไซมึ้งเค่งยิ้มอย่างชั่วร้าย กล่าวว่า “ตอนนี้เราจะให้เจ้าตายอีกครั้ง” พลางปลดเปลื้องเสื้อผ้าตนเอง โถมขึ้นบนร่างนาง

หลังความสุขสม ไซมึ้งเค่งม่อยหลับไป พัวกิมเน้ยนอนอยู่ข้างกาย สองตาลืมโพลง ปล่อยให้น้ำตาไหลหลั่งไม่ขาดสาย

วิกาลยาวนานใกล้สิ้นสุด อรุณรุ่งสางรำไร เป็นสัญลักษณ์ของความหวังใหม่ แต่พัวกิมเน้ยมีแต่ความมืดมนอนธการตลอดไปในชีวิตของนางยากจะพบแสงสว่างอีก

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ไซมึ้งเค่งตื่นด้วยความแจ่มใส ปากฮัมเพลงเบาๆ คล้ายลืมเรื่องราวเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง กล่าวกับพัวกิมเน้ยว่า “ข้าไปแล้ว คืนนี้ข้าจะมาค้างที่ห้องของเจ้า” พลางหยิบแส้ม้าบนพื้นขึ้น เดินออกจากห้องไป

พัวกิมเน้ยตลบผ้าห่มคลุมศีรษะ ร่ำไห้อย่างเต็มที่ ไม่นานให้หลังหญิงรับใช้ดอกเหมยก็เดินเข้ามา

ดอกเหมยทราบเรื่องทั้งหมด และเข้าใจความรู้สึกของพัวกิมเน้ยในเวลาเช่นนี้ การปลอบโยนหามีประโยชน์ไม่ ดังนั้นนางยกน้ำเย็นเข้ามาอ่านหนึ่ง ใช้ผ้าชุบน้ำโปะลงบนหน้าผากของพัวกิมเน้ย

พัวกิมเน้ยลืมตาขึ้น กล่าวอย่างคับแค้น “ดอกเหมย นี่เป็นปีศาจชัดๆ”

ยามนั้น นางบำเรอที่สามเม่งเง็กเล้าแวะมาเยี่ยมเยียน พูดขึ้นว่า “กิมเน้ย เราเป็นห่วงแทบตายแล้ว”

คำพูดนี้สะกิดแผลหัวใจของพัวกิมเน้ย อดร้องไห้ออกมาอีกมิได้

เม่งเง็กเล้าทรุดนั่งลงที่ข้างเตียง ปลอบโยนว่า “อดทนไว้ นี่เป็นชะตา”

“เราทราบ...”

เม่งเง็กเล้าล้วงขวดเล็กๆ จากอกเสื้อใบหนึ่ง วางลงบนโต๊ะเตี้ยข้างกาย กล่าวว่า “กิมเน้ย นี่เป็นผงแป๊ะเอียะจากยูนนาน ท่านท่านลงไปหน่อยตั้งแต่มายังที่นี้ เราใช้ไปหลายขวดแล้ว”

เอ่ยถึงตอนนี้ อดหลั่งน้ำตามิได้ พัวกิมเน้ยก็ทอดถอนใจยันกายลุกขึ้นนั่ง พอขยับตัว รอยแส้บนหลังไหล่ก็ปวดแปลบขึ้นมา

เม่งเง็กเล้ารีบกล่าวว่า “ท่านนอนพักผ่อนเถอะ เราจะกลับห้องแล้ว”

พัวกิมเน้ยนั่งบนเตียง ใส่สายตาส่งเม่งเง็กเล้าออกไป จากนั้นกล่าวกับดอกเหมยว่า “เจ้าลงกลอนประตู ดูรอยแผลให้กับเรา”

“นายหญิงห้า บนหลังท่านมีรอยแส้เจ็ดแปดเส้น” ดอกเหมยกล่าวอย่างเจ็บแค้น “ที่เท้าก็มีด้วย ช่างทารุณโหดร้ายนัก บ่าวจะทาน้ำมันยาให้ท่าน...”

พัวกิมเน้ยปล่อยให้ดอกเหมยทาน้ำมันยาให้ กล่าวอย่างเคียดแค้น “เราต้องแก้แค้น ต้องแก้แค้นให้ได้”

“นายหญิงห้า พวกเราถูกซื้อตัวมา ยังจะมีหนทางอะไร?”

“เราจะนึกหาวิธี ต้องมีสักวัน เราจะจัดการมันให้ได้”

“นายหญิงห้า ท่านจะ...ฆ่าเขา?”

พัวกิมเน้ยส่ายหน้ากล่าวว่า “ฆ่ามันต้องไม่สำเร็จแน่ เราจะค่อยๆ จัดการมัน ให้มันตายทีละน้อย”

“แล้วตัวนายหญิงห้าเองเล่า?”

“เราไม่สนใจ เราเพียงต้องการแก้แค้น”

ค่ำคืนนั้น ไซมึ้งเค่งดื่มเหล้าที่ข้างนอกจนมึนเมาค่อยกลับบ้าน เมื่อกลับมาก็ตรงไปยังห้องของพัวกิมเน้ย

พัวกิมเน้ยนอนอยู่บนเตียง วันนี้นางเพียงลุกขึ้นมารับประทานอาหาร บริเวณหลังไหล่ยังปวดระบมไม่หาย พอลืมตาขึ้น ไซมึ้งเค่งก็ยืนอยู่ตรงหน้า

ไซมึ้งเค่งปล่อยให้ดอกเหมยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก เดินถึงข้างเตียง ถามว่า “ไม่รอข้ากลับมา ก็เข้านอนแล้วหรือ?”

ดอกเหมยสอดคำขึ้น “นายหญิงห้านอนซมบนเตียงทั้งวัน”

ไซมึ้งเค่งส่งเสียงหัวร่อออกมา กล่าวว่า “น่าเวทนานัก ข้าจะปลอบขวัญนางเอง”

ดอกเหมยฟังความหมายในคำพูดนี้ออก ดังนั้นล่าถอยออกจากห้องอย่างเงียบงัน

พัวกิมเน้ยกล่าวเสียงอ่อนล้า “ท่านพี่ ท่านไปที่ห้องเง็กเล้าเถอะ เรา...รับไม่ได้”

ไซมึ้งเค่งโน้มหน้าลงหานาง กล่าวว่า “เม่งเง็กเล้าใช้ไม่ได้ ข้าพอใจเจ้ามากกว่า...”

ความคิดแก้แค้นของพัวกิมเน้ยผุดขึ้นในห้วงสมองอีกคราดังนั้นยิ้มยวนยั่ว กล้ำกลืนความเจ็บปวดทางร่างกาย สนองรับความต้องการของไซมึ้งเค่ง ปล่อยให้ไซมึ้งเค่งตักตวงจากร่างนางอย่างเต็มที่

ไซมึ้งเค่งที่เมามาย คล้ายคนหิวกระหายซุกศีรษะกับเนินอกของนาง สูดดมกลิ่นหอมจากเรือนกาย ฝังตัวเองกับส่วนที่ลึกล้ำของนาง

พัวกิมเน้ยส่งเสียงครวญคราง โอบกอดอีกฝ่ายหนึ่งแนบแน่นดังนั้นไซมึ้งเค่งได้รับความสุขสมอย่างเต็มที่อีกครา

 

หลังรอยรักรอยแส้ ไซมึ้งเค่งเพิ่มความรักลุ่มหลงต่อพัวกิมเน้ยยิ่งกว่าเดิม

นางบำเรอทั้งหลายกลับอิจฉาพัวกิมเน้ย ค่อนขอดว่านางถูกโบยตีครั้งหนึ่ง แลกมาซึ่งความรักจากสามี นับว่าคู่ควรยิ่ง

ไซมึ้งเค่งสั่งให้นางบำเรอที่สี่ซุนเซาะง้อ ซึ่งดูแลเรื่องอาหารจัดหาอาหารการกินแก่พัวกิมเน้ยเป็นพิเศษ แต่ซุนเซาะง้อฉวยโอกาสที่ไซมึ้งเค่งออกนอกบ้าน ส่งข้าวปลาที่บูดเน่าให้กับพัวกิมเน้ย

หญิงรับใช้ดอกเหมยทนไม่ได้ บุกไปต่อว่าถึงห้องครัว ซุนเซาะง้อกลับสั่งลูกมือในห้องครัวไล่ดอกเหมยออกมา อีกทางหนึ่งฟ้องร้องนางโง้วสีผู้เป็นนายหญิงใหญ่ นางโง้วสีจึงสั่งให้ลากตัวดอกเหมยไปโบยตีสิบที

พัวกิมเน้ยพอทราบเรื่อง ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ นางไม่เข้าใจว่าตนเองมีความแค้นใดกับคนเหล่านี้ ไม่เข้าใจคนเหล่านี้ไฉนกลั่นแกล้งนางเช่นนี้

ไม่นานให้หลัง สตรีสองนางหิ้วปีกดอกเหมยเข้ามา พัวกิมเน้ยรีบลงมาจากเตียง ประคองดอกเหมยไว้ ละล่ำละลักถามว่า “ดอกเหมย เป็นไงบ้าง?”

ดอกเหมยร่ำไห้พลางกล่าวว่า “ตะโพกของบ่าวระบมไปหมดแล้ว”

“ให้ข้าดูหน่อย” พัวกิมเน้ยแก้สายรัดเอวของนางออก เห็นตะโพกกลมกลึงของดอกเหมยมีรอยกระบองแดงช้ำ บางแห่งผิวหนังปริแตก ต้องหลั่งน้ำตาออกมา พูดว่า “ดอกเหมย เราทำให้เจ้าลำบากแท้ๆ”

เบญจมาศหยิบน้ำมันยามา พัวกิมเน้ยทาให้กับนางด้วยตนเอง ดอกเหมยเอาแต่สะอึกสะอื้นให้ ความเจ็บปวดทางร่างกาย ความชอกช้ำทางจิตใจ สร้างความคับแค้นแก่หญิงรับใช้เยาว์วัยนางนี้จนแทบไม่อยากมีชีวิตต่อไป

ยามไต้เข้าไฟ ทางห้องครัวส่งอาหารค่ำโอชะมา พัวกิมเน้ยทราบว่าห้องครัวจงใจประชดนาง ดังนั้นส่งให้เบญจมาศยกกลับไปตนเองนั่งเฝ้าดูแลดอกเหมย

ประมาณยามสุก (สองทุ่ม) ไซมึ้งเค่งพลันกลับบ้านมา พกพาความมึนเมาอยู่หลายส่วน โซซัดโซเซเข้าห้องของพัวกิมเน้ย

พัวกิมเน้ยรีบผุดลุกขึ้น เรียกหาว่า “นายท่าน...”

ไซมึ้งเค่งกวาดไปบนเตียง เห็นผมดำขลับสยายอยู่บนปลอกหมอน ใต้ผ้าห่มนอนไว้ด้วยผู้หนึ่ง จึงถามว่า “นั่นเป็นใคร?”

“เป็นดอกเหมย นางถูกโบยตีมา”

ไซมึ้งเค่งมองดูดอกเหมย พลันบังเกิดอารมณ์ใคร่ขึ้นมา สืบเท้าถึงข้างเตียง ถามว่า “ใครโบยตีนาง?”

ยามนั้น ดอกเหมยพลันตื่นขึ้นมา ขณะจะลุกขึ้น ไซมึ้งเค่งชิงกดร่างนางไว้ กล่าวว่า “ไม่ต้องลุกแล้ว ใครโบยตีเจ้า?”

พัวกิมเน้ยและดอกเหมยพากันร้องไห้ออกมา พัวกิมเน้ยบอกเล่าเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันต่อไซมึ้งเค่ง ไซมึ้งเค่งทางหนึ่งฟังทางหนึ่งยื่นมือลูบไล้เรือนร่างของดอกเหมย

ดอกเหมยเติบโตในบ้านของไซมึ้งเค่ง รู้นิสัยผู้เป็นนายเป็นอย่างดี นางทราบว่าไซมึ้งเค่งตระเตรียมระบายอารมณ์ใคร่ต่อนางแล้ว นางเป็นหญิงรับใช้ที่ไซมึ้งเค่งซื้อตัวมา ย่อมไม่สามารถขัดขืนได้ มิหนำซ้ำนางบังเกิดความคิดแก้แค้นอย่างรุนแรง ดังนั้นร้องทุกข์ว่า “นายท่าน ท่านต้องให้ความยุติธรรมแก่นายหญิงห้า นายหญิงสี่จงใจจัดอาหารบูดเน่าแก่นายหญิงห้า บ่าวไปต่อว่า กลับถูกนางโบยตี”

ไซมึ้งเค่งบันดาลโทสะ ด่าคำ “นางแพศยา” โถมออกจากห้องไป ไม่นานก็กลับเข้าห้องมา นั่งลงที่ข้างเตียง กล่าวว่า “นางแพศยานั้นถูกข้าเตะหลายเท้า เตะจนปางตาย...”

ขณะกล่าว วางมือลงบนทรวงอกของดอกเหมยใหม่

พัวกิมเน้ยอดกล่าวมิได้ “นายท่าน นางยังเป็นดรุณีน้อย...”

“ข้ารู้” ไซมึ้งเค่งสั่งว่า “เจ้าไปยังห้องครัว สั่งให้ยกสุราอาหารมาที่นี้”

พัวกิมเน้ยได้แต่ล่าถอยออกจากห้อง ดอกเหมยใจเต้นระทึกอดร้องเรียกมิได้ “นายหญิงห้า”

ไม่ทันขาดคำ ไซมึ้งเค่งโน้มหน้าลงจูบริมฝีปากนาง ลิ้มรสเค็มกร่อยของน้ำตาบนใบหน้านาง

ดอกเหมยคิดขัดขืน แต่ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่หลับตาลง ปล่อยให้ไซมึ้งเค่งปลดเปลื้องเสื้อกระโปรงของนางออก

 

ดอกเหมยยังเยาว์วัย ยังสาวรุ่น อกอูมทั้งสองคล้ายบัวตูมกลางสระ องค์เอวคอดกิ่ว แผ่นท้องแบนราบ ถัดลงไปเป็นช่วงขาที่เรียวงามกลมกลึง

ไซมึ้งเค่งสวมกอดนางอย่างรุนแรง สองมือไม่คลาดคลาจากบัวน้อยคู่นั้น ตะโบมโลมลูบทุกส่วนสัดทั่วเรือนกายของนาง จากนั้นบุกบั่นไปยังหว่างขาของนาง

ดอกเหมยรู้สึกคล้ายถูกล่ามโซตราตรวนอยู่ในห้องลงทัณฑ์ถูกกระบองใหญ่ทำร้ายร่างกาย พลันบังเกิดความเจ็บปวดอย่างไม่เคยได้รับมาก่อน อดครวญครางมิได้

“นายท่าน...บ่าวเจ็บ...”

นางคิดยกมือผลักไสอีกฝ่ายหนึ่งพ้นจากกาย แต่สองแขนอ่อนล้าไม่สามารถผลักไสได้

เสียงคร่ำครวญของดอกเหมย กลับสะกิดอารมณ์วิปริตของไซมึ้งเค่งขึ้น เพิ่มความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ดอกเหมยเจ็บปวดจนน้ำตาไหลรินหลั่ง แต่ได้แต่กัดฟันกล้ำกลืนรับไว้ ตกอยู่ในภวังค์กึ่งสลบไสล หลังความเจ็บปวดที่แปลบปลาบจับใจ ทุกประการค่อยหยุดชะงักลง

ไซมึ้งเค่งผละจากร่างนาง ภายใต้แสงโคมไฟสาดส่องเห็นบนผ้าปูที่นอนยับย่นแปดเปื้อนด้วยคราบโลหิตเป็นด่างดวง

ดรุณีพรหมจารีนางหนึ่ง กลับสังเวยความบริสุทธิ์ต่อชายโฉดชั่วช้าผู้นี้

 

ลิ้งค์หนังสือ นางยั่วปทุมทอง

http://siamintershop.com/product/8596