บทที่ 1 อัจฉริยะผู้ตกต่ำ

“ปราณแห่งยุทธ์: ช่วงที่สาม!”

สีหน้าเด็กหนุ่มปราศจากความรู้สึก เมื่อแหงนมองอักขระขนาดใหญ่ที่เรืองแสงจนแสบนัยน์ตาบนป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ทดสอบพลัง มุมปากผุดแววเยาะหยันตนเอง ฝ่ามือกำแน่น เพราะบีบแรง ส่งผลให้ปลายเล็บที่แหลมคมเล็กน้อยจิกลึกในอุ้งมือ ความปวดร้าวแล่นจับหัวใจเป็นระลอก…

“เซียวเหยียน ปราณแห่งยุทธ์ ช่วงที่สาม! ระดับขั้น: ขั้นต้น!” ข้างป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ทดสอบพลัง บุรุษวัยกลางคนท่านหนึ่งชำเลืองข้อมูลบนป้ายที่แสดงชัดออกมา ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงเฉยชา…

บุรุษวัยกลางคนเพิ่งขาดคำ พลันเกิดเสียงฮือฮาปรามาสในฝูงชนกลางสนามกว้างตามคาด

“ช่วงที่สาม? เฮอะๆ อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่ผิด หนึ่งปีที่ผ่านมา  ‘อัจฉริยะ’ ผู้นี้ยังคงย่ำเท้าอยู่กับที่!”

“เฮ่อ เจ้าเศษสวะนี่ทำให้คนในตระกูลขายหน้าจริงๆ”

“ถ้าประมุขตระกูลไม่ใช่บิดาเขา เศษสวะเยี่ยงนี้คงถูกขับออกจากตระกูล ปล่อยให้แตกดับไปเองนานแล้ว ไหนเลยยังมีโอกาสลอยหน้าลอยตาอยู่ในตระกูลได้”

“เฮ่อ หนุ่มน้อยอัจฉิรยะแห่งเมืองอูถ่านในวันวานคนนั้น ไฉนตกต่ำถึงระดับนี้ได้”

“ใครจะไปรู้ บางทีอาจกระทำเรื่องน่าละอาย ทำให้เทพเจ้าเบื้องบนบันดาลโทสะลงมา...”

เสียงดูแคลนและสะท้อนใจดังขึ้นทั่วทิศ ลอดเข้าหูหนุ่มน้อยที่ยืนนิ่งเป็นเสาไม้อยู่ที่เดิมคนนั้น ประหนึ่งหนามแหลมนับไม่ถ้วนทิ่มตำกลางใจ ทำให้หนุ่มน้อยหายใจกระชั้นขึ้น

หนุ่มน้อยเงยศีรษะ เผยเห็นดวงหน้าเยาว์วัยอ่อนใส ลูกตาดำจัดกวาดผ่านเรือนร่างของคนวัยเดียวกันโดยรอบซึ่งกำลังเย้ยหยันด้วยแววตาชืดชา รอยยิ้มเยาะตนเองบนมุมปากของหนุ่มน้อย คล้ายเปลี่ยนเป็นขื่นขึ้นกว่าเดิม

คนเหล่านี้ ไฉนเห็นแก่ผลประโยชน์และใจคอโหดร้ายปานนี้ หรือเป็นเพราะสามปีก่อนพวกเขาเคยผุดยิ้มที่สุดจะนอบน้อมเบื้องหน้าตน ดังนั้น ยามนี้จึงใคร่ทวงคืนกระมัง…’ ยิ้มหม่นคราหนึ่ง เซียวเหยียนหมุนตัวอย่างซึมเซา กลับเข้าไปยืนในแถวสุดท้ายของกลุ่มคนอย่างสงบ เงาร่างอันเดียวดาย ค่อนข้างแปลกแยกกับสภาวะโดยรอบ

“คนต่อไป เซียวเม่ย!”

ได้ยินเสียงเรียกของผู้ดำเนินการทดสอบ สาวน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว ทันทีที่นางเข้าสู่สนาม เสียงวิพากษ์ในบริเวณใกล้เคียงพลันเงียบลงเป็นอันมาก สายตาร้อนแรงแต่ละคู่ ตรึงแน่นบนใบหน้าของสาวน้อย

อายุของสาวน้อยไม่เกินสิบสี่ แม้ไม่นับว่าเลอโฉม หากดวงหน้าที่ยังคงความอ่อนใสนั้นกลับเจือรอยพริ้มเพราเบาบาง การผสมผสานที่ย้อนแย้งระหว่างความใสพิสุทธิ์กับความพริ้มเพรา ส่งให้นางประสบความสำเร็จกลายเป็นจุดสนใจของสายตาทุกคู่ในสนาม

สาวน้อยซอยเท้าขึ้นหน้า มือเรียวเล็กสัมผัสป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์สีดำทะมึนอย่างคุ้นเคย จากนั้นปิดเปลือกตาช้าๆ

ชั่ววูบถัดมา เหนือป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์สีดำทะมึนพลันเรืองแสงสว่างวาบอีกครั้ง

“ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เจ็ด!”

“เซียวเม่ย ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เจ็ด! ระดับขั้น : ขั้นสูง!”

“เย่!” สิ้นเสียงประกาศของผู้ดำเนินการทดสอบ รอยยิ้มปริ่มผุดขึ้นบนดวงหน้าสาวน้อย

“จุๆ ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ด ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าดูตามอัตราความก้าวหน้านี้ เกรงว่าแค่สามปี นางต้องกลายเป็นนักยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่งได้แน่นอน…”

“มิเสียทีเป็นบุคคลระดับเมล็ดพันธุ์ของตระกูล”

สดับเสียงอิจฉาแกมชื่นชมที่ดังมาไม่ขาด รอยยิ้มบนหน้าสาวน้อยยิ่งกดลึกมากขึ้น ความมีหน้ามีตาคือสิ่งยั่วยวนใจที่ไม่อาจต่อต้านของเด็กสาวจำนวนมาก

ขณะพูดคุยกับพี่น้องที่สนิทกัน สายตาของเซียวเม่ย พลันมองฝ่าฝูงชนโดยรอบ ก่อนหยุดลงบนเงาร่างโดดเดี่ยวซึ่งแยกตัวจากผู้อื่นคนนั้น

มุ่นคิ้วครุ่นคิดนิดหนึ่ง เซียวเม่ยยังคงสลายความคิดในอดีตทิ้งไป สองคนในเวลานี้มิได้อยู่บนระดับชั้นเดียวกันอีกแล้ว จากสถานการณ์หลายปีที่ผ่านมาของเซียวเหยียน หลังจากโตเต็มวัย อย่างดีก็เป็นได้แค่สมาชิกชั้นล่างของตระกูลเท่านั้น ส่วนนางซึ่งมีพรสวรรค์โดดเด่น ย่อมจะกลายเป็นผู้แกร่งกล้าที่วงศ์ตระกูลให้ความสำคัญ พูดได้ว่าอนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด

“เฮ่อ” นางถอนใจเบาๆ ในหัวของเซียวเม่ยพลันปรากฏภาพหนุ่มน้อยที่เหิมฮึกคึกคักเมื่อสามปีก่อนคนนั้นขึ้นมา : สี่ขวบฝึกพลังลมปราณ สิบขวบครอบครองปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า สิบเอ็ดขวบบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สิบ ผนึกปราณจักระแห่งยุทธ์เป็นผลสำเร็จ กลายเป็นนักยุทธ์อายุน้อยที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลแบบก้าวกระโดด!

หนุ่มน้อยในครานั้น กอปรด้วยความมั่นใจในตนเองและศักยภาพที่ไม่อาจประเมิน ไม่ทราบเป็นที่หลงใหลคลั่งไคล้ของประดาสาวน้อยมากมายเท่าไร แน่นอน หนึ่งในนั้นมีเซียวเม่ยในอดีตรวมอยู่ด้วย

ทว่าเส้นทางแห่งอัจฉริยะมักหักเหเสมอ สามปีก่อน หนุ่มน้อยอัจฉริยะที่ชื่อเสียงทะยานสู่จุดสูงสุด กลับพลันได้รับความสะเทือนใจอันแสนโหดร้ายนับแต่ถือกำเนิดเกิดมา ไม่เพียงปราณจักระแห่งยุทธ์ที่สั่งสมมาสิบกว่าปีอย่างยากลำบาก มลายสูญในชั่วคืน หนำซ้ำปราณแห่งยุทธ์ในกายก็เหือดหายไปตามกาลเวลา ลดลงเรื่อยๆ อย่างน่าพิศวง

ผลทางตรงของการสูญเสียปราณแห่งยุทธ์ คือทำให้พลังฝีมือของเขาถดถอยไม่หยุด

จากฐานะอัจฉริยะสูงสุด ตกต่ำถึงระดับที่เทียบไม่ได้กระทั่งคนธรรมดาในชั่วคืน ความสะเทือนใจชนิดนี้ ทำให้หนุ่มน้อยท้อแท้สิ้นหวังนับแต่นั้นมา ชื่อเสียงที่ลือลั่นค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงเยาะหยันดูแคลน

ยืนยิ่งสูง ตกยิ่งแรง การหล่นร่วงครั้งนี้ อาจบางทีไม่มีโอกาสตะกายขึ้นมาอีกแล้ว

“คนถัดไป เซียวซวินเอ๋อร์!”

เสียงของผู้ดำเนินการทดสอบดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางฝูงชนที่อึงอล

สิ้นเสียงเรียกขานนามกรอันเพราะพริ้ง ผู้คนเงียบกริบ สายตาทั้งหมดเคลื่อนย้ายโดยพลัน

ณ จุดรวมสายตาของผู้คน สาวน้อยในชุดกระโปรงสีม่วงนางหนึ่ง กำลังหยัดยืนเงียบเชียบ ดวงหน้าอ่อนใสสงบนิ่ง หาได้แปรเปลี่ยนเพราะการจับจ้องของผู้คนไม่

สาวน้อยบุคลิกสุภาพเยือกเย็น ดุจปทุมาแรกแย้ม อายุยังเยาว์ กลับปรากฏบุคลิกงามสง่าเช่นนี้ ยากจะนึกภาพ วันหน้าคราเติบใหญ่ สาวน้อยจะงามล่มเมืองปานใด

สาวน้อยชุดม่วงผู้นี้ หากกล่าวถึงด้านบุคลิกและรูปโฉม เทียบกับเซียวเม่ยคนก่อนหน้ายังเหนือกว่าหลายส่วนอย่างไร้ข้อกังขา มิน่าเล่าฝูงชนบนสนามต่างสะกดใจจ้องมอง

สาวน้อยนามว่าเซียวซวินเอ๋อร์เยื้องกรายถึงเบื้องหน้าป้ายศิลาศักดิ์สิทธิ์ ยื่นมือเรียวเล็กออกไป แขนเสื้อสีม่วงที่เดินขอบด้วยไหมสีดำทองเลื่อนร่นลงมา เผยเห็นข้อมือขาวผ่องนวลเนียน ยื่นแตะป้ายศิลาเบาๆ

นิ่งเงียบเล็กน้อย บนป้ายศิลาปรากฏแสงอันแสบตาวาบขึ้นอีกครั้ง

“ปราณแห่งยุทธ์ : ช่วงที่เก้า! ระดับขั้น : ขั้นสูง!”

แหงนมองอักษรบนป้ายศิลา ทั่วสนามตกอยู่ในความเงียบสงัด

“ถึงกับบรรลุช่วงที่เก้าแล้ว น่ากลัวจริงๆ! อันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ในวงศ์ตระกูล เกรงว่าตกเป็นของคุณหนูซวินเอ๋อร์แน่แล้ว” หลังความเงียบ เด็กหนุ่มทั่วบริเวณ ล้วนกลืนน้ำลายไม่รู้ตัว แววกริ่งเกรงฉายชัดในดวงตา

ปราณแห่งยุทธ์ คือเส้นทางบังคับที่นักยุทธ์ทุกคนต้องก้าวผ่าน ปราณแห่งยุทธ์เบื้องต้นแบ่งออกเป็นช่วงที่หนึ่งถึงช่วงที่สิบ เมื่อปราณแห่งยุทธ์ในร่างบรรลุถึงช่วงที่สิบก็สามารถรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ กลายเป็นนักยุทธ์ที่ผู้คนให้ความเคารพยกย่องคนหนึ่ง!

กลางฝูงชน เซียวเม่ยขมวดคิ้วเรียวงามจ้องมองสาวน้อยชุดกระโปรงสีม่วงตรงหน้าป้ายศิลา รอยริษยาผุดขึ้นบนใบหน้า

แหงนมองข้อมูลบนป้ายศิลา ใบหน้าเฉยชาของผู้ดำเนินการทดสอบวัยกลางคนทางด้านข้างถึงกับเผยรอยยิ้มที่น้อยครั้งจะเห็น เมื่อกล่าวกับสาวน้อยด้วยน้ำเสียงแกมอ่อนน้อม “คุณหนูซวินเอ๋อร์ ครึ่งปีให้หลัง ท่านคงสามารถรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ได้ หากท่านทำสำเร็จก็จะกลายเป็นนักยุทธ์โดยแท้ด้วยวัยเพียงสิบสี่ปี และท่านคือคนที่สองในรอบร้อยปีของตระกูลเซียว!”

ถูกต้อง คนที่สอง คนที่หนึ่งท่านนั้นก็คือเซียวเหยียนที่วงแสงแห่งอัจฉริยะหลุดหายไป

“ขอบคุณ” สาวน้อยพยักหน้านิดหนึ่ง  ดวงหน้าที่เฉยเมยหามิได้ปรากฏความปลื้มปีติเพราะคำชมของอีกฝ่าย นางหมุนตัวกลับอย่างเงียบงัน จากนั้นย่างเท้าเนิบช้าฝ่าสายตาอันร้อนแรงของกลุ่มคน ไปทางหนุ่มน้อยที่ยืนซังกะตายอยู่ด้านหลังสุดคนนั้น

“พี่เซียวเหยียน” ขณะผ่านข้างกายเด็กหนุ่ม สาวน้อยหยุดเท้าลง ค้อมเอวคำนับเซียวเหยียน บนใบหน้างามแฉล้ม ถึงกับปรากฏรอยยิ้มสวยพิสุทธิ์ที่นำมาซึ่งความริษยาของสาวน้อยโดยรอบ

“ตอนนี้ข้ายังมีคุณสมบัติใดให้เจ้าเรียกขานเช่นนั้น” เซียวเหยียนกล่าวขมขื่นเมื่อมองดูสาวน้อยตรงหน้าที่กลายเป็นมุกเม็ดงามที่สุดของวงศ์ตระกูล นางเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยมากที่ยังคงรักษาความเคารพนับถือต่อตนดุจเดิม หลังจากที่ตนตกต่ำ

“พี่เซียวเหยียน เมื่อก่อนท่านเคยบอกกับซวินเอ๋อร์ว่า ต้องวางลงได้ จึงยกขึ้นได้ ยกวางดั่งใจ จึงเป็นผู้อิสระ!” เซียวซวินเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงสดใสกลับอุ่นวาบถึงใจ

“หึๆ ผู้อิสระ? ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง เจ้าดูสภาพข้าในตอนนี้ คล้ายผู้อิสระหรือไม่? อีกอย่าง...โลกนี้ เดิมก็ไม่ใช่โลกของข้า” เซียวเหยียนยิ้มเยาะตนเอง

เผชิญกับความท้อแท้ของเซียวเหยียน เซียวซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วเบาๆ กล่าวเสียงหนักแน่น “พี่เซียวเหยียน แม้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่ ทว่า ซวินเอ๋อร์เชื่อมั่นว่าท่านจะลุกขึ้นมาทวงคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีซึ่งเป็นของท่านอีกครั้งได้…” นางหยุดนิดหนึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงหน้าผุดผาดเผยแววเอียงอาย “พี่เซียวเหยียนในปีนั้น ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดจริงๆ”

“เฮอะๆ…” เผชิญคำพูดอันเปิดเผยไร้การเสแสร้งของสาวน้อย เด็กหนุ่มหัวเราะขัดเขิน แต่มิได้กล่าวอะไรอีก วัยหนุ่มน้อยไม่ควรวางตัวเคร่งขรึมเกินไปก็จริง ทว่าเขาในยามนี้ ไม่มีคุณสมบัติและอารมณ์สักนิด ได้แต่หมุนตัวอย่างหม่นหมอง ก้าวเดินเอื่อยเฉื่อยออกจากสนาม

เงาร่างที่ยืนโดดเดี่ยวจ้องมองหนุ่มน้อยที่ประหนึ่งตัดขาดจากโลกคนนั้น เซียวซวินเอ๋อร์รวนเรครู่หนึ่ง จากนั้นซอยเท้าไล่ตามไปเดินเคียงไหล่กับหนุ่มน้อย ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของกลุ่มคนด้านหลัง

*******************

พระจันทร์ดุจถาดเงิน ดวงดาวพราวนภา

ยอดผา เซียวเหยียนนอนตะแคงบนผืนหญ้า ในปากคาบหญ้าเขียวกิ่งหนึ่ง ขบเคี้ยวเบาๆ ปล่อยให้รสเฝื่อนอบอวลในปาก เขาชูมือขาวผ่องขึ้นตรงหน้า สายตาลอดผ่านหว่างนิ้ว ทอดมองจันทร์เพ็ญกลางนภาดวงนั้น

“เฮ่อ!” หวนคิดถึงการทดสอบเมื่อช่วงบ่าย เซียวเหยียนถอนใจแผ่วเบา หดมือกลับมาเอื่อยๆ แล้วหนุนไว้ใต้ศีรษะ สายตาเลื่อนลอย…

“นี่ก็สิบห้าปีแล้ว…” เสียงพึมพำหลุดจากปากหนุ่มน้อยออกมา

ในใจเซียวเหยียน มีความลับประการหนึ่งซึ่งมีเพียงเขาที่รู้ : เขาไม่ใช่คนของที่นี่ พูดอีกอย่างก็คือ วิญญาณของเซียวเหยียนมิได้เป็นของที่นี่ เขามาจากดาวเคราะห์สีครามดวงหนึ่งที่เรียกว่าโลก ส่วนเพราะอะไรจึงมาถึงที่นี่ เขาก็หมดปัญญาอธิบาย ทว่าหลังจากใช้ชีวิตที่นี่ได้ระยะหนึ่ง เขาจึงกระจ่างว่า : เขาทะลุมิติแล้ว!

การเติบโตของอายุ ทำให้เซียวเหยียนเข้าใจดินแดนแห่งนี้มากขึ้น แผ่นดินใหญ่ผืนนี้มีชื่อว่ามหาพิภพโต้วชี่ (ปราณยุทธ์) ทั่วทั้งพสุธาไม่มีมนต์คาถานานาชนิดเฉกเช่นที่เห็นเสมอในนวนิยาย

ปราณยุทธ์ต่างหากจึงเป็นกระแสหลักแห่งมหาพิภพ!

บนมหาพิภพแห่งนี้ การฝึกปราณยุทธ์เรียกได้ว่าพัฒนาถึงระดับสุดยอด ภายใต้ความมุมานะที่สืบทอดหลายชั่วอายุคน อีกทั้งเนื่องเพราะความแข็งแกร่งไม่มีเสื่อมคลายของปราณยุทธ์ ในที่สุดได้แผ่ขยายถึงหมู่ชนคนสามัญ และนี่จึงส่งผลให้ ปราณยุทธ์ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแยกไม่ออก ดังนี้แล้ว ความสำคัญของปราณยุทธ์ในมหาพิภพ จึงเหนือกว่าสรรพสิ่งทั้งปวง!

เพราะวิถีแห่งปราณยุทธ์เป็นที่นิยมแพร่หลาย ส่งผลให้เส้นทางหลักสายนี้แตกแขนงออกเป็นสูตรการฝึกปราณยุทธ์อีกนับไม่ถ้วน ดังคำว่ามือมียาวสั้น คนมีสูงต่ำ วิธีฝึกปราณยุทธ์ที่แตกแขนงออกมา ย่อมมีแข็งมีอ่อนเป็นธรรมดา

จากการสรุปรวบรวม ระดับเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ในมหาพิภพโต้วชี่ จากสูงถึงต่ำแบ่งออกเป็นสี่ชั้น : ชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นนิล ชั้นทอง และทุกระดับชั้นยังแบ่งออกเป็นสามขั้นคือต้น กลาง สูง!

ความสูงต่ำของระดับเคล็ดวิชาปราณยุทธ์คือกุญแจสำคัญในการตัดสินระดับความสำเร็จในอนาคต ตัวอย่างเช่น คนที่ฝึกเคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นกลาง ย่อมเก่งกว่าคนที่มีปราณยุทธ์ระดับเดียวกันซึ่งฝึกเคล็ดวิชาชั้นทองขั้นสูงอยู่หลายส่วน

บนมหาพิภพโต้วชี่นี้ การจำแนกความเข้มแข็งอ่อนแอ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสามประการ

ประการแรก สำคัญที่สุดย่อมหนีไม่พ้นพลังฝีมือเฉพาะตัว หากพลังฝีมือเฉพาะตัวมีแค่ระดับนักยุทธ์หนึ่งดาว เช่นนั้นต่อให้เคล็ดวิชาที่ท่านฝึกปรือจะเลิศล้ำระดับชั้นฟ้า ก็ยากเอาชนะระดับคุรุยุทธ์ที่ฝึกเคล็ดวิชาชั้นทองผู้หนึ่งได้

ประการสอง ก็คือเคล็ดวิชา ผู้แกร่งกล้าที่พลังฝีมืออยู่ในระดับชั้นเดียวกัน หากระดับเคล็ดวิชาของท่านสูงกว่าคู่ต่อสู้อยู่มาก เช่นนั้นขณะประลองย่อมมีสถานะเป็นต่อ

ประการสุดท้าย เรียกว่าทักษะยุทธ์!

เห็นชื่อกระจ่างความหมาย นี่คือความชำนาญพิเศษในการสำแดงปราณยุทธ์ชนิดหนึ่ง ทักษะยุทธ์ในมหาพิภพมีการจำแนกระดับชั้นเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็นชั้นฟ้า ดิน นิลและทอง สี่ระดับชั้นเช่นเดียวกับเคล็ดวิชา

ทักษะยุทธ์บนมหาพิภพโต้วชี่มีอยู่สุดคณานับ ทว่าทักษะยุทธ์โดยส่วนใหญ่ซึ่งสืบทอดกันมา ส่วนมากมักอยู่ในชั้นทองโดยประมาณ หากใคร่ได้รับทักษะยุทธ์ที่สูงขึ้นไป จำเป็นต้องเข้าเป็นศิษย์ในค่ายสำนักหรือสถาบันฝึกยุทธ์ต่างๆ

แน่นอน อาจมีบางคนประสบโชคได้รับเคล็ดวิชาที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้ หรือไม่ก็มีทักษะยุทธ์ซึ่งผสมผสานขึ้นเอง ทักษะยุทธ์ที่พัฒนาออกมาจากเคล็ดวิชาเช่นนี้ เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน อานุภาพย่อมจะรุนแรงยิ่งขึ้น

 

อาศัยเงื่อนไขสามประการนี้ จึงสามารถตัดสินได้ว่าคนผู้นั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ด้วยเหตุนี้ หากสามารถครอบครองเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ที่ระดับค่อนข้างสูง ผลดีในภายหน้าไม่ต้องบอกก็ทราบ

ทว่าเคล็ดการฝึกปราณยุทธ์ขั้นสูง คนทั่วไปยากจะได้มา เคล็ดวิชาที่มีอยู่ดาษดื่นโดยมากเป็นแค่ชั้นทอง ตระกูลที่มีอิทธิพลกว้างขวางหรือค่ายสำนักขนาดเล็กถึงกลาง จึงจะมีเคล็ดวิชาชั้นนิล ตัวอย่างเช่นตระกูลที่เซียวเหยียนอาศัยอยู่ เคล็ดวิชาระดับสุดยอด ‘สิงห์คลั่งวายุเดือด’ มีเพียงประมุขตระกูลจึงมีคุณสมบัติฝึกปรือได้ นี่คือเคล็ดปราณยุทธ์ชั้นนิลขั้นกลางสังกัดธาตุลม

เหนือชั้นนิลก็คือชั้นดิน ทว่าเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำเช่นนี้ อาจบางทีมีเพียงพวกอิทธิพลล้ำฟ้าและมหาจักรวรรดิเท่านั้นที่อาจครอบครองได้

ส่วนเคล็ดวิชาชั้นฟ้าไม่เคยปรากฏให้เห็นหลายร้อยปีแล้ว

ในทางทฤษฎี คนทั่วไปใคร่ได้รับเคล็ดวิชาระดับสูง โดยพื้นฐานแล้วยากยิ่งกว่าไต่สวรรค์ ทว่าเรื่องราวบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่ไพศาล เผ่าพันธุ์นับหมื่น ฝั่งเหนือของมหาพิภพมีอนารยชนซึ่งได้ชื่อว่าพลังปราณมหาศาลและสามารถรวมร่างกับสัตว์อสูร ฝั่งใต้ของมหาพิภพ ก็มีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรชั้นสูงที่กอปรด้วยสติปัญญาลึกล้ำนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีเผ่าพันธุ์อนธการที่สร้างชื่อจากความโหดเหี้ยมอำมหิตเป็นต้น

และยังมีผู้เร้นกายนิรนามอีกมาก พวกเขาซึ่งมีนิสัยสันโดษ อาจนำเคล็ดวิชาที่คิดค้นขึ้น ซุกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่งขณะวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาเยือน รอคอยผู้มีวาสนาเสาะค้นเอาไป

บนมหาพิภพโต้วชี่ มีประโยคหนึ่งเล่าขานสืบต่อ : หากวันใดวันหนึ่ง ท่านพลัดตกเหว ร่วงหล่นสู่โพรงถ้ำ ไม่ต้องตื่นกลัว จงเดินหน้าสองก้าว ไม่แน่ท่านอาจกลายเป็นผู้แกร่งกล้า!

วาจานี้ไม่เท็จสักนิด ในประวัติศาสตร์นับพันปีของมหาพิภพ ไม่ขาดแคลนตำนานชนิดที่อาศัยเหตุมหัศจรรย์จนกลายเป็นวีรบุรุษ และผลสืบเนื่องที่เกิดจากตำนานจำพวกนี้ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมาจดจ่อเฝ้ารอตามขอบผา ตระเตรียมกระโดดเหวลึกเพื่อให้ได้มาซึ่งสุดยอดเคล็ดวิชา แน่นอน คนเหล่านี้โดยมากล้วนแขนขาหัก ก่อนกลับไปด้วยสภาพทุลักทุเล

สรุปแล้ว นี่คือมหาพิภพที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และการสรรสร้างตำนานปาฎิหาริย์ผืนหนึ่ง!

แน่นอน ใคร่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ อย่างน้อยที่สุดต้องกลายเป็นนักยุทธ์โดยแท้คนหนึ่ง จึงจะมีคุณสมบัติพอ ทว่าเซียวเหยียนในเวลานี้ ยังห่างจากเป้าหมายนั้นอีกไกล

“ถุย!” ถ่มหญ้าในปาก เซียวเหยียนพลันโดดลุกขึ้น ปั้นหน้าดุร้าย ตะโกนด่านภาหม่นอย่างเหลืออด “แกล้งส่งข้าทะลุมิติมาเป็นเศษสวะใช่ไหม”

ในภพก่อน เซียวเหยียนเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง เงินตรา สาวสวย สิ่งเหล่านี้สำหรับเขาแล้วคือเส้นขนานสองเส้น ปราศจากจุดตัดตลอดกาล แต่ทว่า หลังมาถึงมหาพิภพโต้วชี่ผืนนี้ เซียวเหยียนกลับค้นพบอย่างลิงโลด ด้วยประสบการณ์ของสองภพ จิตวิญญาณของเขาถึงกับแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่มากทีเดียว

พึงทราบว่า บนมหาพิภพโต้วชี่ จิตวิญญาณคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ บางทีมันอาจสามารถแข็งแกร่งขึ้นตามการเติบโตของอายุ ทว่าไม่มีเคล็ดวิชาใดๆ สามารถฝึกปรือจิตวิญญาณโดยเฉพาะ ต่อให้เคล็ดวิชาชั้นฟ้า ก็เป็นไปไม่ได้! นี่คือความรู้ทั่วไปของมหาพิภพโต้วชี่

ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ก่อเกิดเป็นพรสวรรค์ในการฝึกฌานของเซียวเหยียน ขณะเดียวกันก็สร้างชื่อเสียงอัจฉริยะให้แก่เขา

ในฐานะคนธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เมื่อทราบว่าเขามีทุนรอนที่จะกลายเป็นอัจฉริยะซึ่งเป็นที่จับตาของผู้คนนับไม่ถ้วน หากปราศจากฌานตบะที่สูงพอก็ยากจะควบคุมจิตดั้งเดิม ชัดเจนอย่างยิ่ง เซียวเหยียนที่ภพก่อนเป็นแค่คนธรรมดา ไร้ซึ่งฌานตบะที่เหนือมนุษย์ชนิดนี้ ดังนั้น หลังจากที่เขาเริ่มฝึกปราณแห่งยุทธ์ เขาเลือกเส้นทางอัจฉริยะที่จะส่งผลให้กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คน แต่กลับมิได้ค่อยๆ เติบโตในความสงบเงียบ

หากไม่มีเหตุเหนือคาด เซียวเหยียนอาจเติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง ทว่าน่าเสียดายนัก ในปีที่เขาอายุสิบเอ็ด ชื่อเสียงอัจฉริยะของเขาพลันค่อยๆ ถูกช่วงชิงไปด้วยเหตุพลิกผันที่มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว และแล้วอัจฉริยะก็ตกต่ำกลายเป็นเศษสวะที่ผู้คนเย้ยหยันดูแคลน

หลังผรุสวาทหลายยกผ่านไป อารมณ์ของเซียวเหยียนค่อยเริ่มสงบลง ความซึมเซาคืนสู่ใบหน้า เรื่องราวถึงขั้นนี้ ไม่ว่าเขาบันดาลโทสะอย่างไร ก็ตามหาปราณจักระแห่งยุทธ์ที่เขาเพียรสะสมอย่างยากเย็นคืนมาไม่ได้

สลัดศีรษะไปมาอย่างหม่นหมอง ความจริงเซียวเหยียนน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง แต่เขาไม่รู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเอง เคยลองตรวจดูก็ไม่พบว่ามีส่วนใดผิดปกติ จิตวิญญาณนับวันยิ่งแก่กล้าตามอายุที่เพิ่มพูน ยิ่งกว่านั้นความเร็วในการดูดซับปราณจักระแห่งยุทธ์ยังเหนือกว่าเมื่อครั้งที่อยู่ในช่วงสภาวะสุดยอดเมื่อหลายปีก่อนอยู่หลายส่วน เงื่อนไขนานาประการเหล่านี้ ล้วนบ่งชัดว่าพรสวรรค์ของตนไม่เคยถดถอย ทว่าปราณจักระแห่งยุทธ์ที่เข้าสู่ภายในร่างกลับสูญสลายโดยไม่มีข้อยกเว้น เหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ทำให้เซียวเหยียนจิตใจห่อเหี่ยว

ระบายลมหายใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนชูฝ่ามือขึ้น จ้องมองแหวนสีดำบนนิ้ว เป็นแหวนเก่าแก่รูปแบบเรียบง่าย ไม่ทราบทำขึ้นจากวัสดุอะไร ด้านบนยังแกะลายเป็นริ้วจางๆ นี่คือมรดกชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาก่อนตาย

จากสี่ขวบถึงบัดนี้ เขาใส่มันมาสิบปีแล้ว สำหรับแหวนวงนี้ เซียวเหยียนมีความผูกพันลึกซึ้ง ลูบแหวนเบาๆ พลางพึมพำอย่างขมขื่น “หลายปีนี้ สร้างความผิดหวังต่อท่านแม่จริงๆ”

หลังถอนใจยืดยาว เซียวเหยียนพลันเหลียวหน้าขวับ กล่าวต่อพงไพรที่มืดมิดด้วยรอยยิ้มละมุน “ท่านพ่อ ท่านมาแล้ว?”

แม้เพียงบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สาม แต่ญาณสัมผัสของเซียวเหยียนกลับฉับไวกว่านักยุทธ์ห้าดาวคนหนึ่งมากนัก ก่อนหน้านี้ขณะที่พึมพำถึงมารดา เขาก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างในป่าแล้ว

“เฮอะๆ เหยียนเอ๋อร์ ดึกแล้วทำไมยังนั่งอยู่บนนี้อีกเล่า” หลังความเงียบอึดใจหนึ่ง ปรากฏเสียงหัวร่อทุ้มนุ่มของบุรุษดังขึ้นจากกลางป่า

กิ่งไม้ไหววูบ บุรุษกลางคนผู้หนึ่งกระโดดออกมา ใบหน้าประดับรอยยิ้มเมื่อเพ่งมองบุตรชายของตนเองที่ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์คนนั้น

บุรุษกลางคนในอาภรณ์สีเทาภูมิฐาน จังหวะย่างเท้าแฝงความน่าเกรงขาม คิ้วดกเข้มคู่หนึ่งยิ่งเติมความองอาจขึ้นหลายส่วน เขาก็คือประมุขคนปัจจุบันของตระกูลเซียว ขณะเดียวกันก็เป็นบิดาของเซียวเหยียน... มหาคุรุยุทธ์ห้าดาว เซียวจั้น!

“ท่านพ่อ ท่านก็ยังไม่พักผ่อนเช่นกันมิใช่หรือ?”แหงนมองบุรุษกลางคน รอยยิ้มบนหน้าเซียวเหยียนยิ่งกดลึก แม้ยังหลงเหลือความทรงจำของภพก่อน ทว่านับแต่ถือกำเนิดเกิดมา บิดาที่อยู่ตรงหน้าท่านนี้ก็รักและตามใจเขาเป็นที่สุด หลังจากตกต่ำ ความรักไม่ลดน้อยกลับเพิ่มพูน นี่ทำให้เซียวเหยียนตื้นตันและยอมรับบิดาท่านนี้จากใจจริง

“เหยียนเอ๋อร์ ยังครุ่นคิดเรื่องการทดสอบเมื่อบ่ายอีกหรือ”ก้าวยาวๆ ขึ้นหน้า เซียวจั้นยิ้มกล่าว

“เฮอะๆ มีอะไรให้ครุ่นคิด เป็นไปตามความคาดหมาย”เซียวเหยียนส่ายหน้าไปมาอย่างปลงตก รอยยิ้มกลับฝาดฝืนอยู่บ้าง

“เฮ่อ…”จ้องมองดวงหน้าอ่อนใสของเซียวเหยียน เซียวจั้นถอนใจคำหนึ่ง หลังเงียบงันไปอึดใจ พลันโพล่ง “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าสิบห้าขวบแล้วกระมัง”

“ใช่ ท่านพ่อ”

“อีกหนึ่งปี ดูเหมือน...จะต้องเข้าพิธีโตเต็มวัยแล้ว” เซียวจั้นยิ้มขื่น

“ใช่ ท่านพ่อ ยังมีอีกหนึ่งปี!”กำมือเล็กน้อย เซียวเหยียนเอ่ยตอบเสียงเรียบ พิธีโตเต็มวัยหมายถึงอะไร เขาชัดแจ้งอย่างยิ่ง หลังผ่านพิธีโตเต็มวัย เขาซึ่งไม่มีศักยภาพในการฝึกยุทธ์ จะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าหอปราณยุทธ์เพื่อเสาะหาเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ จากนั้นต้องถูกส่งตัวไปยังกิจการแต่ละแห่งเพื่อดูแลเรื่องทั่วไปของตระกูล นี่เป็นกฎของตระกูล ต่อให้บิดาเขาเป็นประมุขสูงสุด ยังคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนั้น ถ้ายังไม่อาจกลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่งก่อนอายุยี่สิบห้า นั่นจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนในตระกูล!

“ขอโทษด้วย เหยียนเอ๋อร์ ถ้าหลังจากนี้หนึ่งปีปราณแห่งยุทธ์ของเจ้ายังไม่ถึงช่วงที่เจ็ด พ่อก็จำต้องตัดใจส่งเจ้าไปยังกิจการค้าของตระกูล เพราะในตระกูลเซียวนี้พ่อยังไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาด ตาแก่หลายคนนั้นจ้องจับผิดพ่อตลอดเวลา…” แลเห็นเซียวเหยียนนิ่งเงียบ เซียวจั้นรำพันอย่างรู้สึกผิด

“ท่านพ่อ ข้าจะพยายามเต็มที่ หลังจากหนึ่งปี ข้าจะต้องบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดให้ได้” เซียวเหยียนกล่าวปลอบด้วยรอยยิ้ม

หนึ่งปี สี่ช่วง? เฮอะๆ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ อาจบางทียังเป็นไปได้ แต่บัดนี้...แทบไม่มีโอกาสสักนิด แม้ปากกำลังเอ่ยปลอบบิดา ในใจเซียวเหยียนกลับยิ้มหยันตนเองอย่างขมขื่น

เซียวจั้นที่แจ่มกระจ่างในตื้นลึกหนาบางของเซียวเหยียน ได้แต่ถอนใจรับคำคราหนึ่ง เขาตระหนักดี หนึ่งปีฝึกปรือปราณแห่งยุทธ์สี่ช่วงมันยากเย็นปานใด

ตบศีรษะเซียวเหยียนเบาๆ เซียวจั้นพลันยิ้มบอก “ดึกแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ที่บ้านมีแขกสำคัญ เจ้าอย่าได้เสียมารยาทเชียว”

“แขกสำคัญ? ใครกัน” เซียวเหยียนถามอย่างสงสัย

“พรุ่งนี้ก็รู้เอง”ขยิบตาให้เซียวเหยียน เซียวจั้นหัวร่อดังลั่นขณะผละไป

“วางใจเถอะ ท่านพ่อ ข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง”คลำแหวนโบราณบนนิ้ว เซียวเหยียนเงยหน้าพึมพำ

พริบตาที่เซียวเหยียนเงยหน้า แหวนโบราณสีดำบนนิ้วพลันเปล่งแสงอ่อนจางขึ้นมาอย่างประหลาด

*************************

เหนือเตียง หนุ่มน้อยปิดตานั่งขัดสมาธิ สองมือวางอยู่เบื้องหน้าในท่าพิสดาร ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงเบาๆ ช่วงหายใจเข้าและออกก่อเกิดเป็นวงโคจรอันสวยงาม และในห้วงเดินลมปราณ มีไอสีขาวจางๆ ไหลเวียนไปตามปากจมูก แทรกซึมเข้าสู่ร่าง หล่อเลี้ยงกระดูกและเนื้อหนังมังสา

ขณะหนุ่มน้อยหลับตาเข้าฌาน แหวนสีดำบนนิ้ววงนั้น เปล่งแสงอ่อนๆ ขึ้นอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ และดับวูบไปในทันที

“ฮู…” ระบายลมหายใจช้าๆ หนุ่มน้อยพลันลืมตา ไอสีขาวจางหอบหนึ่งวูบผ่านครรลองสายตาที่มืดดำ นั่นคือปราณแห่งยุทธ์ที่เพิ่งถูกดูดซับและยังหล่อหลอมไม่เสร็จ

“อุตส่าห์ฝึกจนได้ปราณแห่งยุทธ์ขึ้นมาอย่างยากเย็น สลายไปอีกแล้ว...สมควรตาย!”ตั้งสมาธิรับรู้ภายในกาย ใบหน้าหนุ่มน้อยพลันฉุนเฉียวขึ้นมา สบถด่าด้วยน้ำเสียงสูงแหลม

กำปั้นบีบกันแนบแน่น อึดใจใหญ่ให้หลัง หนุ่มน้อยส่ายหน้ายิ้มขื่น ตะกายลงจากเตียงด้วยความอ่อนล้าทั้งกายใจ ยืดเหยียดแขนขาที่เริ่มชา เขาซึ่งมีแค่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สาม ปราศจากความสามารถที่จะมองข้ามความอ่อนล้าทุกชนิด ยืดเส้นยืดสายง่ายๆ อยู่ในห้องเสร็จ เซียวเหยียนได้ยินสุ้มเสียงชราภาพดังขึ้นนอกห้อง “นายน้อยสาม ท่านประมุขเชิญท่านไปที่ห้องโถงใหญ่”

เซียวเหยียนจัดอยู่ในอันดับสามของบ้าน ถัดขึ้นไปยังมีพี่ชายอีกสองคน ทว่าพวกเขาออกไปสั่งสมประสบการณ์นอกบ้านนานแล้ว ช่วงปลายปีจึงกลับมาสักครั้ง สรุปแล้ว พี่ชายทั้งสองปฏิบัติต่อเซียวเหยียนผู้เป็นน้องชายไม่เลว

“อืม”ส่งเสียงรับคำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เซียวเหยียนเดินออกจากห้อง กล่าวกับผู้เฒ่าชุดเขียวที่อยู่นอกห้องด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ พ่อบ้านโม่”

มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ของหนุ่มน้อย ผู้เฒ่าชุดเขียวผงกศีรษะอย่างอ่อนโยน พริบตาที่หมุนกาย สายตาพร่ามัวปรากฏแววเห็นใจอย่างยากสังเกต ‘เฮ่อ ด้วยพรสวรรค์ในอดีตของนายน้อยสาม น่าจะกลายเป็นนักยุทธ์ที่โดดเด่นคนหนึ่งไปนานแล้ว น่าเสียดาย…’

เซียวเหยียนเดินตามพ่อบ้านชราตัดผ่านสวนด้านหลัง สุดท้ายค่อยหยุดลงที่ด้านนอกโถงใหญ่อันทรงเกียรติ เคาะประตูอย่างนอบน้อม ค่อยผลักประตูเบาๆ แล้วเข้าไป

โถงใหญ่กว้างขวางมาก คนในนั้นก็ไม่น้อย หลายท่านที่นั่งอยู่ด้านบนสุดก็คือเซียวจั้นและผู้เฒ่าสีหน้าเฉยชาสามท่าน ผู้เฒ่าสามท่านคือผู้อาวุโสของตระกูล อำนาจไม่น้อยไปกว่าประมุขตระกูล

ด้านล่างซ้ายของทั้งสี่คน นั่งอยู่ด้วยญาติผู้ใหญ่ซึ่งพอมีอำนาจในตระกูลอยู่บ้าง ด้านข้างของพวกเขาเป็นสมาชิกรุ่นหนุ่มสาวที่แสดงผลงานโดดเด่นจำนวนหนึ่ง

อีกด้านหนึ่งนั่งอยู่ด้วยคนแปลกหน้าสามท่าน คิดว่าต้องเป็นแขกสำคัญที่เซียวจั้นพูดถึงเมื่อคืนเป็นแน่

เซียวเหยียนกวาดมองคนแปลกหน้าทั้งสามอย่างฉงนใจ ในสามคนนั้น มีผู้สูงวัยท่านหนึ่งสวมชุดสีขาวนวล ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม สองตาเรียวเล็กกลับทอประกายเป็นระยะ เส้นสายตาของเซียวเหยียนเคลื่อนลงเล็กน้อย หยุดอยู่บนทรวงอกของอีกฝ่าย พลันใจกระตุกวูบ เพราะบริเวณอกเสื้อของผู้สูงวัยท่านนั้นวาดไว้ด้วยจันทราสีเงินยวงเสี้ยวหนึ่ง รอบๆ จันทรายังแต่งแต้มด้วยดวงดาราระยิบระยับเจ็ดดวง

มหาคุรุยุทธ์เจ็ดดาว! ผู้สูงวัยท่านนี้ถึงกับเป็นมหาคุรุยุทธ์เจ็ดดาว? คนเราไม่อาจวัดที่หน้าตาจริงๆ’เซียวเหยียนอุทานตื่นตระหนกในใจ พลังฝีมือของผู้สูงวัยท่านนี้ถึงกับสูงกว่าบิดาตนถึงสองดาว

คนที่สามารถกลายเป็นมหาคุรุยุทธ์ได้ อย่างน้อยต้องเป็นผู้แกร่งกล้าที่เลื่องชื่อคนหนึ่ง พลังฝีมือระดับนั้นจะเป็นตัวดึงดูดกลุ่มอิทธิพลใดๆ ก็ตามเข้ามา

จู่ๆ ได้เห็นผู้แกร่งกล้าระดับนี้ มิน่าเซียวเหยียนจึงรู้สึกฉงนสนเท่ห์

ข้างกายผู้สูงวัยนั่งอยู่ด้วยบุรุษสตรีอ่อนเยาว์คู่หนึ่ง ทั้งสองสวมอาภรณ์สีขาวนวลเช่นกัน บุรุษอายุราวยี่สิบ รูปโฉมหล่อเหลา เรือนกายเหยียดตรง เปี่ยมเสน่ห์ดึงดูด และสำคัญที่สุด ย่อมเป็นดางทองห้าดวงเหนือหน้าอกตรงนั้น นี่คือตัวแทนพลังฝีมือของบุรุษหนุ่ม : นักยุทธ์ห้าดาว!สามารถกลายเป็นนักยุทธ์ห้าดาวคนหนึ่งด้วยวัยประมาณยี่สิบ นี่แสดงว่าพรสวรรค์ฝึกยุทธ์ของบุรุษหนุ่มไม่ธรรมดา

รูปโฉมที่หล่อเหลาบวกกับพลังฝีมือไม่ต่ำทราม บุรุษหนุ่มท่านนี้ทำให้จิตใจของสาวน้อยในตระกูลหวั่นไหว แม้แต่เซียวเม่ยที่นั่งอยู่ด้านข้าง ยามกลอกตามาทางนี้ยังทอประกายวิบวับ

ทว่ายามนี้ ความสนใจทั้งหมดของบุรุษหนุ่มท่านนั้น กลับตรึงอยู่บนร่างของสาวน้อยเลอโฉมข้างกาย สาวน้อยนางนี้วัยใกล้เคียงกับเซียวเหยียน

แต่สิ่งที่ทำให้เซียวเหยียนอัศจรรย์ใจก็คือ รูปโฉมของนางถึงกับงดงามกว่าเซียวเม่ยอยู่หลายส่วน ภายในตระกูลเซียว เกรงว่ามีเพียงเซียวซวินเอ๋อร์ที่งามพิสุทธิ์ประดุจบุษบงจึงสามารถเทียบเคียงได้ มิน่าบุรุษนี้ถึงไม่ไยดีสตรีอื่น

ติ่งหูนวลเนียนของสาวน้อยห้อยประดับด้วยต่างหูหยกสีเขียว ยามขยับเกิดเป็นเสียงกังวานใส แผ่ซ่านความอ่อนช้อยเปราะบางอยู่รำไร นอกจากนั้น เหนืออกเสื้อของสาวน้อยยังวาดอยู่ด้วยดาวทองสามดวง

นักยุทธ์สามดาว ถ้าสตรีนางนี้ไม่ได้อาศัยแรงกระตุ้นจากภายนอก ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานคนหนึ่ง’สูดไอเย็นเบาๆ สายตาของเซียวเหยียนหยุดอยู่ที่ดวงหน้าพริ้มเพราของสาวน้อยเพียงพริบตาก็เบือนออก ไม่ว่าอย่างไร ภายใต้รูปลักษณ์ที่ไร้เดียงสาของเขา ยังคงมีจิตวิญญาณที่สุกงอม

อากัปกิริยานี้ของเซียวเหยียนคล้ายทำให้สาวน้อยประหลาดใจ แม้นางมิใช่เด็กสาวประเภทที่ทึกทักว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวนาง ทว่าความงามและเสน่ห์ของตนเป็นเช่นไร นางกระจ่างชัดอย่างยิ่ง กิริยาท่าทีตามสบายของเซียวเหยียนนี้ชวนให้นางรู้สึกผิดคาดอยู่บ้าง

“ท่านพ่อ ผู้อาวุโสทั้งสาม” เซียวเหยียนซอยเท้าขึ้นหน้า ทำความเคารพต่อพวกเซียวจั้นที่นั่งอยู่ด้านบนอย่างนอบน้อม

“เฮอะๆ เหยียนเอ๋อร์ มาแล้วหรือ รีบนั่งลงเถอะ”เห็นเซียวเหยียนมาถึง เซียวจั้นหยุดการสนทนากับอาคันตุกะ หันมาพยักหน้าให้เขา กล่าวพลางโบกมือ

ยิ้มน้อยๆ พร้อมพยักหน้า เซียวเหยียนแสร้งไม่เห็นสายตาชืดชาระคนรำคาญใจที่พุ่งตรงมาจากผู้อาวุโสทั้งสามทางด้านข้าง เหลียวหน้ากวาดมองกลางโถง กลับค้นพบอย่างตระหนก ถึงกับไม่มีที่นั่งของตนเอง

เฮ่อ สถานะของเราในตระกูลนี้ ดูท่านับวันยิ่งต่ำต้อยด้อยค่าลงทุกที เวลานี้ถึงกับฉีกหน้าเราต่อหน้าแขกเหรื่อ ผู้อาวุโสสามคนนี้นี่ช่าง…’เยาะหยันในใจ เซียวเหยียนลอบส่ายหน้าเบาๆ

มองดูเซียวเหยียนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ สมาชิกรุ่นหนุ่มสาวของตระกูลต่างอดส่งเสียงค่อนแคะมิได้ เห็นชัดว่าชอบชมดูเขาเป็นตัวตลก

ยามนั้น เซียวจั้นที่ด้านบนสังเกตเห็นความกระอักกระอ่วนของเซียวเหยียนเช่นกัน บนหน้าปรากฏแววขุ่นเคือง หันไปมุ่นคิ้วกล่าวกับผู้อาวุโสทางด้านข้าง “ผู้อาวุโสรอง ท่าน…”

“แค่ก ขออภัยจริงๆ ถึงกับลืมนายน้อยสามเสียได้ ข้าจะเรียกคนไปเตรียมเดี๋ยวนี้” ผู้อาวุโสชุดเหลืองที่โดนเซียวจั้นถลึงตาใส่ เอ่ยยิ้มๆ พลางตบหน้าผากเป็นเชิง‘ตำหนิตนเอง’ทว่าแววเสียดสีในสายตาคู่นั้นกลับมิได้อำพรางสักเท่าไร

“พี่เซียวเหยียน นั่งตรงนี้เถอะ”สุ้มเสียงอ่อนใสของสาวน้อย พลันดังขึ้นกลางโถงใหญ่

ผู้อาวุโสทั้งสามผงะนิดหนึ่ง เบนสายตามาทางเซียวซวินเอ๋อร์ที่นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่ง ริมฝีปากขยับเบาๆ ถึงกับไม่กล้าเปล่งเสียงพูดจา

ที่มุมหนึ่งของโถงใหญ่ เซียวซวินเอ๋อร์แย้มยิ้มเมื่อปิดหนังสือเล่มหนาในมือ เซียวเหยียนลังเลเล็กน้อย ถูจมูกผงกศีรษะขึ้นลง จากนั้นเดินตรงไปท่ามกลางสายตาริษยาของหนุ่มๆ มากมาย นั่งลงติดกับนาง

“เจ้าช่วยกู้หน้าให้ข้าอีกแล้ว”สูดกลิ่นกายหอมจางของสาวน้อยข้างตัว เซียวเหยียนยิ้มบอกเบาๆ

เซียวซวินเอ๋อร์ระบายยิ้ม บนดวงหน้าปรากฏลักยิ้มน่าเอ็นดู ปลายนิ้วเรียวเล็กเริ่มพลิกเปิดหนังสือโบราณในมือเล่มนั้นอีกครั้ง อายุยังเยาว์กลับมีสุนทรียภาพอันชาญฉลาดชนิดหนึ่ง

ขนตาที่งอนยาวกระพือไปตามหน้าหนังสือได้อึดใจ เซียวซวินเอ๋อร์พลันเอ่ยเสียงขรึม “พี่เซียวเหยียนไม่ได้นั่งข้างซวินเอ๋อร์ตามลำพังมาสามปีแล้วกระมัง?”

“เอ่อ...เวลานี้ซวินเอ๋อร์เป็นอัจฉริยะของตระกูลไปแล้ว อยากมีเพื่อนไยมิใช่ง่ายดายมาก”เห็นเสี้ยวหน้านวลเนียนที่เจือรอยตัดพ้ออยู่บ้าง เซียวเหยียนยิ้มแห้งเมื่อกล่าว

“ตอนที่ซวินเอ๋อร์สี่ขวบถึงหกขวบ ทุกคืนจะมีคนย่องเข้ามาในห้อง จากนั้นใช้ท่าฝ่ามือที่เงอะงะชนิดหนึ่งและปราณยุทธ์ที่ไม่ลึกล้ำ หล่อเลี้ยงบำรุงกระดูกและเส้นลมปราณให้ข้า ทุกครั้งล้วนทำจนตัวเองเหงื่อไหลเป็นน้ำ ค่อยจากไปอย่างอ่อนเพลีย พี่เซียวเหยียน ท่านว่า เขาคนนั้นเป็นใคร” ซวินเอ๋อร์เงียบงันอยู่นาน พลันผินหน้ามายิ้มหวานกับเซียวเหยียน แววตาที่ไม่เหมือนใครของสาวน้อยทำให้พวกหนุ่มน้อยโดยรอบสองตาแพรวพราว

“แค่ก...ข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไร เด็กขนาดนั้น พวกเรายังคลานเล่นบนพื้นอยู่เลย” ใจเต้นโครม เซียวเหยียนหัวร่อสองคำ แล้วรีบเบนสายตาไปยังกลางโถงอย่างร้อนตัว

“คิกๆ” เห็นปฏิกิริยาของเซียวเหยียน เรียวปากน้อยๆ ของเซียวซวินเอ๋อร์ผุดยิ้มละมุน ย้ายสายตากลับไปที่หนังสือ ปากขมุบขมิบคล้ายพึมพำกับตัวเอง “แม้ทราบว่าเขาปรารถนาดี แต่จะอย่างไรซวินเอ๋อร์ก็เป็นเด็กหญิง ถ้าซวินเอ๋อร์หาคนผู้นั้นเจอ ฮึ…”

มุมปากฉีกยิ้มเล็กน้อย เซียวเหยียนร้อนตัวอยู่บ้าง ตามองจมูก จมูกมองใจ ไม่พูดไม่จา

 

บทที่2 สำนักม่านเมฆา

กลางโถงใหญ่ เซียวจั้นและผู้อาวุโสสามท่าน กำลังสนทนากับผู้สูงวัยแปลกหน้าท่านนั้นอย่างกระตือรือร้น แต่ผู้สูงวัยท่านนี้คล้ายมีสิ่งใดที่ยากเอ่ยกระนั้น ทุกครั้งเมื่อคำพูดถึงปากล้วนจะกลืนกลับลงไปอย่างอ่อนใจ และทุกครั้งสาวน้อยงามระหงทางด้านข้างเป็นต้องถลึงตาใส่ผู้สูงวัยแวบหนึ่งอย่างเหลืออด

รับฟังได้ครู่หนึ่ง เซียวเหยียนส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย

“พี่เซียวเหยียน ท่านทราบหรือไม่พวกเขาเป็นใคร” ขณะเซียวเหยียนเบื่อจัดจนสัปหงก ซวินเอ๋อร์ด้านข้างใช้นิ้วพลิกเปิดหน้าหนังสือเก่าแก่อีกครั้ง ยิ้มถามโดยไม่เบนสายตา

“เจ้ารู้?” เหลียวหน้ามาด้วยความฉงน เซียวเหยียนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

“เห็นกระบี่เงินลายเมฆาที่ชายแขนเสื้อของพวกเขาหรือไม่” ซวินเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ

“โอ?” ใจกระตุกวูบ สายตาเซียวเหยียนจับจ้องปลายแขนเสื้อของทั้งสาม พบว่ามีกระบี่เงินลายเมฆาอยู่จริง

“พวกเขาเป็นคนของสำนักม่านเมฆา?” เซียวเหยียนพึมพำอัศจรรย์ใจ

แม้มิได้ออกไปสะสมประสบการณ์ภายนอก แต่เซียวเหยียนเคยเห็นข้อมูลเกี่ยวกับสำนักกระบี่แห่งนี้จากในหนังสือมาบ้าง

เมืองที่บ้านตระกูลเซียวตั้งอยู่มีชื่อว่าเมืองอูถ่าน เมืองอูถ่านอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิเจียหม่า ถึงแม้เมืองนี้อยู่ติดเทือกเขาสัตว์อสูรและติดอันดับเมืองใหญ่ของจักรวรรดิเจียหม่า หากก็จัดอยู่ท้ายแถวเท่านั้น

ตระกูลของเซียวเหยียนมีอิทธิพลในเมืองอูถ่านพอสมควร ทว่ากลับมิใช่ครองอำนาจแต่ผู้เดียว ในเมืองนี้ยังมีอีกสองตระกูลซึ่งทรงอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเซียว สามฝ่ายห้ำหั่นทั้งที่ลับที่แจ้งมาหลายสิบปี ยังคงไม่อาจชี้วัดต่ำสูงได้

หากกล่าวว่าตระกูลเซียวคือหนึ่งในจอมอิทธิพลของเมืองอูถ่าน เช่นนั้นสำนักม่านเมฆาที่เซียวเหยียนพูดถึง อาจบางทีสมควรกล่าวว่าเป็นจอมอิทธิพลของทั้งจักรวรรดิเจียหม่า! ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนี้ประหนึ่งสองฟากฝั่งคลอง  มิน่าเล่า แม้แต่ท่านพ่อที่ปกติเคร่งขรึม ยามนี้ยังพูดจาด้วยน้ำเสียงยำเกรง

“พวกเขามาทำอะไรที่ตระกูลเรา” เซียวเหยียนกระซิบถามเสียงฉงน

ปลายนิ้วเรียวที่เคลื่อนขยับชะงักเล็กน้อย ซวินเอ๋อร์นิ่งเงียบอึดใจหนึ่งจึงกล่าว “อาจเกี่ยวข้องกับพี่เซียวเหยียน…”

“ข้า? ข้าไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับพวกเขานี่” สดับวาจา เซียวเหยียนแปลกใจ ส่ายหน้าปฏิเสธ

“ทราบหรือไม่สาวน้อยคนนั้นชื่อว่าอะไร”ซวินเอ๋อร์กวาดมองดรุณีสวยสง่าด้านตรงข้ามแวบหนึ่งอย่างชืดชา

“ชื่ออะไร”หัวคิ้วขมวดมุ่น เซียวเหยียนซักไซ้

“น่าหลันเยียนหราน!”ใบหน้าซวินเอ๋อร์ผุดแววประหลาดเมื่อชำเลืองเซียวเหยียนที่ตัวแข็งค้าง

“น่าหลันเยียนหราน? หลานสาวของน่าหลันเจี๋ยแม่ทัพใจสิงห์แห่งจักรวรรดิเจียหม่า น่าหลันเยียนหราน? คู่หมั้นของข้าที่หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่อยู่ในท้อง?” เซียวเหยียนกล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ

“ตอนนั้นท่านปู่เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับน่าหลันเจี๋ย ประจวบกับท่านและน่าหลันเยียนหรานเกิดพร้อมกันพอดี ดังนั้นท่านผู้เฒ่าทั้งสองจึงกำหนดเรื่องหมั้นหมายนี้ขึ้น แต่เสียดาย ปีที่สามหลังจากท่านเกิด ท่านปู่ก็สู้ศึกกับศัตรูจนตัวตาย เวลาผันผ่านนานเข้า ความสัมพันธ์ของตระกูลเซียวและตระกูลน่าหลันจึงจืดจางลง…”

ซวินเอ๋อร์หยุดนิดหนึ่ง มองดูดวงตาเบิกกว้างของเซียวเหยียน อดหัวเราะเบาๆ มิได้ ก่อนพูดต่อ “น่าหลันเจี๋ยคนนี้ไม่เพียงนิสัยหยิ่งทะนง ซ้ำยังเป็นผู้ยึดมั่นในคำสัญญายิ่งชีพ เรื่องหมั้นหมายในตอนนั้นเป็นเขารับปากด้วยตนเอง ดังนั้นต่อให้ระยะนี้ชื่อเสียงของพี่เซียวเหยียนตกต่ำ เขาก็ไม่เคยส่งคนมาขอถอนหมั้น”

“ตาแก่นี่นับว่าหยิ่งทะนงได้น่ารักมาก…” ฟังถึงตรงนี้ เซียวเหยียนอดหัวเราะส่ายหน้ามิได้

“น่าหลันเจี๋ยมีสิทธิ์ขาดในตระกูล วาจาของเขาโดยปกติไม่มีใครกล้าคัดค้าน แม้เขาจะรักน่าหลันเยียนหรานหลานสาวคนนี้มาก แต่หากจะให้เอ่ยปากยกเลิกการหมั้นหมาย กลับยากเย็นอยู่บ้าง” ดวงเนตรสวยซึ้งของซวินเอ๋อร์เป็นเส้นโค้งเล็กน้อยเมื่อกล่าวกระเซ้า “ทว่าก่อนหน้านี้ห้าปี น่าหลันเยียนหรานถูกเจ้าสำนักม่านเมฆาหยุนยุ่นรับเข้าเป็นศิษย์ ช่วงห้าปีนี้ น่าหลันเยียนหรานแสดงออกถึงพรสวรรค์ด้านพลังยุทธ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งส่งให้หยุนยุ่นรักเอ็นดูนางไม่คลาย เมื่อคนผู้หนึ่งมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตนเอง นางจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดทิ้งซึ่งสิ่งไม่พึงประสงค์ของตน และโชคร้าย เรื่องแต่งงานของพี่เซียวเหยียนกับนางก็คือจุดที่ทำให้นางไม่พอใจที่สุด”

“เจ้าหมายความว่า ครั้งนี้นางมายกเลิกสัญญาหมั้น?”

สีหน้าแปรเปลี่ยน โทสะขุมหนึ่งทะลักขึ้นในใจเซียวเหยียน แรงโทสะนี้หาใช่เป็นเพราะน่าหลันเยียนหรานสบประมาทเขา กล่าวตามสัตย์ สาวน้อยด้านตรงข้ามแม้งดงามเฉิดฉาย แต่ถึงจะแต่งงานกับนางไม่สำเร็จ อย่างมากเซียวเหยียนก็แค่เสียใจอยู่บ้าง แต่หากนางขอยกเลิกสัญญาหมั้นกับท่านพ่อตนต่อหน้าผู้คนเต็มโถง เช่นนั้นท่านพ่อในฐานะประมุขตระกูลไยมิใช่เสียหน้าใหญ่หลวงแล้ว

น่าหลันเยียนหรานไม่เพียงรูปโฉมงดงาม ฐานะสูงส่ง ซ้ำยังมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ไม่ว่าใครเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ย่อมจะคิดว่าเขาเซียวเหยียนคือคางคกริอ่านจะกินเนื้อห่านฟ้า กลับถูกห่านฟ้าเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า…

เช่นนี้แล้ว วันหน้าไม่เพียงแต่เซียวเหยียน ต่อให้บิดาเขาก็จะกลายเป็นตัวตลกของผู้อื่น สูญสิ้นเกียรติยศศักดิ์ศรี

สูดไอเย็นเบาๆ คำหนึ่ง ฝ่ามือของเซียวเหยียนที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อม้วนกำจนแน่น ‘หากตอนนี้ตนเป็นคุรุยุทธ์คนหนึ่ง ใครยังกล้าย่ำยีถึงเพียงนี้

แน่นอน หากเวลานี้เซียวเหยียนมีพลังฝีมือระดับคุรุยุทธ์ เช่นนั้นต่อให้น่าหลันเยียนหรานมีสำนักม่านเมฆาหนุนหลัง ก็ไม่มีทางกระทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้ออกมา คุรุยุทธ์ที่วัยเพียงสิบห้าขวบ ในประวัติศาสตร์ของมหาพิภพโต้วชี่หลายปีมานี้มีอยู่นับคนได้ และไม่กี่คนนี้ต่างกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงการฝึกปราณยุทธ์ไปแล้ว

มือเนียนนุ่มข้างหนึ่งลอดผ่านแขนเสื้อออกมา กดบนมือที่กำแน่นของเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์เอ่ยเสียงละมุน “พี่เซียวเหยียน หากนางทำเช่นนี้จริงก็เป็นความสูญเสียของนางเท่านั้น ซวินเอ๋อร์เชื่อว่า ภายหน้านางจะต้องสำนึกเสียใจเพราะสายตาคับแคบของนางในวันนี้แน่”

“สำนึกเสียใจ?”แค่นหัวเราะ เซียวเหยียนเผยสีหน้าเยาะหยันตนเอง “ข้าในตอนนี้มีความสามารถเช่นนั้นหรือ?”

“ซวินเอ๋อร์ ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักพวกเขาดี สิ่งที่เจ้าเคยพูดก่อนหน้านี้ อาจบางทีแม้แต่ท่านพ่อข้าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร” โบกมือไปมาเบาๆ เซียวเหยียนเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

ซวินเอ๋อร์ผงะ กลับอมยิ้มไม่ตอบ

เซียวเหยียนได้แต่เบะปากอย่างอ่อนใจ ซวินเอ๋อร์แม้แซ่เซียว แต่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขาแม้แต่น้อย รวมทั้งบิดามารดาของซวินเอ๋อร์ เซียวเหยียนก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน ทุกครั้งที่เขาถามถึงเรื่องนี้กับท่านพ่อ ท่านพ่อที่ใบหน้าแย้มยิ้มจะเปลี่ยนเป็นปิดปากเงียบทันที ชัดเจนว่าบิดามารดาของซวินเอ๋อร์คือสิ่งต้องห้าม ถึงขนาด...น่ากลัว! ในใจของเซียวเหยียน ฐานะของซวินเอ๋อร์เป็นความลับสุดยอด แต่ไม่ว่าเขาจะหลอกถามอย่างไร แม่สาวน้อยคนนี้ก็ใช้ความเงียบงันอันชาญฉลาดมารับมือ ทำเอาเซียวเหยียนหมดสิ้นวิธีการ

“เฮ่อ ช่างเถอะ คร้านจะตอแยเจ้า ไม่พูดก็แล้วไป” ส่ายศีรษะไปมา สีหน้าเซียวเหยียนพลันเคร่งขรึมลง เพราะภายใต้การขยิบตาไม่หยุดของน่าหลันเยียนหรานฝั่งตรงข้าม ผู้สูงวัยท่านนั้นผุดลุกขึ้นในที่สุด

เฮอะๆ อาศัยบารมีสำนักม่านเมฆามาข่มท่านพ่อหรือ? น่าหลันเยียนหราน เจ้าเล่ห์ไม่เบาจริงๆ’เสียงเยาะหยันโกรธๆ ดังขึ้นในใจเซียวเหยียน

“แค่ก” ผู้สูงวัยชุดขาวกระแอมคำหนึ่ง ลุกยืนประสานมือต่อเซียวจั้น ยิ้มกล่าว “ประมุขตระกูลเซียว พวกเรามาเยือนตระกูลท่านในครั้งนี้ ที่สำคัญคือมีเรื่องขอร้อง”

“ท่านเก่อเย่ มีเรื่องอะไรเชิญกล่าวเต็มที่ หากสามารถกระทำได้ ตระกูลเซียวย่อมไม่บ่ายเบี่ยง” สำหรับผู้เฒ่าท่านนี้ เซียวจั้นกลับมิกล้าเสียมารยาท รีบลุกขึ้นกล่าวน้ำเสียงเกรงใจ แต่เพราะไม่ทราบอีกฝ่ายจะขอร้องเรื่องใด ดังนั้นได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้

“ไม่ทราบประมุขตระกูลเซียวรู้จักนางหรือไม่” เก่อเย่ระบายยิ้ม ชี้ไปที่สาวน้อยด้านข้างพลางเอ่ยถาม

“เอ่อ...อภัยที่เซียวจั้นสายตาฝ้าฟาง คุณหนูท่านนี้…”เซียวจั้นชะงักกึก พินิจสาวน้อยขึ้นๆ ลงๆ ก่อนสั่นหน้าอย่างเก้อเขิน

ปีนั้นขณะน่าหลันเยียนหรานถูกหยุนยุ่นรับเป็นศิษย์ วัยเพียงสิบขวบ ฝึกวิชาอยู่ในสำนักม่านเมฆาเป็นเวลาห้าปี ดังคำว่าสตรีเติบใหญ่ยิ่งงามงด หลายปีไม่พบพาน เซียวจั้นย่อมไม่ทราบสาวน้อยตรงหน้าก็คือลูกสะใภ้ในนามของตนเอง

“แค่ก...ชื่อของนางคือน่าหลันเยียนหราน”

“น่าหลันเยียนหราน? หลานสาวของท่านผู้เฒ่าน่าหลัน?” เซียวจั้นตื่นตะลึงก่อน ตามด้วยสีหน้าลิงโลด คงเพราะจดจำเรื่องในอดีตได้แล้ว ยามนั้นจึงผุดยิ้มอ่อนโยนต่อสาวน้อย “ที่แท้ก็หลานน่าหลันนั่นเอง อาเซียวไม่เจอหน้าเจ้าหลายปีแล้ว อย่าถือสาสายตาคนแก่เลย”

เห็นภาพตรงหน้า ทุกคนตะลึงเล็กน้อย ผู้อาวุโสทั้งสามต่างสบตากันแวบหนึ่ง หัวคิ้วอดขมวดมิได้

“ท่านอาเซียว หลานไม่เคยมาเยี่ยมคารวะ ที่ต้องขอโทษควรเป็นข้าต่างหาก ไหนเลยกล้าตำหนิท่านอาได้” น่าหลันเยียนหรานยิ้มหวาน

“เฮอะๆ หลานน่าหลัน ก่อนนี้เคยได้ยินว่าท่านหยุนยุ่นรับเจ้าเป็นศิษย์ ตอนนั้นยังเข้าใจว่าเป็นข่าวลือ คิดไม่ถึงกลับเป็นเรื่องจริง หลานช่างมีพรสวรรค์เยี่ยมยอดโดยแท้” เซียวจั้นเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม

“เยียนหรานเพียงวาสนาดีเท่านั้น” ยิ้มอ่อนๆ น่าหลันเยียนหรานออกจะลำบากใจกับความกระตือรือร้นของเซียวจั้น มือที่ใต้โต๊ะจึงกระตุกเก่อเย่ด้านข้างเบาๆ

“เฮอะๆ ประมุขตระกูลเซียว เรื่องที่ข้าจะขอร้องในวันนี้ก็เกี่ยวข้องกับเยียนหราน อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นท่านเจ้าสำนักเอ่ยปากด้วยตนเอง…” เก่อเย่กล่าวกลั้วหัวเราะ เมื่อเอ่ยถึงคำ ‘เจ้าสำนัก’สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้น

สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เซียวจั้นเก็บงำรอยยิ้มเช่นกัน หยุนยุ่นเจ้าสำนักม่านเมฆาเป็นบุคคลสำคัญของจักรวรรดิเจียหม่า ตนซึ่งเป็นแค่ประมุขตระกูลตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่มีคุณสมบัติไปขัดใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ทว่าด้วยอิทธิพลอำนาจของเจ้าสำนักม่านเมฆา จะมีเรื่องอะไรที่ต้องให้ตระกูลเซียวช่วยเหลือ เก่อเย่บอกว่าเกี่ยวข้องกับหลานน่าหลัน หรือว่า…

นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง มุมปากของเซียวจั้นพลันกระตุก ฝ่ามือใหญ่หนาสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ดีที่มีแขนเสื้อบดบัง ดังนั้นจึงไม่ถูกพบเห็น กล้ำกลืนเพลิงโทสะในใจลงไป สุ้มเสียงเซียวจั้นค่อนข้างสั่นเมื่อเอ่ย “ท่านเก่อเย่ เชิญกล่าว!”

“แค่ก…” แววประหม่าปรากฏขึ้นบนหน้าเก่อเย่ ทว่าคำนึงถึงความรักเอ็นดูที่เจ้าสำนักมีต่อน่าหลันเยียนหราน ได้แต่กัดฟันยิ้มกล่าว “ประมุขตระกูลเซียว ท่านก็ทราบ สำนักม่านเมฆามีกฎระเบียบเข้มงวด บวกกับท่านเจ้าสำนักคาดหวังในตัวเหยียนหรานค่อนข้างสูง เวลานี้เรียกได้ว่าอบรมบ่มเพาะนางให้เป็นเจ้าสำนักคนถัดไปด้วยซ้ำ และก็เพราะข้อกำหนดบางอย่าง ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักก่อนจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ล้วนไม่อาจมีความพัวพันกับบุรุษ...หลังจากท่านเจ้าสำนักได้สอบถามเยียนหราน ทราบว่านางมีสัญญาหมั้นหมายอยู่กับตระกูลเซียว ดังนั้น...ดังนั้นท่านเจ้าสำนักจึงหวังว่าประมุขตระกูลเซียว จะ...จะยกเลิกสัญญาหมั้นนี้”

เปรี๊ยะ! ถ้วยหยกในมือเซียวจั้น แหลกละเอียดเป็นผุยผง

กลางโถงเงียบสงัด ผู้อาวุโสสามท่านด้านบนตื่นตระหนกกับคำพูดของเก่อเย่เช่นกัน ทว่าอึดใจถัดมา สายตาที่พวกเขาหันมองเซียวจั้นถึงกับเพิ่มแววเยาะหยันและถากถาง  ‘หึๆ ถูกคนบังคับให้ยกเลิกสัญญาหมั้นถึงบ้าน ดูทีว่าประมุขตระกูลอย่างเจ้า ต่อไปยังมีศักดิ์ศรีอะไรมาปกครองคนในตระกูล

สมาชิกรุ่นเยาว์บางส่วนไม่ทราบเรื่องสัญญาหมั้นของเซียวเหยียนกับน่าหลันเยียนหราน ทว่าหลังจากแอบถามจากบิดามารดาด้านข้าง พวกเขาพลันรู้สึกภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสนุกเร้าใจขึ้นมา ส่งสายตาเหยียดเยาะไปทางเซียวเหยียนตรงมุมห้อง

เห็นสีหน้าเครียดเคร่งสุดขีดของเซียวจั้น น่าหลันเยียนหรานไม่กล้าเงยหน้า นิ้วมือเกี่ยวกันแน่น

“ประมุขตระกูลเซียว ข้าทราบคำขอร้องนี้ออกจะสร้างความลำบากใจเกินไป แต่ได้โปรดเห็นแก่หน้าท่านเจ้าสำนัก ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายเสียเถอะ” ทอดถอนอ่อนใจ เก่อเย่เอ่ยขึ้นชืดๆ

เซียวจั้นกำหมัดแน่น ปราณยุทธ์สีเขียวจาง แผ่ปกคลุมเรือนกายช้าๆ สุดท้ายถึงกับรวมตัวบนใบหน้า กลายเป็นหัวสิงห์ที่เลือนลางหัวหนึ่ง สุดยอดเคล็ดวิชาตระกูลเซียว : สิงห์คลั่งวายุเดือด! ระดับชั้น : ชั้นนิล ขั้นกลาง!

เห็นปฏิกิริยาของเซียวจั้น สีหน้าเก่อเย่ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา เรือนร่างขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าน่าหลันเยียนหราน สองมืององุ้มประดุจกรงเล็บเหยี่ยว ปราณยุทธ์สีเขียวเวียนวนเหนือกรงเล็บ แผ่ซ่านรังสีกระบี่ที่เล็กละเอียดแต่เฉียบคม สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักม่านเมฆา กระบี่ไม้เขียว! ชั้นนิล ขั้นต้น!

พริบตาถัดมา พวกหนุ่มสาวในโถงใหญ่ที่พลังฝีมือไม่กล้าแข็ง ต่างหน้าซีดขาว โพรงอกจุกแน่นขึ้นมาทันที

ขณะที่เสียงหายใจของเซียวจั้นถี่รัวขึ้น เสียวตวาดของผู้อาวุโสสามท่านพลันดังกระหึ่มกลางโถงใหญ่ประหนึ่งอสุนีบาต

“เซียวจั้น ยังไม่หยุดมือ! เจ้าอย่าได้ลืมว่าตัวเองเป็นประมุขตระกูลเซียว”

ร่างแข็งค้างทันใด ปราณยุทธ์บนกายเซียวจั้นค่อยๆ ถ่ายถอน กระทั่งสลายไปในที่สุด

นั่งกระแทกกลับไปบนเก้าอี้ เซียวจั้นจ้องมองน่าหลันเยียนหรานที่ก้มหน้าเงียบอย่างเย็นชา น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “หลานน่าหลัน ช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ตระกูลน่าหลันมีธิดาเยี่ยงเจ้า เป็นที่อิจฉาของผู้คนจริงๆ”

เรือนร่างอรชรสะท้านขึ้นเบาๆ น่าหลันเยียนหรานพึมพำ “ท่านอาเซียว…”

“ฮึ เรียกข้าประมุขตระกูลเซียวก็พอ คำว่าท่านอา เกรงว่าข้าคงแบกรับไม่ไหว เจ้าเป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักม่านเมฆา ภายหน้าก็คือผู้ทรงอิทธิพลแห่งมหาพิภพโต้วชี่ เหยียนเอ๋อร์บ้านข้าเป็นเพียงชนชั้นสามัญ ไม่คู่ควรกับเจ้าจริงๆ…” โบกมืออย่างเฉื่อยชา เซียวจั้นกล่าวน้ำเสียงกระด้าง

“ขอบคุณประมุขตระกูลเซียวที่เข้าใจ” พอฟัง เก่อเย่ด้านข้างปรีดาใหญ่ ยิ้มเจื่อนต่อเซียวจั้น “ประมุขตระกูลเซียว ท่านเจ้าสำนักตระหนักดี คำขอร้องในวันนี้ค่อนข้างเสียมารยาท ดังนั้นให้ข้านำของขวัญมาให้เป็นพิเศษ ถือเป็นการขอขมา!”

กล่าวพลาง เก่อเย่ยื่นมือลูบคลำแหวนวงหนึ่งบนนิ้ว กล่องหยกโบราณสีเขียวปลอดใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ...

เขาเปิดฝาอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมหอบหนึ่งตลบฟุ้งทั่วโถง ผู้สูดดมต่างรู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้นมาทันที

ผู้อาวุโสสามท่านยืดคออกมาอย่างใคร่รู้ เพ่งมองภายในกล่องหยก ร่างพลันสะท้านเฮือก อุทานอย่างตื่นเต้น “โอสถผนึกปราณ?”

ในกล่องโบราณ ยาเม็ดขนาดเท่าดวงตามังกรสีเขียวสดเม็ดหนึ่งกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ และกลิ่นหอมยวนใจหอบนั้นก็ลอยออกมาจากยาเม็ดนี้นั่นเอง

ในมหาพิภพโต้วชี่ ใคร่จะกลายเป็นนักยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่ง ก่อนอื่นจำเป็นต้องหลอมรวมปราณแห่งยุทธ์ในกาย และการหลอมรวมปราณแห่งยุทธ์กลับมีอัตราการล้มเหลวค่อนข้างสูง หลังความล้มเหลว ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้าก็จะลดเหลือช่วงที่แปด บางคนที่โชคไม่ดีนักอาจต้องรวบรวมเกินกว่าสิบครั้งจึงสามารถบรรลุผล และการรวบรวมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ก็จะทำให้สูญเสียช่วงเวลาฝึกยุทธ์ที่ดีที่สุดไป

โอสถผนึกปราณ สรรพคุณของมันก็คือสามารถทำให้ผู้มีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้าคนหนึ่งรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์ได้สำเร็จแบบเต็มร้อย

สรรพคุณพิเศษชนิดนี้ ทำให้ผู้ที่อยากขึ้นสู่ระดับนักยุทธ์โดยเร็วที่สุดจำนวนมาก ต่างกลืนน้ำลายด้วยความอยากได้มาครอบครองใจจะขาด

กล่าวถึงโอสถผนึกปราณ ย่อมไม่อาจไม่กล่าวถึงเจ้าของผู้จัดสร้างมันขึ้นมา : นักปรุงโอสถ! บนมหาพิภพโต้วชี่ มีอาชีพหนึ่งซึ่งอยู่เหนือนักยุทธ์ ผู้คนขนานนามพวกเขาว่านักปรุงโอสถ

นักปรุงโอสถ เห็นชื่อกระจ่างความหมาย พวกเขาสามารถหลอมกลั่นโอสถวิเศษที่ยกระดับพลังฝีมือนานาชนิดได้ ไม่ว่านักปรุงโอสถคนใด ต่างจะถูกผู้ทรงอิทธิพลทั่วสารทิศรุมซื้อตัวแบบชนิดทุ่มไม่อั้น ฐานะของพวกเขาเกริกเกียรติถึงที่สุด!

นักปรุงโอสถสามารถเป็นที่ต้องการปานนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับคุณประโยชน์และปริมาณอันน้อยนิดของพวกเขา ใคร่จะกลายเป็นนักปรุงโอสถคนหนึ่ง เงื่อนไขโหดร้ายพิสดาร

ประการแรก จำเป็นต้องมีร่างกายธาตุไฟ ขณะเดียวกัน ในธาตุไฟนั้นยังต้องปะปนด้วยพลังธาตุไม้สายหนึ่ง เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขณะหลอมกลั่นยา

พึงทราบว่า ธาตุประจำตัวของแต่ละคนในมหาพิภพโต้วชี่ ขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณของพวกเขา จิตวิญญาณดวงหนึ่งเพียงประกอบด้วยธาตุชนิดหนึ่งตลอดกาล เป็นไปไม่ได้ที่จะมีธาตุอื่นผสมอยู่

ดังนั้น ร่างกายหนึ่งร่างกายมีธาตุที่แข็งอ่อนไม่เท่ากันสองชนิด โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้

แน่นอน บนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดไร้ข้อยกเว้น ในคนแสนล้านอย่างไรต้องมีจิตวิญญาณที่ผิดแผกแตกต่างอยู่บ้าง และคนที่มีจิตวิญญาณพิเศษเหล่านี้ ก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นนักปรุงโอสถคนหนึ่ง

ทว่า แค่มีจิตวิญญาณธาตุไฟผสมไม้ยังคงไม่สามารถเป็นนักปรุงโอสถที่แท้จริงได้ เพราะเงื่อนไขสำคัญซึ่งขาดไม่ได้เช่นกันอีกประการหนึ่งของนักปรุงโอสถ ก็คือญาณสัมผัส! หรือเรียกว่าพลังการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ

หลอมกลั่นโอสถ เงื่อนไขสำคัญที่สุดสามประการ : วัตถุดิบ เชื้อเพลิง ญาณสัมผัส

วัตถุดิบ แน่นอนก็คือสิ่งล้ำค่านานาชนิด นักปรุงโอสถมิใช่เทพเจ้า ปราศจากวัตถุดิบชั้นเลิศ พวกเขาก็ยากจะปรุงโอสถได้ ดังนั้น วัตถุดิบที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก

เชื้อเพลิง หรือก็คือเปลวไฟที่จำเป็นต้องใช้ขณะปรุงยา การหลอมกลั่นโอสถไม่อาจใช้ไฟทั่วไป จำเป็นต้องใช้เปลวเพลิงปราณยุทธ์ที่สร้างขึ้นโดยปราณยุทธ์ธาตุไฟ

แน่นอน บนโลกยังเกลื่อนกลาดไปด้วยไฟวิเศษ นักปรุงโอสถที่ฝีมือแก่กล้าบางคนก็สามารถนำมาใช้สอยได้ การใช้ไฟวิเศษเหล่านี้มากลั่นยา ไม่เพียงเพิ่มอัตราความสำเร็จให้สูงขึ้น นอกจากนั้นโอสถที่กลั่นออกมายังมีฤทธิ์เข้มข้นและรุนแรงกว่าโอสถที่กลั่นขึ้นจากเปลวเพลิงปราณยุทธ์ทั่วไปอีกด้วย

เนื่องจากการปรุงยาเป็นเรื่องที่ใช้เวลายาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงสิ้นเปลืองปราณยุทธ์อย่างยิ่ง นักปรุงโอสถที่โดดเด่นคนหนึ่ง จึงต้องเป็นนักยุทธ์ที่ฝีมือเก่งฉกาจคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน

เงื่อนไขประการสุดท้าย ก็คือพลังการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ หรือญาณสัมผัส

ขณะหลอมกลั่นยา ขนาดของกำลังไฟคือสิ่งสำคัญที่สุด บางครั้งแค่ไฟแรงไปเล็กน้อย ยาทั้งเตาอาจกลายเป็นเถ้าธุลี ส่งผลให้ล้มเหลวกลางคัน ดังนั้น การควบคุมกำลังไฟคือสิ่งที่นักปรุงโอสถจำเป็นต้องศึกษา

ทว่า ใคร่จะควบคุมกำลังไฟให้เหมาะสม นั่นจำเป็นต้องมีญาณสัมผัสที่แข็งแกร่ง หากขาดจุดนี้ไป ต่อให้เงื่อนไขสองประการข้างต้นดีเลิศปานใดก็ไร้ความหมาย

ภายใต้เงื่อนไขที่โหดร้ายนานัปการเหล่านี้ คนที่มีคุณสมบัติกลายเป็นนักปรุงโอสถ แน่นอนว่าน้อยนิดประดุจขนหงสาเกล็ดมังกร เมื่อนักปรุงโอสถมีน้อย โอสถที่พิสดารพันลึกเหล่านั้นย่อมน้อยตาม สิ่งของจะล้ำค่าเมื่อหายาก ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้นักปรุงโอสถที่สูงศักดิ์เหล่านั้นถึงขนาดมีฐานะที่ผิดมนุษย์มนา

กลางโถง สดับเสียงอุทานของผู้อาวุโสทั้งสาม บรรดาหนุ่มสาวในที่นั้นต่างสองตาเบิกโตขึ้นมา แววตาร้อนแรงแต่ละคู่จ้องเขม็งอยู่ที่กล่องหยกในมือเก่อเย่

เซียวเม่ยซึ่งนั่งอยู่ข้างกายบิดา แลบลิ้นอ่อนนุ่มเลียริมฝีปากแดงเบาๆ จับจ้องกล่องหยกนั้นตาไม่กะพริบ

“เฮอะๆ นี่คือโอสถที่ท่านกู่เหอผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสำนักเราปรุงขึ้นกับมือ คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านผู้เฒ่ามาบ้างกระมัง”เห็นท่าทางเสียกิริยาของผู้อาวุโสทั้งสาม เก่อเย่นึกกระหยิ่มในใจขณะยิ้มกล่าว

“ยานี้ถึงกับปรุงโดยราชาโอสถกู่เหอ?”สดับวาจา ผู้อาวุโสทั้งสามถึงกับตะลึงลาน

ราชาโอสถกู่เหอ เป็นผู้มีบารมีสูงในจักรวรรดิเจียหม่า ฝีมือปรุงยาลึกล้ำสุดหยั่ง ผู้แกร่งกล้านับไม่ถ้วนปรารถนาพบพานตีสนิท ต่างไร้หนทางเข้าหา

กู่เหอไม่เพียงมีฝีมือปรุงยาลึกล้ำ พลังฝีมือยังเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์แต่นานแล้ว โดยติดอันดับหนึ่งในสิบผู้แกร่งกล้าแห่งจักรวรรดิเจียหม่า

ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ โอสถผนึกปราณที่ปรุงออกมาจากมือเขา เกรงว่ามูลค่าคงทวีคูณ

ผู้อาวุโสทั้งสามจ้องมองโอสถผนึกปราณในกล่องหยกด้วยรอยยิ้มกริ่ม หากตระกูลเซียวมีโอสถผนึกปราณเม็ดนี้ ต้องสามารถสร้างนักยุทธ์รุ่นเยาว์ขึ้นมาได้อีกคนหนึ่งแน่

ขณะผู้อาวุโสทั้งสามกำลังขบคิดว่าจะทำเช่นไรให้โอสถวิเศษนี้ตกอยู่ในมือบุตรหลานตนเอง สุ้มเสียงชืดๆ ที่ข่มกลั้นโทสะของหนุ่มน้อยพลันก้องดังขึ้นกลางโถง

“ท่านผู้เฒ่าเก่อเย่ ท่านนำโอสถกลับไปเถอะ เรื่องในวันนี้ พวกเราคงไม่รับปาก”

โถงใหญ่เงียบกริบ สายตาทั้งหมดเคลื่อนมายังร่างเซียวเหยียนที่เชิดหน้าหล่อเหลาอยู่ตรงมุมห้อง

“เซียวเหยียน ที่นี่ไหนเลยมีที่ทางให้เจ้าพูดจา หุบปากเดี๋ยวนี้”สีหน้าเคร่งจัด ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตวาดดุ

“เซียวเหยียน ข้ารู้ว่าเจ้าคับข้องใจ แต่ในที่นี้พวกเราคือผู้ตัดสินใจ” สุ้มเสียงค่อนข้างชราภาพอีกเสียงหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา

“ผู้อาวุโสทั้งสาม หากคนที่พวกเขาขอถอนหมั้นคือบุตรหลานของพวกท่าน พวกท่านยังจะกล่าวเช่นนี้หรือไม่” เซียวเหยียนลุกยืนเนิบช้า มุมปากเจือรอยแดกดัน

ผู้อาวุโสทั้งสามไม่ยี่หระต่อเขานั่นคือสิ่งที่ชัดเจนยิ่ง ดังนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกฝ่ายเช่นกัน

“เจ้า…” สดับวาจา ผู้อาวุโสทั้งสามผงะอึ้ง ถลึงตาดุดัน ปราณยุทธ์แผ่ซ่านรอบกาย

“ผู้อาวุโสทั้งสาม พี่เซียวเหยียนกล่าวไม่ผิด เรื่องนี้ เขาต่างหากคือคู่กรณี พวกท่านอย่าได้วุ่นวายไปด้วยเลย”เส้นเสียงสดใสของสาวน้อยดังขึ้นกลางห้องอย่างชืดชา

สดับวาจาของสาวน้อย อารมณ์ขุ่นมัวของผู้อาวุโสทั้งสามพลันอ่อนแรงลง ต่างสบตากันอย่างจนใจ ก่อนผงกศีรษะ

เห็นผู้อาวุโสทั้งสามท่าทางห่อเหี่ยว เซียวเหยียนเบือนหน้ามานิ่งมองเซียวซวินเอ๋อร์ที่ยิ้มพรายแวบหนึ่ง : แม่สาวน้อย เจ้ามีศักดิ์ฐานะอะไรกันแน่ ไฉนทำให้ผู้อาวุโสทั้งสามกริ่งเกรงปานนี้

สะกดความสงสัยไว้ในใจ เซียวเหยียนสืบเท้าขึ้นหน้า โค้งกายคำนับเซียวจั้นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นหันไปประจันหน้ากับน่าหลันเยียนหราน ผ่อนลมหายใจยาวๆ คำหนึ่งค่อยเอ่ยเสียงราบเรียบ “คุณหนูน่าหลัน ข้าใคร่ถามสักข้อ เรื่องถอนหมั้นในวันนี้ ท่านผู้เฒ่าน่าหลันเห็นชอบหรือไม่”

เมื่อครู่แลเห็นเซียวเหยียนจู่ๆ ส่งเสียงยับยั้ง น่าหลันเยียนหรานนึกเคืองอยู่บ้าง ยามนี้ได้ยินคำถามของเขา เรียวคิ้วยิ่งขมวดมุ่น : คนผู้นี้ ตอนแรกดูแล้วไม่เลว ไฉนกลับเป็นคนน่ารังเกียจที่ตอแยไม่เลิกไปได้ หรือเขาไม่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างสองคน?

นางซึ่งตำหนิเซียวเหยียนในใจ กลับไม่คิดบ้างว่า การขอถอนหมั้นต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทำให้เซียวเหยียนและบิดาของเขาตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและเคืองโกรธปานใด

ลุกยืนขึ้น จ้องมองหนุ่มน้อยตรงหน้าซึ่งเดิมสมควรกลายเป็นสามีตนเอง น่าหลันเยียนหรานเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล “ท่านปู่ไม่เคยรับปาก ทว่านี่เป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา”

“ในเมื่อท่านผู้เฒ่าไม่เคยเอ่ยปาก เช่นนั้นต้องขออภัย บิดาข้าก็ไม่จะไม่รับปากเจ้าเช่นกัน เรื่องแต่งงานในตอนแรกเป็นท่านผู้เฒ่าสองตระกูลตกปากรับคำด้วยตนเอง บัดนี้พวกเขามิได้บอกยกเลิก เช่นนั้นการแต่งงานนี้จึงไม่มีใครกล้ายกเลิก มิฉะนั้นจะเป็นการไม่เคารพต่อญาติผู้ใหญ่! ข้าคิดว่า ภายในตระกูลเราคงไม่มีใครกระทำเรื่องอกตัญญูเช่นนี้ออกมากระมัง” เซียวเหยียนผินหน้าเล็กน้อย ยิ้มเย็นเมื่อจับจ้องผู้อาวุโสทั้งสาม

ถูกเซียวเหยียนกดดันด้วยข้อกล่าวหาเช่นนี้ ผู้อาวุโสทั้งสามพลันไม่กล้าพูดแล้ว ภายใต้กฎตระกูลอันเข้มงวด ความผิดประเภทนี้เพียงพอให้พวกเขาหลุดจากตำแหน่งผู้อาวุโสเลยทีเดียว

“ท่าน…”โดนเซียวเหยียนตอกกลับ น่าหลันเยียนหรานผงะวูบ กลับค้นหาถ้อยคำโต้แย้งไม่เจอ ยามนั้นโมโหจนหน้าเขียว ขยี้เท้าอย่างแรง สูดหายใจลึกคำหนึ่ง คุณหนูใหญ่ผู้ถูกตามใจมาตลอดพลันเดือดดาลขึ้นมา

สายตาชิงชังจับจ้องหนุ่มน้อยตรงหน้า นางซึ่งจิตใจว้าวุ่นจึงประกาศกร้าว “ท่านต้องการอย่างไรจึงยอมยกเลิกสัญญาหมั้น รังเกียจว่าชดเชยน้อยไป? ได้ ข้าจะขอให้อาจารย์เพิ่มโอสถผนึกปราณแก่ท่านอีกสามเม็ด นอกจากนั้น หากท่านยินดี ข้ายังสามารถทำให้ท่านเข้าสำนักม่านเมฆาฝึกเคล็ดวิชาลึกล้ำ เช่นนี้ พอใจแล้วหรือไม่”

สดับข้อแม้ล่อใจแต่ละอย่างที่โพล่งจากปากสาวน้อย ผู้อาวุโสทั้งสามพลันรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำ พวกหนุ่มสาวในห้องโถงยิ่งกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เข้าฝึกวิชาในสำนักม่านเมฆา? สวรรค์ นั่นเป็นความปรารถนาแม้แต่ยามฝันของคนนับไม่ถ้วน!

บอกกล่าวข้อเสนอเหล่านี้จบ น่าหลันเยียนหรานเชิดคางขาวนวล เฝ้ารอคำตอบของเซียวเหยียนอย่างถือดีประดุจเจ้าหญิงองค์หนึ่ง

ในความคิดของนาง ข้อเสนอเหล่านี้เพียงพอทำให้เด็กหนุ่มคนใดก็ตามคลุ้มคลั่ง

ทว่าแตกต่างอยู่บ้างกับการคาดหวังของน่าหลันเยียนหราน หลังนางพูดจบ หนุ่มน้อยตรงหน้ากลับร่างสั่นเทารุนแรง ค่อยๆ เงยศีรษะขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาบัดนี้แลดูดุร้ายจนน่าสะพรึง…

แม้ถูกสบประมาทมาตลอดสามปี แต่เซียวเหยียนถือว่ายังอยู่ในจุดที่พอรับได้ ถ้อยคำที่ประหนึ่งยืนอยู่เหนือมวลชนของน่าหลันเยียนหรานชุดนี้ ราวกับบริจาคทานก็มิปาน พอดีย่ำเหยียบบนศักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่เร้นลึกอยู่ในใจเซียวเหยียนเต็มแรง

“อา…”ตกใจในท่าทีดุดันของเด็กหนุ่ม สาวน้อยถอยกายหนึ่งก้าว ชายหนุ่มรูปงามด้านข้างคนนั้นพลันชักกระบี่ยาว สายตาเยียบเย็นเขม็งมองเซียวเหยียน

“ข้า...อยากจะสับเจ้าเดี๋ยวนี้เลย” แนวฟันสั่นระริก ประโยคที่อาบรังสีสังหารเล็ดลอดออกมา เซียวเหยียนกำหมัดแน่น ลูกตาดำจัดลุกโชนด้วยเพลิงพิโรธ

“เหยียนเอ๋อร์ ห้ามเสียมารยาท”บนตำแหน่งประธาน เซียวจั้นตกใจกับพฤติกรรมของเซียวเหยียนเช่นกัน รีบตวาดห้าม ตระกูลเซียวในเวลานี้ยังไม่อาจล่วงเกินสำนักม่านเมฆา

กำปั้นบีบแน่น เซียวเหยียนก้มศีรษะนิดหนึ่ง อึดใจใหญ่ ค่อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หากทว่า แววดุดันอันน่ากลัวก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นความสงบราบเรียบแล้ว

เวลาสามปี แม้ประสบกับการเหยียดหยามดูแคลนแสนสาหัส แต่ก็เพราะเหตุนี้จึงหล่อหลอมให้เซียวเหยียนมีจิตใจที่ทรหดอดทนยิ่งกว่าคนทั่วไปมากนัก

น่าหลันเยียนหรานตรงหน้าคือศิษย์เอกของสำนักม่านเมฆา หากตอนนี้ตนทำอะไรนางขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าอาจนำความยุ่งยากมาสู่ท่านพ่อไม่รู้จบ ดังนั้น เขาจำต้องอดกลั้น!

เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ ภายหน้าหากยังคงเป็นเศษสวะก็แล้วไป แต่เมื่อใดที่มีพลังฝีมือขึ้นมา ต้องเป็นบุคคลอันตรายอย่างแน่นอนเก่อเย่ครุ่นคิดในใจอย่างเคร่งเครียด

“เซียวเหยียน แม้ไม่ทราบเพราะอะไรการกระทำของข้าจึงทำให้ท่านโกรธเคืองปานนี้ ทว่า ท่าน...ยังคงยกเลิกสัญญาหมั้นเถอะ” ผ่อนลมหายใจเบาๆ คำหนึ่ง น่าหลันเยียนหรานจากตกใจกลับสู่ความเยือกเย็น ดวงหน้าขรึมเมื่อเอ่ย

“โปรดจำไว้ ข้ามาตระกูลเซียวในครานี้ เป็นท่านอาจารย์--เจ้าสำนักม่านเมฆา อนุมัติด้วยตนเอง!”เม้มปากนิดหนึ่ง น่าหลันเยียนหรานผินหน้าไปเล็กน้อยเมื่อกล่าวน้ำเสียงจนใจ “ท่านจะคิดว่านี่เป็นการคุกคามก็ได้ แต่ท่านสมควรกระจ่างชัด ความจริงมักเป็นเช่นนี้เอง ไม่มีเรื่องใดที่ยุติธรรมสิ้นเชิง แม้ข้าไม่ปรารถนาแสดงออก แต่ท่านคงชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างท่านกับข้าดี พวกเรา...ไม่มีหวังแม้แต่น้อย”

สดับการพิจารณาตัดสินประหนึ่งตนเองเป็นเทพเจ้าของสาวน้อย มุมปากเซียวเหยียนผุดรอยยิ้มเย็น “คุณหนูน่าหลัน พึงทราบว่า ในมหาพิภพโต้วชี่ ฝ่ายหญิงถอนหมั้นจะทำให้ฝ่ายชายเสียหน้าเพียงใด เฮอะๆ ข้าหนังหน้าหนา ไม่เดือดร้อนอะไร แต่บิดาข้า ท่านเป็นประมุขแห่งตระกูล! วันนี้หากรับปากข้อแม้ของเจ้า วันหน้าเขาจะปกครองตระกูลเซียวอย่างไร จะหยัดยืนบนเมืองอูถ่านได้อย่างไร”

เห็นหนุ่มน้อยติเตียนด้วยความโกรธจัด น่าหลันเยียนหรานมุ่นคิ้วเบาๆ หางตาเหลือบมองเซียวจั้นในตำแหน่งประธานที่จู่ๆ เหมือนชราลงกะทันหัน ในใจอดรู้สึกละอายมิได้

นางขบริมฝีปากแดงปลั่งเบาๆ เงียบงันอยู่อึดใจ ดวงตาสุกใสกลอกมองไปมา พลันเอ่ยขึ้น “เรื่องในวันนี้ เป็นความบุ่มบ่ามจาบจ้วงของเหยียนหรานจริง วันนี้ ข้าสามารถถอนคืนคำขอร้องเรื่องยกเลิกสัญญาหมั้นเป็นการชั่วคราว ทว่า ข้าต้องการให้ท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไร” เซียวเหยียนย่นคิ้วถาม

“ข้อเรียกร้องในวันนี้ ข้าสามารถยืดเวลาออกไปสามปี หลังจากสามปี ท่านมาประลองกับข้าที่สำนักม่านเมฆา หากท่านปราชัย ข้าจะยกเลิกสัญญาหมั้นต่อสาธารณชน และเมื่อถึงเวลานั้น คิดว่าท่านก็คงเข้าพิธีโตเต็มวัยเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ต่อให้พ่ายแพ้ก็จะไม่ทำให้ท่านอาเซียวขายหน้า ท่านกล้ารับคำท้าหรือไม่?”น่าหลันเยียนหรานเอ่ยชืดๆ

เฮอะๆ หากถึงตอนนั้นเกิดแพ้ขึ้นมา แม้ไม่ทำร้ายถึงชื่อเสียงของท่านพ่อ แต่ข้าก็ต้องแบกความอัปยศในนามของผู้ปราชัยไปตลอดชีวิต สตรีนางนี้อำมหิตจริงๆ’แค่นหัวเราะเสียงขุ่นในใจ ใบหน้าเซียวเหยียนเต็มไปด้วยรอยแดกดัน

“คุณหนูน่าหลัน เจ้ามิใช่ไม่ชัดเจนในสภาพของเหยียนเอ๋อร์ เจ้าจะให้เขาเอาอะไรไปประลองกับเจ้า หลู่เกียรติเขาเช่นนี้ สนุกมากหรือ” เซียวจั้นตบโต๊ะเปรี้ยง เพลิงโทสะลุกโพลง

“ท่านอาเซียว เรื่องการถอนหมั้นจำพวกนี้ อย่างไรก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปแบกความรับผิดชอบ หากมิใช่เพื่อรักษาหน้าของท่าน เยียนหรานคงบีบคั้นให้ยกเลิกสัญญาเดี๋ยวนี้! จากนั้นประกาศต่อธารกำนัล”โดนสกัดหลายครั้ง น่าหลันเยียนหรานเริ่มหงุดหงิดเช่นกัน หันหน้าไปตะคอกใส่เซียวเหยียนที่นิ่งเงียบ “ในเมื่อท่านไม่อยากให้ท่านอาเซียวอับอายขายหน้า เช่นนั้นก็รับคำท้า! สามปีถัดไปกับตอนนี้ ท่านจะเลือกอย่างแรกหรืออย่างหลัง?”

“น่าหลันเยียนหราน เจ้าไม่ต้องทำกิริยาขู่เข็ญเช่นนี้ เจ้าอยากถอนหมั้น ไยมิใช่เพราะเห็นข้าเซียวเหยียนเป็นเศษสวะไม่คู่ควรกับสตรีสูงศักดิ์เยี่ยงเจ้า อภัยที่ก้าวร้าว เจ้านอกจากรูปงามแล้ว อื่นใดล้วนไม่อยู่ในสายตาของเรานายน้อยเซียวสักนิด! สำนักม่านเมฆาแข็งแกร่งก็จริง แต่ข้ายังอ่อนวัย มีเวลาอีกมาก ข้าสิบสองขวบก็กลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่งแล้ว แต่เจ้า น่าหลันเยียนหราน ตอนที่เจ้าสิบสองขวบ ปราณแห่งยุทธ์อยู่ในช่วงใด? มิผิด ข้าในตอนนี้คือเศษสวะจริง แต่ในเมื่อสามปีก่อนข้าสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ เช่นนั้นวันเวลาในภายหน้า เจ้าอาศัยอะไรมาตัดสินว่าข้าไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้”

เผชิญท่าทีคุกคามของสาวน้อย เซียวเหยียนที่นิ่งเงียบพลันระเบิดออกมาราวภูเขาไฟในที่สุด ใบหน้าเย็นชา วาจาชุดใหญ่ทำเอาคนทั้งโถงตกตะลึงตาค้าง ผู้ใดจะคาดคิด เด็กหนุ่มที่เงียบขรึมพูดน้อยมาตลอดคนนั้น ถึงกับฉาดฉานปานนี้

น่าหลันเยียนหรานขมุบขมิบเรียวปาก แม้ถูกเซียวเหยียนวิพากษ์จนโมโหหน้าดำหน้าแดง แต่กลับหมดปัญญาโต้แย้ง สิ่งที่เซียวเหยียนกล่าวมานั้นคือเรื่องจริง ไม่ว่าตอนนี้เขาจะไร้ค่าปานใด แต่อายุสิบสองกลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่ง กลับจริงแท้แน่นอน และน่าหลันเยียนหรานในตอนนั้นเพียงมีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปดเท่านั้น

“คุณหนูน่าหลัน เห็นแก่ท่านผู้เฒ่าน่าหลัน เซียวเหยียนขอเตือนสติเจ้าสักหลายคำ สามสิบปีกระแสธารผกผันตะวันออก สามสิบปีกระแสธารผกผันตะวันตก อย่าได้สบประมาทหนุ่มน้อยตกอับ” สดับสุ้มเสียงเยียบเย็นเน้นชัดของเซียวเหยียน น่าหลันเยียนหรานถึงกับตัวสั่นเบาๆ

“ดี กล่าวได้ดี! ลูกชายของข้าเซียวจั้น ย่อมไม่ธรรมดา!”บนตำแหน่งประธาน เซียวจั้นสองตาเป็นประกาย สองฝ่ามือตบฟาดโต๊ะเต็มแรง น้ำชาสาดกระจาย

จ้องมองหนุ่มน้อยที่ยิ้มเย็นตรงหน้าอย่างเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน น่าหลันเยียนหรานซึ่งมีแต่คนพะเน้าพะนอ ไหนเลยเคยถูกสั่งสอนด้วยคนวัยเดียวกัน ยามนั้นโมโหจนหน้ามืด สุ้มเสียงที่เจือแววไร้เดียงสาพลันเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด

“ท่านอาศัยอะไรมาสั่งสอนข้า ต่อให้ในอดีตท่านมีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น แต่ในตอนนี้ก็คือเศษสวะชิ้นหนึ่ง! ดี ข้าน่าหลันเยียนหรานจะคอยดูวันที่ท่านสามารถเอาชนะข้า เรื่องยกเลิกสัญญาหมั้นในวันนี้ ข้าจะไม่เอ่ยถึงอีก ทว่าหลังจากนี้สามปี ข้าจะรอท่านอยู่ที่สำนักม่านเมฆา ถ้าเก่งจริงก็ทำให้ข้าได้เห็นว่าท่านสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ถึงระดับใด หากถึงเวลานั้นท่านโค่นข้าลงได้ ข้าน่าหลันเยียนหรานยินดีเป็นทาสเป็นบ่าวใต้บัญชาท่านชั่วชีวิต!

“แน่นอน หากสามปีข้างหน้าท่านยังเป็นเศษสวะเหมือนเดิม เช่นนั้นหนังสือสัญญาถอนหมั้น ท่านก็ต้องมอบให้ข้าแต่โดยดี”

มองดูสาวน้อยที่หน้าดำหน้าแดง เซียวเหยียนยิ้มเยาะ “ไม่ต้องสามปีให้หลัง สำหรับเจ้า ข้าไม่รู้สึกสนใจแม้แต่น้อย”พูดจบ เขาไม่ไยดีน่าหลันเยียนหรานที่ปั้นหน้าบูดบึ้ง หมุนตัวฉับพลัน ซอยเท้าถึงหน้าโต๊ะ ตวัดพู่กันขีดเขียน!

น้ำหมึกจาง พู่กันหยุด!

มือขวาของเซียวเหยียนพลันชักกระบี่สั้นบนโต๊ะ คมกระบี่ที่คมปลาบพาดบนฝ่ามือซ้าย เฉือนเป็นแผลโลหิตแนวหนึ่ง อุ้งมือที่เปื้อนเลือดแดงสด ทิ้งตราโลหิตสีแสบตาบนกระดาษขาว

หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ เซียวเหยียนเปล่งเสียงแค่นหัวเราะ ขณะผ่านหน้าน่าหลันเยียนหราน กระแทกวางบนโต๊ะแรงๆ

“อย่าคิดว่าข้าเซียวเหยียนแยแสภรรยาอัจฉริยะเยี่ยงเจ้านักหนา หนังสือฉบับนี้ไม่ใช่หนังสือยกเลิกสัญญาหมั้น แต่เป็นหนังสือหย่าที่เรานายน้อยเซียวขอขับเจ้าออกจากตระกูลเซียว! นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้า น่าหลันเยียนหรานกับตระกูลเซียวของข้า ไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป”

“ท่าน ท่านกล้าหย่าข้า?”มองดูสัญญาฝ่ามือเลือดบนโต๊ะ ดวงตาคู่งามของน่าหลันเยียนหรานเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ด้วยรูปโฉม พรสวรรค์และภูมิหลังของนาง ถึงกับถูกเศษสวะคนหนึ่งของตระกูลเล็กๆ หย่าขาด? สถานการณ์ที่มาเยือนกะทันหันนี้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนฝันไป

สายตาเย็นชาจ้องมองท่าทางตะลึงลานของน่าหลันเยียนหราน เซียวเหยียนพลันหมุนกาย คุกเข่าต่อเซียวจั้น โขกศีรษะหนักๆ หนึ่งที ริมฝีปากขบแน่น ท่าทีดึงดันปราศจากวาจา

ถึงแม้ในนาม เป็นเขาขับน่าหลันเยียนหรานออกจากตระกูล แต่เมื่อเรื่องแพร่กระจายออกไป ผู้อื่นกลับไม่คิดเช่นนั้น คนที่ไม่ชัดแจ้งในเหตุการณ์ เพียงจะเข้าใจว่า เป็นน่าหลันเยียนหรานใช้ท่าทีคุกคาม บีบบังคับให้ตระกูลเซียวถอนหมั้น

เพราะถึงอย่างไร ด้วยพรสวรรค์ รูปโฉมและภูมิหลังของน่าหลันเยียนหราน คู่กับนายน้อยฟืนผุของตระกูลเซียว นั่นนับว่าเหลือเฟือ คงไม่มีใครคิดว่า เซียวเหยียนจะมีความเด็ดเดี่ยวถึงระดับหย่าภรรยาซึ่งเป็นผู้คุมหางเสือของสำนักม่านเมฆาในอนาคต หากเป็นเช่นนั้นจริง ในฐานะบิดาของเซียวเหยียน เซียวจั้นต้องได้รับการถากถางไม่จบสิ้นเป็นแน่

มองเซียวเหยียนที่หมอบคุกเข่า เซียวจั้นกระจ่างถึงความรู้สึกผิดในใจเขา หากยังคงยิ้มชืด “ข้าเชื่อว่า ลูกชายข้าต้องไม่ใช่เศษสวะตลอดไป เสียงซุบซิบนินทาในวันนี้ เมื่อเผชิญกับความจริงในภายหน้า ย่อมจะแตกพ่ายเองโดยไม่ต้องโจมตี”

“ท่านพ่อ อีกสามปี เหยียนเอ๋อร์จะไปสำนักม่านเมฆา ลบล้างความอัปยศในวันนี้ให้แก่ท่านด้วยตนเอง!” หางตาเปียกซึม เซียวเหยียนโขกหัวหนักๆ อีกที จากนั้นลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกจากโถงใหญ่โดยปราศจากความลังเล

ขณะผ่านน่าหลันเยียนหราน เซียวเหยียนชะงักเท้า เปล่งถ้อยคำอันชืดชา “ถัดจากนี้สามปี ข้าจะไปหาเจ้า!”

เงาหลังของหนุ่มน้อยภายใต้แสงตะวันฉาย ถูกลากจนยาวเหยียด แลดูเงียบเหงาเดียวดาย

น่าหลันเยียนหรานเผยอปากเล็กน้อย จับจ้องเงาร่างที่ค่อยๆ ลับไปสายนั้นอย่างว้าวุ่น หนังสือหย่าในมือเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งในบัดดล

“ท่านทั้งสาม ในเมื่อเป้าหมายของพวกท่านลุล่วง เช่นนั้นก็เชิญกลับเถอะ” มองส่งเงาหลังที่จากไปของหนุ่มน้อย เซียวจั้นสีหน้ามึนตึง กำปั้นที่ซ่อนเร้นในแขนเสื้อ กลับบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

“ท่านอาเซียว เรื่องในวันนี้ เยียนหรานต้องขออภัยต่อท่านด้วย วันหน้าหากมีเวลา ขอเชิญท่านไปเป็นแขกที่ตระกูลน่าหลัน” ก้มคำนับเซียวจั้นที่สีหน้าเมินเฉย น่าหลันเยียนหรานก็ไม่คิดรั้งอยู่นาน ลุกขึ้นเดินออกนอกโถงไป เก่อเย่และชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้นรีบไล่ตาม

“เอาโอสถผนึกปราณกลับไปด้วย!”ตวัดมือคราหนึ่ง กล่องหยกบนโต๊ะถูกเซียวจั้นสะบัดลอยออกไป

เก่อเย่ยื่นมือไปด้านหลัง คว้ากล่องหยกไว้ได้ราวจับวาง ยิ้มเจื่อนคราหนึ่งเมื่อเก็บกล่องใส่ลงแหวน

“คุณหนูตระกูลน่าหลัน หวังว่าวันหน้าอย่าได้สำนึกเสียใจต่อการกระทำในวันนี้ อีกอย่าง อย่าคิดว่ามีสำนักม่านเมฆาหนุนหลังก็วางก้ามไม่กลัวเกรงผู้ใด มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่ คนที่แข็งแกร่งกว่าหยุนยุ่นก็มีไม่น้อย…” พริบตาที่น่าหลันเยียนหรานและพวกกำลังพ้นประตู สุ้มเสียงกังวานใสเจือแววเย็นชาของสาวน้อย พลันดังขึ้น

สามคนหยุดเท้ากึก สายตาแปรเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเพ่งมองไปยังเด็กสาวในชุดกระโปรงสีม่วงซึ่งกำลังพลิกเปิดหน้าหนังสืออยู่ตรงมุมห้องคนนั้น

แสงอาทิตย์สาดลอดเข้ามาตามช่องประตูหน้าต่าง พอดีห่อหุ้มเด็กสาวไว้ภายใน แลจากมุมไกล ประดุจดอกบัวสีม่วงที่เบ่งบานเหนือโลกีย์ ใสสะอาดหมดจด ปราศจากราคี

คล้ายรู้สึกได้ถึงสายตาของทั้งสามที่พุ่งตรงมา เด็กสาวเงยหน้าที่สวยใสขึ้นจากหน้าหนังสือเก่าคร่ำ ดวงตาคู่งามดุจน้ำค้างฤดูสารท พลันโชนแสงแห่งเปลวเพลิงสีทองที่เล็กละเอียดขุมหนึ่ง

แลเห็นเปลวเพลิงสีทองจุดเล็กๆ ในดวงตาของเด็กสาว เก่อเย่สะท้านไปทั้งตัว ความพรั่นพรึงปกคลุมใบหน้าชราภาพในบัดดล ฝ่ามือแห้งกร้านลนลานไขว่คว้าน่าหลันเยียนหรานและบุรุษหนุ่มที่อยู่ในอาการพิศวง จากนั้นรีบบึ่งออกจากโถงใหญ่ราวหนีตาย

เห็นท่าทางของเก่อเย่ ในห้องโถงนอกจากไม่กี่คนนั้น คนอื่นที่เหลือต่างตกตะลึงตาค้าง

 

บทที่ 3 เย่าเหล่า

ผละจากโถงใหญ่ด้วยสีหน้าชืดชา เซียวเหยียนที่ใจลอยเล็กน้อยทำตามความเคยชิน ปีนป่ายขึ้นภูเขาด้านหลัง

นั่งบนยอดผา เหม่อมองทิวเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกฝั่งตรงข้ามเงียบๆ ที่นั่นคือเทือกเขาสัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อลือชาของจักรวรรดิเจียหม่า

"เฮอะๆ พลังฝีมือเอ๋ย...บนโลกนี้ ไม่มีพลังฝีมือยังต่ำต้อยยิ่งกว่าอุจจาระสุนัขกองหนึ่งอีก อย่างน้อย อุจจาระสุนัขยังไม่มีใครไปเหยียบ!” ยักไหล่นิดหนึ่ง เสียงเยาะตัวเองของหนุ่มน้อยเจือรอยหม่นเคือง สะท้อนก้องเหนือยอดเขา

สิบนิ้วสอดเข้าเรือนผมดำสนิท เซียวเหยียนกัดริมฝีปากแรงๆ ปล่อยให้คาวเลือดจางๆ อวลในปาก แม้กลางโถงใหญ่เขามิได้แสดงท่าทีไม่เหมาะสมอันใดออกมา แต่ประโยคนั้นของน่าหลันเยียนหราน กลับไม่ต่างจากคมมีดกรีดหัวใจ ทำให้เซียวเหยียนสั่นระริกทั้งตัว…

“ความอัปยศในวันนี้ ข้าไม่ขอรับอีกเป็นคำรบสอง” แบมือซ้ายที่มีรอยเลือดแนวหนึ่ง สุ้มเสียงเซียวเหยียนพร่าแตกทว่าเด็ดเดี่ยว

“คิกๆ เด็กน้อย ดูเหมือนเจ้าต้องการความช่วยเหลือ!”

ขณะเซียวเหยียนสาบานในใจ เสียงหัวเราะแปลกๆ เหมือนคนแก่พลันดังเข้าหู

สีหน้าแปรเปลี่ยน เซียวเหยียนหมุนตัวขวับ สายตาดุจเหยี่ยวกวาดมองเบื้องหลัง กลับไม่พบเห็นเงาคนแม้แต่น้อย

“คิกๆ อย่าหาเลย ข้าอยู่ในแหวนนี่”

ขณะที่เซียวเหยียนเข้าใจว่าตัวเองหูแว่ว เสียงหัวเราะประหลาดนั้นก้องดังขึ้นอีกครั้ง

ม่านตาหดเล็ก สายตาของเซียวเหยียนพลันหยุดกึกที่แหวนโบราณสีดำบนมือขวา

“เป็นท่านกำลังพูด?” เซียวเหยียนข่มความตื่นกลัวในใจ บังคับให้เสียงตัวเองราบเรียบ

“เด็กน้อยจิตแข็งใช้ได้ ไม่ถึงกับตกใจจนกระโดดลงไป” เสียงหัวเราะหยอกล้อดังขึ้นจากในแหวน

“ท่านเป็นใคร ไฉนอยู่ในแหวนข้า ท่านจะทำอะไร” หลังเงียบไปอึดใจ เซียวเหยียนสอบถามถึงปัญหาสำคัญอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ข้าเป็นใครเจ้าอย่าเพิ่งใส่ใจ รู้แค่ว่าจะไม่ทำร้ายเจ้าก็พอ เฮ่อ หลายปีมานี้ ในที่สุดก็ได้เจอคนที่ผ่านด่านการทดสอบพลังจิตแล้ว โชคดีจริงๆ คิกๆ แต่อย่างไรก็ต้องขอบใจเด็กน้อยที่เลี้ยงดูข้ามาสามปี ไม่อย่างนั้น เกรงว่าข้าคงต้องหลับใหลต่อไป”

“เลี้ยงดู?” กะพริบตาด้วยความสงสัย อึดใจถัดมา ใบหน้าเล็กๆ ของเซียวเหยียนพลันถมึงทึง เค้นเสียงเยียบเย็นผ่านไรฟัน “ที่ปราณแห่งยุทธ์ในกายข้าหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ เป็นฝีมือท่าน?”

“คิกๆ ข้าเองก็จำใจ เด็กน้อยอย่าได้ถือโทษ”

“เป็นไปไม่ได้!”

เซียวเหยียนที่สุขุมเยือกเย็นตลอดมา ยามนี้กระโดดโหยงราวคนบ้า หน้าตาดุร้าย และไม่สนว่านี่คือมรดกที่มารดาทิ้งไว้ให้ตน พลันกระชากแหวนบนนิ้วโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด จากนั้นเขวี้ยงลงหุบเหวสูงชัน

แหวนเพิ่งพ้นมือ เซียวเหยียนใจหายวูบ รีบยื่นมือไขว่คว้า แต่แหวนที่พ้นมือได้หล่นร่วงสู่เหวลึกแล้ว

ตะลึงมองแหวนที่หายลับไปกับไอหมอก เซียวเหยียนอึ้งงันอยู่อึดใจ ใบหน้าค่อยกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ตบหน้าผากอย่างกลัดกลุ้ม “เจ้างั่ง หุนหันเกินไป หุนหันเกินไปแล้ว”

เพิ่งรับทราบว่าตัวการที่ทำให้ตนได้รับการเหยียดหยามมาสามปี ที่แท้เป็นแหวนที่ใส่ติดตัวตลอดเวลา มิน่าเซียวเหยียนจึงควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่

นั่งอยู่ริมผาพักใหญ่ เซียวเหยียนค่อยส่ายหน้าอ่อนใจ ลุกยืนขึ้น หมุนกาย พลันสองตาเบิกกว้าง นิ้วมือสั่นสะท้านเมื่อชี้วัตถุตรงหน้า…

เบื้องหน้าเซียวเหยียน ยามนี้ลอยคว้างอยู่ด้วยแหวนโบราณสีดำวงหนึ่ง ที่ทำให้เซียวเหยียนแตกตื่น ยังคงเป็นท้องฟ้าบริเวณเหนือแหวน มีเงาร่างชราภาพที่โปร่งแสงคนหนึ่งพลิ้วลอยอยู่

“คิกๆ เด็กน้อย ไยต้องโมโหปานนี้ ก็แค่ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าสามปีเอง” ชายชราโปร่งแสง ยิ้มปริ่มจ้องมองเซียวเหยียนที่ปากอ้าตาค้าง พลางเปิดปากกล่าว

มุมปากกระตุก ในสุ้มเสียงของเซียวเหยียนสะกดเพลิงโทสะเต็มที่ “ตาเฒ่า ในเมื่อท่านซ่อนอยู่ในแหวนข้า เช่นนั้นก็คงทราบว่า เพราะท่านดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้า นำมาซึ่งเสียงเยาะหยันมากน้อยเท่าใดกระมัง”

“แต่ในเสียงเยาะหยันสามปีนี้ เจ้าก็เติบโตขึ้นมิใช่หรือ ถ้าไม่ใช่สามปีนี้ เจ้าจะมีความอดทนและสติปัญญาเช่นนี้ได้หรือ” หัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้สูงวัยกล่าวชืดๆ

ขมวดคิ้ววูบหนึ่ง อารมณ์ของเซียวเหยียนเริ่มสงบลง หลังบันดาลโทสะ ความยินดีปรีดาพลันมาเยือน ในเมื่อไขปริศนาการหายไปของปราณแห่งยุทธ์ได้แล้ว เช่นนั้นบัดนี้ พรสวรรค์ของเขาย่อมต้องหวนคืนเช่นกัน!

แค่คิดว่ามีโอกาสหลุดพ้นจากสมญานามเศษสวะได้ในที่สุด เรือนร่างของเซียวเหยียนปลอดโปร่งเหมือนเกิดใหม่ และตาเฒ่าตัวแสบตรงหน้าก็พลอยแลดูไม่น่าชังไปด้วย

ของบางสิ่ง มีเพียงสูญเสียไป จึงถ่องแท้ในคุณค่าของมัน! สูญแล้วได้คืน จะทำให้คนทะนุถนอมยิ่งขึ้น!

ยืดเหยียดข้อมือเบาๆ เซียวเหยียนผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง แหงนหน้ากล่าว “แม้ไม่ทราบว่าท่านเป็นใครกันแน่ แต่ข้าใคร่ถามสักข้อ ต่อไปท่านยังคิดจะสิงอยู่ในแหวน ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้าอีกหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าขอเตือนว่ายังคงหาที่อยู่ใหม่เถอะ ข้าเลี้ยงท่านไม่ไหว”

“คิกๆ คนอื่นกลับไม่มีญาณสัมผัสที่แก่กล้าเช่นเจ้า” ผู้สูงวัยลูบเครากระจุกหนึ่งพลางยิ้มกล่าว “ในเมื่อข้าเลือกที่จะเผยโฉมออกมาเอง เช่นนั้นต่อไปก่อนได้รับอนุญาตจากเจ้า ย่อมจะไม่ดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าอีก”

เซียวเหยียนกลอกตาค้อน แค่นหัวเราะไม่พูดจา เขาตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าตาเฒ่านี่จะกล่อมด้วยวาจาหวานหูปานใด ก็จะไม่ให้อีกฝ่ายติดตามข้างกายตนอีกแล้ว

“เด็กน้อย อยากเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งหรือไม่ อยากได้รับการเทิดทูนบูชาจากผู้อื่นหรือไม่” แม้กำหนดแน่ในใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก ครั้นได้ยินถ้อยคำชุดนี้ หัวใจของเซียวเหยียนยังคงอดเต้นโครมมิได้

“ตอนนี้ข้าล่วงรู้สาเหตุการหายไปของปราณแห่งยุทธ์แล้ว ด้วยพรสวรรค์ของข้า เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งยังต้องพึ่งพาท่านหรือ?” สูดหายใจเนิบๆ เซียวเหยียนเอ่ยเสียงจืดชืด เขาตระหนักแก่ใจ ใต้หล้านี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่กินเปล่า ยอมรับบุญคุณจากบุคคลลึกลับผู้หนึ่งโดยไม่มีสาเหตุ หามิใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาด

“เด็กน้อย พรสวรรค์ของเจ้าแม้ดีมาก แต่เจ้าควรทราบ ตอนนี้เจ้าสิบห้าขวบแล้ว และปราณแห่งยุทธ์ของเจ้ากลับเพิ่งถึงช่วงที่สาม ข้าเหมือนเคยได้ยินว่า ปีหน้าเจ้าก็ต้องเข้าพิธีโตเต็มวัยแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าคิดว่าภายในหนึ่งปีสั้นๆ อาศัยแค่การฝึกฌานอย่างหนักก็พุ่งพรวดถึงช่วงที่เจ็ดได้? อีกอย่างเจ้าเพิ่งเดิมพันกับสาวน้อยคนนั้นในอีกสามปีถัดไป พรสวรรค์ของเด็กหญิงคนนั้นกลับมิได้ต่ำทรามกว่าเจ้าเท่าใด เจ้าอยากไล่ให้ทันนางกระทั่งเหนือกว่านาง ไหนเลยง่ายดายปานนั้น” ใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้สูงวัย ยามนี้คล้ายดอกเบญจมาศที่บานแฉ่งดอกหนึ่ง

“ถ้าไม่ใช่เพราะท่านดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์ของข้า ข้าหรือจะถูกนางสบประมาทปานนี้? ท่านมันตาเฒ่าบัดซบ!”  โดนผู้สูงวัยแทงถูกใจดำ ใบหน้าเซียวเหยียนบูดบึ้งอีกครั้ง โมโหจนเอ็ดตะโรขึ้นมา

หลังแผดด่ายกใหญ่ เซียวเหยียนกลับสู่ความซึมเซา เรื่องราวถึงขั้นนี้ ก่นด่าอย่างไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การฝึกปราณแห่งยุทธ์ พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก ปีนั้นสี่ขวบตนเริ่มฝึกฌาน ฝึกอยู่หกปีเต็มๆ ถึงบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า ต่อให้ตอนนี้พรสวรรค์ของตนฟื้นฟูกลับมา แต่คิดจะฝึกถึงช่วงที่เจ็ดภายในเวลาหนึ่งปี โดยปกติแล้วแทบไม่มีความเป็นไปได้

ถอนใจอย่างท้อแท้ เซียวเหยียนเหลือบมองผู้สูงวัยโปร่งแสงที่ท่าทางสูงส่งคนนั้น หัวใจพลันกระตุกวูบ เม้มปากก่อนกล่าว “หรือท่านมีวิธี?”

“อาจจะ” ผู้สูงวัยยิ้มตอบกำกวม

“ท่านช่วยข้าบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดในเวลาหนึ่งปี เรื่องที่ท่านดูดพลังข้าสามปี ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน เป็นอย่างไร” เซียวเหยียนหยั่งเชิง

“คิกคิก เจ้าเด็กน้อยหัวหมอดีนี่”

“หากท่านไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า เช่นนั้นข้าไยต้องพกพาตัวภาระนี้ไว้ข้างกาย ข้าว่า ท่านผู้เฒ่ายังคงหาร่างอื่นสิงเถอะ” เซียวเหยียนแค่นหัวเราะ สนทนาได้สักพัก เขาพอมองออกว่าผู้สูงวัยร่างโปร่งแสงท่านนี้คล้ายไม่สามารถดูดกลืนปราณแห่งยุทธ์จากใครได้ทุกคน

“เจ้าไม่เหมือนหนุ่มน้อยสิบห้าขวบสักนิด ดูเหมือนสามปีนี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ นี่ถือเป็นกรรมสนองข้าใช่หรือไม่” แลเห็นเซียวเหยียนเจ้าเล่ห์ปานนี้ ผู้สูงวัยผงะวูบ พลันส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

เซียวเหยียนแบมือ เอ่ยชืดๆ “อยากให้ข้าเลี้ยงดูท่านต่อ ท่านก็ควรแสดงความจริงใจบ้าง”

“เด็กน้อยที่ปากคอฉาดฉาน ตกลง ตกลง ใครใช้ให้เราตาแก่ยังมีเรื่องขอร้องเด็กน้อยตัวแสบอย่างเจ้า” ผงกศีรษะระอาใจ เงาร่างของผู้สูงวัยพลิ้วลงพื้น สายตาพินิจเซียวเหยียนขึ้นลงหลายรอบ รอยยิ้มพิลึกคล้ายบรรลุแผนชั่วร้ายชนิดหนึ่งผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนหายวับอย่างรวดเร็ว รวนเรเล็กน้อยค่อยเปิดปากอย่างไม่เต็มใจนัก “เจ้าอยากเป็นนักปรุงโอสถหรือไม่”

“นักปรุงโอสถ?”

สดับคำถาม เซียวเหยียนตะลึงงัน ตามด้วยขมวดคิ้ว “ในมหาพิภพโต้วชี่ ขอเพียงเป็นคน มีใครไม่อยากกลายเป็นนักปรุงโอสถบ้าง แต่นักปรุงโอสถใครๆ ก็สามารถเป็นได้อย่างนั้นหรือ เงื่อนไขที่โหดร้ายเหล่านั้น…” คำพูดชะงักกึก เซียวเหยียนเงยหน้าอ้าปากกว้าง “หรือข้าบรรลุเงื่อนไขแล้ว?”

ค่อนข้างชื่นชมสีหน้าตื่นเต้นดีใจระคนวาดหวังของเซียวเหยียน ผู้สูงวัยลูบเคราครุ่นคิดเล็กน้อย พินิจขึ้นลงอีกรอบ ก่อนทอดถอนอย่างลำบากใจ “แม้คุณสมบัติจะผ่านแบบเฉียวฉิว แต่ใครใช้ให้ข้าติดค้างน้ำใจเจ้าเรื่องหนึ่งเล่า เฮ่อ ช่างเถอะ ถือว่าชดใช้หนี้บุญคุณแล้วกัน”

เหล่มองผู้สูงวัยที่ปั้นหน้าฝืนใจเต็มที ในใจเซียวเหยียนมักรู้สึกว่า ที่ตาเฒ่าคนนี้บอกว่าคุณสมบัติผ่านแบบเฉียดฉิวออกจะเสแสร้งชอบกล แต่ตอนนี้เขาคร้านจะซักไซ้ เพียงแต่ในความยินดีปรีดา ยังแฝงความสงสัยอยู่หลายส่วน “ต่อให้ข้าบรรลุเงื่อนไข แต่นักปรุงโอสถโดยปกติล้วนต้องผ่านการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์โดยตรง หรือท่านเป็นนักปรุงโอสถ?”

จ้องมองใบหน้าเปี่ยมแววฉงน ผู้สูงวัยหัวเราะคิก ยืดอกเล็กน้อย ในน้ำเสียงเจือรอยภาคภูมิใจ “มิผิด ข้าก็คือนักปรุงโอสถ”

กะพริบตาปริบๆ แววตาเซียวเหยียนที่มองดูผู้สูงวัย พลันเปล่งประกายขึ้นมา นักปรุงโอสถ! นั่นคืออาชีพที่มีคุณค่าสูงสุด!

“ท่านผู้เฒ่า เรียนถามเล็กน้อย เมื่อก่อนท่านเป็นนักปรุงโอสถระดับใด” เซียวเหยียนเลียริมฝีปาก สุ้มเสียงอ่อนใสแฝงรอยเกรงใจหลายส่วน

ในมหาพิภพโต้วชี่ นักปรุงโอสถแม้ล้ำค่า ฐานะสูงส่ง หากก็มีระบบการแบ่งระดับชั้นอย่างชัดเจน จากต่ำถึงสูงแบ่งออกเป็นระดับหนึ่งถึงเก้า ก่อนหน้านี้ในห้องโถงใหญ่ เจ้าของโอสถผนึกปราณในมือเก่อเย่...ราชาโอสถกู่เหอ ก็เป็นนักปรุงโอสถระดับหกท่านหนึ่ง ในโลกปรุงยาของจักรวรรดิเจียหม่า ได้รับการยกย่องเป็นอันดับหนึ่ง

“ระดับใด คิกๆ จำไม่ได้แล้ว...เอ๊ะ เด็กน้อย ตกลงเจ้าจะเรียนหรือไม่เรียน” ส่ายศีรษะไปมา ผู้สูงวัยพลันโพล่งถามน้ำเสียงหงุดหงิด

“เรียน เรียน!”

เซียวเหยียนไม่ลังเลอีกแล้ว ศีรษะเล็กๆ รีบผงกขึ้นลง นักปรุงโอสถ แม้แต่สำนักม่านเมฆาที่อิทธิพลกว้างขวาง ก็ยังยกย่องให้เป็นอาคันตุกะชั้นสูง

“คิกๆ เช่นนั้นก็กราบอาจารย์เถอะ” ผู้สูงวัยนั่งขัดสมาธิบนหินก้อนหนึ่ง หัวเราะเจ้าเล่ห์

“ยังต้องกราบอาจารย์อีกหรือ?”

“เหลวไหล เจ้าไม่กราบอาจารย์ก็คิดจะให้ข้าประสิทธิประสาทความรู้ให้ ฝันกลางวัน!” ผู้สูงวัยค้อนตาหลับตาเหลือก เห็นชัดว่าตาเฒ่าที่นิสัยค่อนข้างคร่ำครึ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์มาก

เบะปากจนใจ เพื่อกลายเป็นนักปรุงโอสถที่ล้ำค่าคนหนึ่ง เซียวเหยียนได้แต่ทำพิธีกราบอาจารย์ด้วยความนอบน้อม

แลเห็นเซียวเหยียนกราบไหว้ครบถ้วนกระบวนความ ผู้สูงวัยค่อยผงกศีรษะพึงใจ ในน้ำเสียงยิ่งทวีความสนิทสนมขึ้น “ข้าเรียกว่าเย่าเหล่า ส่วนความเป็นมาของข้า ตอนนี้ขออุบไว้ก่อน เลี่ยงมิให้เจ้าเสียสมาธิ เจ้ารู้ไว้แค่ว่า เจ้าคนที่ได้รับการยกย่องเป็นราชาโอสถอะไรนั่น อันที่จริง...อันที่จริงก็แค่ชนชั้นสามัญคนหนึ่งเท่านั้นเอง”

มุมปากกระตุก เซียวเหยียนมองดูท่าทางสบายๆ ของผู้สูงวัย คำพูดที่กำลังจะหลุดปากพลันกลืนกลับลงไป ‘ตาเฒ่านี่มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ราชาโอสถกู่เหอที่โด่งดังไปทั่วจักรพรรดิเจียหม่า เขากลับไม่เห็นอยู่ในสายตา คำพูดนี้หากสะพัดออกไป คงได้ถูกคนทั้งจักรวรรดิเจียหม่าหัวเราะว่าเป็นคนบ้าแน่ๆ’

สูดหายใจนิดหนึ่ง ข่มความตื่นตระหนกในใจ เซียวเหยียนกลอกตาคราหนึ่ง ยิ้มกริ่มขณะกล่าว “ไม่ทราบอาจารย์จะทำให้ข้าบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดภายในหนึ่งปีได้อย่างไร”

“แม้สามปีที่ผ่านมา ปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าลดลงตลอด แต่ก็เพราะเหตุนี้ จึงส่งผลให้รากฐานของเจ้าแข็งแรงมั่นคงเหนือผู้อื่น การฝึกปราณยุทธ์ รากฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด วันหน้าเจ้าจะสัมผัสได้เอง ว่าสามปีที่พลังฝีมือถดถอยนั้นนำผลดีมาให้เจ้าปานใด” รอยยิ้มบนใบหน้าเย่าเหล่าค่อยๆ เลือนหาย ขณะกล่าวน้ำเสียงจริงจัง

เซียวเหยียนงงงัน เขาไม่ทราบจริงๆ พลังฝีมือถดถอยสามารถนำผลดีอันใดมาให้ตน

“เช่นนั้นเมื่อใดจะสอนวิชาปรุงยาให้ข้า” เซียวเหยียนกลอกตาคราหนึ่ง พุ่งความสนใจไปยังสิ่งสำคัญที่สุด

“อยากกลายเป็นนักปรุงโอสถ จำเป็นต้องมีเปลวเพลิงปราณยุทธ์สนับสนุน  ดังนั้น ก่อนเรียนวิชาปรุงยา อย่างน้อยเจ้าต้องกลายเป็นนักยุทธ์ รวมทั้งต้องฝึกเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ที่เป็นธาตุไฟวิชาหนึ่งเสียก่อน”

“เคล็ดวิชาธาตุไฟ? คิกๆ อาจารย์ ในเมื่อข้าเป็นศิษย์ของท่าน เช่นนั้นท่านก็เอาเคล็ดวิชาธาตุไฟชั้นฟ้ามาให้ข้าฝึกเถอะ” เซียวเหยียนยื่นมือออกไป เอ่ยขอพร้อมเสียงหัวเราะ

“เหลวไหล เจ้าคิดว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้าคือหัวมันหัวเผือกหรือไร พูดออกมาได้!” สดับวาจา เย่าเหล่าหนังหน้ากระตุก ด่าทออย่างหัวร่อไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก

“ตาเฒ่า ในเมื่อกราบไหว้เป็นศิษย์ท่านแล้ว จะให้ข้าไปหาเคล็ดวิชาจากในตระกูลอีกหรือ ในตระกูลพวกเรา เคล็ดวิชาธาตุไฟที่ดีที่สุด ข้าจำได้ว่าก็แค่ชั้นทองขั้นสูงเท่านั้น นี่ออกจะอัปลักษณ์เกินไปกระมัง” เซียวเหยียนปั้นหน้ากลัดกลุ้ม

“เจ้าลูกสัตว์ นี่อาจารย์ ไม่ใช่ตาเฒ่า!”

ฉุนกับคำเรียกขานของเซียวเหยียนจนค้อนควัก เย่าเหล่าคิดไม่ถึง นี่เพิ่งกราบไหว้อาจารย์แท้ๆ เจ้าหมอนี่ก็ลามปามถึงศีรษะแล้ว

“ฮึ ในเมื่อเป็นศิษย์ข้า ย่อมไม่ให้เจ้าอัปลักษณ์แน่นอน เคล็ดวิชาชั้นฟ้า ข้าไม่มี! แต่ข้ากลับมีเคล็ดวิชาที่พิสดารพันลึกกว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้า เจ้าจะเรียนหรือไม่” แค่นเสียงคำหนึ่ง ในดวงตาพร่ามัวของเย่าเหล่าพลันแพรวพราวด้วยเหลี่ยมเล่ห์

“พิสดารพันลึกยิ่งกว่าเคล็ดวิชาชั้นฟ้า?”

หัวใจเต้นรัว เซียวเหยียนกลืนน้ำลาย ลูกตาดำจัดทอประกายร้อนแรงไม่รู้ตัว “นั่นเป็นเคล็ดวิชาระดับใด”

“ชั้นทองขั้นต้น” เสียงหัวเราะของเย่าเหล่า ทำให้เซียวเหยียนชักสีหน้า

“ตาเฒ่า ท่านแกล้งข้า?”

อึดใจให้หลัง เหนือยอดผาปรากฏเสียงคำรามกราดเกรี้ยวของหนุ่มน้อยก้องดังขึ้น

แลเห็นหนุ่มน้อยโมโหจนหน้าตาเหยเก เย่าเหล่าหัวเราะสะใจ สามารถทำให้เซียวเหยียนที่เยือกเย็นจนเหมือนปีศาจน้อยกลายเป็นสภาพนี้ได้ เขารู้สึกภาคภูมิใจจริงๆ

“แล้วเคล็ดวิชานั่นมีอะไรพิสดารพันลึก” จับจ้องใบหน้ากระหยิ่มของเย่าเหล่า เซียวเหยียนเริ่มสงบลง มุ่นคิ้วเอ่ยถาม

“มันสามารถวิวัฒนาการได้!” เงียบไปเล็กน้อย เย่าเหล่าค่อยบอกยิ้มๆ

ลูกตาดำหดเล็ก เซียวเหยียนจ้องเขม็งเย่าเหล่าซึ่งอยู่ตรงหน้า อึดใจใหญ่ต่อมาค่อยส่ายศีรษะ “เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีเคล็ดวิชาอะไรที่สามารถวิวิฒนาการได้”

“เชอะ เจ้าเด็กน้อยไม่รู้ประสา มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่สุดเปรียบ เรื่องแปลกคนแปลกมีอยู่มากมายสุดจะนับ  ในสายตาเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากจักรวรรดิเจียหม่าอย่างเจ้า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ยังมากกว่าน้ำทะเลเสียอีก” เย่าเหล่าแดกดันอย่างเหยียดๆ

เซียวเหยียนผงะ พลันย้อนถามอย่างไม่ยอมแพ้ “หรือท่านเคยได้ยินเคล็ดวิชาใดสามารถวิวัฒนาการได้?”

เย่าเหล่ายิ้มค้าง สักพักค่อยยิ้มแห้งส่ายหน้า “ก็เพราะไม่มี เคล็ดวิชาของข้าถึงได้เด่นชัดขึ้นมาอย่างไรเล่า”

“สามารถวิวัฒนาการได้จริง?” เห็นสีหน้าจริงจังของเย่าเหล่า เซียวเหยียนอดถามย้ำอีกครั้งไม่ได้

“สามารถวิวัฒนาการได้จริง!” เย่าเหล่าผงกศีรษะด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“ท่านเคยฝึก?” เซียวเหยียนถามอีก

“เอ่อ...ไม่เคย” เย่าเหล่ายิ้มแห้งส่ายหน้า

“แล้วมีคนอื่นเคยฝึก?”

“เอ่อ...ไม่มี”

บนหน้าผาก เอ็นเขียวกระตุกวูบ หมัดของเซียวเหยียนกำแน่น พยายามข่มความพลุ่งพล่านที่จะพุ่งกำปั้นออกไป น้ำเสียงสะกดโทสะเต็มที่ “ไม่เคยมีใครฝึก แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันวิวัฒนาการได้”

“ก็บนเคล็ดวิชาแนะนำไว้แบบนั้น” เย่าเหล่ายิ้มเจื่อน

“ถึงกับมีเคล็ดวิชาประเภทนี้อยู่จริง” หัวคิ้วขมวดแน่นเป็นปม เซียวเหยียนรวนเรเล็กน้อย จากนั้นกลอกตาคราหนึ่ง กล่าวว่า “ให้ข้าดูได้หรือไม่”

“คิกคิก…” หัวเราะแปลกๆ เมื่อกวาดมองเซียวเหยียนที่ใคร่รู้สุดขีด เย่าเหล่าเหยียดมุมปาก พลันพลิกลิ้น “ช่างเถอะ ตอนนี้เจ้าดูไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้เจ้าบรรลุระดับนักยุทธ์ก่อนข้าค่อยถ่ายทอดให้เจ้าแล้วกัน”

ฝ่ามือที่ยื่นออกไปแข็งค้าง มุมปากเซียวเหยียนกระตุกรุนแรงอยู่นาน ค่อยเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาสองคำ “ท่านโหด!”

หัวเราะชอบใจหลายคำ เย่าเหล่าไม่สนใจลูกตาดำขลับที่ลุกโพลงด้วยเพลิงพิโรธของเซียวเหยียน ยิ้มกล่าว “ภารกิจตอนนี้ ก็คือภายในหนึ่งปีต้องทำให้ปราณแห่งยุทธ์ของเจ้าขึ้นถึงช่วงที่เจ็ดให้ได้”

“ท่านมีวิธีอะไร” เซียวเหยียนข่มความใคร่รู้เรื่องเคล็ดวิชาลึกลับนั่นลงไป กัดฟันเอ่ยถาม

“การฝึกปราณแห่งยุทธ์เบื้องต้น ที่สำคัญคือ ขยายเส้นลมปราณ หล่อหลอมร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณ เพื่อปูพื้นฐานสำหรับการผนึกปราณยุทธ์ในภายหน้า เนื่องจากร่างกายมนุษย์ในช่วงวัยนี้ เส้นลมปราณภายในร่างจะอ่อนแอที่สุด อีกทั้งยังพัฒนาการได้ดีที่สุด ดังนั้น กระบวนการฝึกนี้จำเป็นต้องดำเนินไปทีละขั้น ไม่อาจใช้กำลังภายนอกมากระตุ้นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นต่อไปเมื่อปราณยุทธ์ในกายแข็งแกร่งขึ้น เส้นลมปราณจะขาดสะบั้นจนตายเนื่องจากรองรับแรงปะทะของปราณยุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวันไม่ไหว” เย่าเหล่าบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

สำหรับจุดนี้ เซียวเหยียนกลับกระจ่างดี ช่วงสามปีที่เขากลายเป็นเศษสวะ บิดาเขาเป็นเพราะร้อนใจจึงพยายามถ่ายเทปราณยุทธ์เข้าสู่ร่างกายเขาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนหยุดกะทันหันในช่วงคับขัน ดังนั้น เซียวเหยียนชัดเจนอย่างยิ่งถึงคุณและโทษในเรื่องนี้

เย่าเหล่าชำเลืองเซียวเหยียนที่สีหน้าสงบนิ่ง ผงกศีรษะพึงใจ ยิ้มกล่าว “สำหรับคนอื่นแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง แต่เจ้ากลับไม่เหมือน พื้นฐานในร่างกายเจ้าหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้ว อีกทั้งหลายปีมานี้เจ้าก็มานะบากบั่น ไม่เคยละเลยการฝึกแม้แต่วันเดียว ดังนั้น พื้นฐานของเจ้าตอนนี้ ผู้เป็นอาจารย์สามารถกล่าวอย่างไม่เกรงใจได้ว่า เยี่ยมยอดมาก!”

“หรือท่านอยากอาศัยกำลังภายนอกยกระดับพลังฝีมือของข้า เช่นกินโอสถ?” เซียวเหยียนแววตาเป็นประกาย

“ประมาณนั้น แต่ทว่า ระดับความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณเจ้าในตอนนี้ ไม่อาจรองรับการปะทะของฤทธิ์ยาชนิดใดๆ ได้ แม้กระทั่งโอสถผนึกปราณที่ระดับต่ำสุด นั่นก็ไม่ได้!”

“โอสถผนึกปราณที่ระดับต่ำสุด…” นิ้วมือสั่นกระดิก เซียวเหยียนใคร่จะกลอกตาค้อน โอสถวิเศษที่ถูกปั่นราคาจนสูงลิ่วในจักรวรรดิเจียหม่า พอถึงปากของอาจารย์ลึกลับท่านนี้ของตน ถึงกับกลายเป็นยาระดับต่ำสุดไปแล้ว

“เช่นนั้นวิธีของท่านคือ?” สูดหายใจลึกคำหนึ่ง เซียวเหยียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม

“เฮอะๆ ฤทธิ์ยารุนแรงเกินไป ง่ายต่อการทำร้ายเส้นลมปราณ ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้วิธีที่นุ่มนวลขึ้น” เย่าเหล่าระบายยิ้ม

“พรุ่งนี้ เจ้าเตรียมหญ้าจื่อเย่หลันสามต้น อายุยิ่งนานยิ่งดี ยังมีดอกล้างกระดูกสองต้น อายุเท่าไรก็ได้ อ้อ ใช่แล้ว ยังมีแก่นอสูรระดับหนึ่งที่เป็นธาตุไม้อีกหนึ่งก้อน เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นต่ำ คิดว่าเจ้าคงพอหาได้...มีคนขึ้นมาแล้ว ข้ากลับเข้าแหวนก่อน! ห้ามบอกใครถึงการดำรงอยู่ของข้า รวมทั้งคนที่ใกล้ชิดเจ้าที่สุด” พูดจบ เย่าเหล่าไม่สนเซียวเหยียนที่อ้าปากกว้างขึ้นทุกที ผลุบหายเข้าไปในวงแหวนสีดำทันที แหวนสั่นเล็กน้อย ก่อนสวมเข้านิ้วมือเซียวเหยียนอย่างแม่นยำ

“หญ้าจื่อเย่หลันสามต้น? ดอกล้างกระดูกสองต้น? แก่นอสูรระดับหนึ่งธาตุไม้หนึ่งก้อน? ตาเฒ่า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เห็นข้าเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือไร รวมกันสามอย่างต้องมีหนึ่งพันเหรียญทองเชียว! เงินออมที่ข้าอุตส่าห์กระเหม็ดกระแหม่มาหลายปีก็มีอยู่แค่สี่ร้อยเหรียญทองเท่านั้น อย่างมากก็ซื้อได้แค่แก่นอสูรระดับหนึ่งก้อนเดียว” เซียวเหยียนถลึงตาใส่แหวน

นั่นเป็นเรื่องของเจ้า คิกๆ น้ำโอสถที่ข้าปรุงขึ้น ผู้อื่นมีเงินยังหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ แค่ให้เจ้าออกเงินค่าวัตถุดิบนิดหน่อย ทำเป็นโอดครวญ’ เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเย่าเหล่า ดังขึ้นกลางใจเซียวเหยียน

“สิ่งที่นักปรุงโอสถปรุงออกมา มีแต่คนรวยเท่านั้นถึงจะใช้ได้จริงๆ” เซียวเหยียนหัวเราะขื่นๆ

เงินค่าขนมที่เขาได้จากตระกูลเซียวทุกเดือนก็ไม่นับว่าน้อย เป็นจำนวนถึงยี่สิบเหรียญทอง เงินเหล่านี้วางไว้ด้านนอก เพียงพอให้ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปใช้กินอยู่ได้เกินหนึ่งปี แต่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อวัตถุดิบตามที่เย่าเหล่าสั่ง กลับเป็นแค่ขนหนึ่งเส้นของวัวเก้าตัวเท่านั้น นี่ก็คือความแตกต่าง!

“เฮ่อ ได้แต่ขอยืมคนอื่นแล้ว…” ถอนใจด้วยความกลุ้ม เซียวเหยียนค่อยๆ เก็บงำอารมณ์ ใบหน้าคืนสู่ความสงบดังเดิม หันไปมองทางเดินขึ้นเขา ที่นั่น เงาร่างอรชรสีม่วงสายหนึ่ง ประดุจภูตพรายก็มิปาน กำลังทะยานขึ้นมาอย่างปราดเปรียว

ปลายเท้าสะกิดบนหินผาเบาๆ เซียวซวินเอ๋อร์ประดุจผีเสื้อสีม่วง ท่วงท่าอ่อนช้อยกรีดวาดเป็นวงอันงดงาม กระโจนถึงยอดเขาอย่างแผ่วเบา ผินหน้านิดๆ สายตากวาดมองหนุ่มน้อยตรงริมผา

เพ่งมองหนุ่มน้อย ซวินเอ๋อร์ผงะเบาๆ ไม่พบเห็นเพียงครึ่งวัน หากนางกลับรู้สึก เซียวเหยียนในตอนนี้คล้ายมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้า

เมื่อดวงตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางสายลมภูเขา ซวินเอ๋อร์สัมผัสได้ในที่สุดว่าหนุ่มน้อยมีอะไรเพิ่มขึ้น นั่นคือ...ความเชื่อมั่นในตนเอง!

สามปีแล้ว วงแสงที่เจิดจรัสที่สุดบนร่างของหนุ่มน้อยในอดีต ในที่สุดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มรำไรบนมุมปากหนุ่มน้อย พวงแก้มนวลเนียนของเซียวซวินเอ๋อร์ปรากฏลักยิ้มกระจุ๋มกระจิ๋ม ก่อนระบายยิ้มกล่าว “เห็นท่าทางตอนนี้ของพี่เซียวเหยียน คล้ายว่าไม่จำเป็นต้องให้ซวินเอ๋อร์มาปลอบใจแล้ว”

“คนเมื่อประสบอุปสรรค ยังคงต้องเติบโตมิใช่หรือ” เซียวเหยียนยักไหล่ ยิ้มกล่าว

“นางจะต้องสำนึกเสียใจแน่นอน”

ซวินเอ๋อร์เม้มปากแย้มยิ้ม ท่าทางหนักแน่นขึงขัง ประหนึ่งตุลาการ

เซียวเหยียนยิ้มชืดๆ ขยับเสื้อผ้าเข้าที่ก่อนเดินไปหาสาวน้อย

เดินจนใกล้ถึง มองดูเซียวซวินเอ๋อร์ที่สูงเกือบเท่าตน พินิจใบหน้าสวยแฉล้มที่อ่อนใสอย่างเห็นได้ชัดใบนั้น หัวใจเซียวเหยียนพลันเลื่อนลอย เด็กหญิงตัวน้อยที่น้ำมูกไหลยืด เดินตุปัดตุเป๋ติดตามอยู่ข้างหลังตนในปีนั้น โตขึ้นถึงกับจิ้มลิ้มพริ้มเพราปานนี้

หัวเราะเบาๆ แววตาหนุ่มน้อยอาบด้วยไออุ่น หยิกแก้มนุ่มนิ่มของสาวน้อยที่กำลังตกตะลึงโดยไม่เกรงใจ “ซวินเอ๋อร์ก็โตเป็นสาวแล้ว แต่ยังดีที่ไม่ลืมท่าทางดูไม่จืดของพี่เซียวเหยียนตอนเด็กๆ ที่ปีนเก็บผลไม้ให้เจ้าจนตกลงมาเนื้อตัวฟกช้ำไปหมด”

ตะลึงงันกับกิริยาสนิทสนมของเซียวเหยียนอยู่เป็นนาน ดวงตาสุกสกาวจับจ้องลูกตาดำจัดปราศจากสิ่งเจือปนคู่นั้น ซวินเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในใจ

ตอนเด็ก เขาก็ชอบหยิกแก้มป่องๆ ของตนเช่นนี้ แต่หลังจากเกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อน เขาเหมือนก่อกำแพงขึ้นในใจ กันทุกคนไว้ด้านนอก ไม่ว่าตนจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด ล้วนถูกท่าทีไม่เย็นไม่ร้อนของเขาทิ่มแทงจนผละไปเงียบๆ

เขากลับมาแล้วจริงๆ… แต่ ดูเหมือนเขายังเห็นข้าเป็นแมลงตามก้นเมื่อตอนเด็ก ช่างเป็นท่อนไม้ท่อนหนึ่งจริงๆ’ ซวินเอ๋อร์เบะปากนิดหนึ่ง ก่อนรีบตำหนิความโลภมากของตัวเอง

“ซวินเอ๋อร์ สามปีที่ผ่านมา อย่าโทษพี่เซียวเหยียนเลย ช่วงเวลานั้น ข้าเองก็มีชีวิตอย่างมึนงง แต่ยังโชคดี มีเจ้าเคียงข้างเสมอ” เซียวเหยียนเกาศีรษะอย่างเก้อเขินเมื่อเอ่ยขอโทษ

ซวินเอ๋อร์ยิ้มอย่างหวานชื่น ความน้อยใจที่สะสมมาสามปี ท่ามกลางเสียงขอโทษที่ประดักประเดิดของหนุ่มน้อย พลันสลายวับไม่เห็นเงา

“แค่ก ใช่แล้ว ซวินเอ๋อร์ ในมือเจ้ามีเงินอยู่เท่าไร” คลายมือจากดวงหน้าเนียนใส เซียวเหยียนจู่ๆ โพล่งถามพร้อมรอยยิ้มแหยๆ

ในตระกูล เว้นแต่ท่านพ่อก็มีแต่ซวินเอ๋อร์ที่สนิทกับเขาที่สุด วันนี้ทำให้ท่านพ่อต้องเสียเกียรติปานนั้น เขาไม่มีหน้ากลับไปยืมเงินท่านพ่ออีก จึงได้แต่เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ซวินเอ๋อร์แทน

“เงิน?” กะพริบตาปริบๆ ซวินเอ๋อร์ย้อนถามเสียงฉงน “พี่เซียวเหยียนต้องการเงินหรือ”

“เอ่อ...อยากซื้อของ แต่ยังขาดเงินอีกนิดหน่อย” เซียวเหยียนอดหน้าแดงไม่ได้ จะภพก่อนหรือภพนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขายืมเงินจากผู้หญิง

เห็นเซียวเหยียนที่จิตใจชืดชาเผยท่าทางกระอักกระอ่วนเช่นนี้เป็นครั้งแรก ซวินเอ๋อร์พลันรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ป้องปากหัวเราะเสียงใส “ข้ามีอยู่พันกว่าเหรียญทอง พอหรือไม่? ถ้าไม่พอ…”

ขณะกล่าว มือเรียวสวยข้างหนึ่งทางด้านหลังซวินเอ๋อร์ งอนิ้วดีดเบาๆ บัตรสีม่วงทองใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหว่างนิ้วทั้งสอง เหนือบัตร วูบวาบด้วยริ้วคลื่นต่างสีห้าแถบ

บัตรม่วงทองห้าริ้ว ในมหาพิภพโต้วชี่ อย่างน้อยต้องมีพลังฝีมือระดับยอดยุทธ์จึงมีคุณสมบัติยื่นขอบัตรทองที่เป็นตัวแทนแห่งฐานะประเภทนี้ได้ แน่นอน พวกอิทธิพลล้ำฟ้าทั้งหลายก็เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติประเภทนี้เช่นกัน

“พอแล้ว พอแล้ว…” เซียวเหยียนพยักหน้าอย่างลิงโลด

“วางใจเถอะ ข้าจะคืนเงินทั้งหมดให้เจ้าแน่นอน” ตบๆ ท้ายทอย เซียวเหยียนให้สัญญา

“ใครอยากได้คืนกันเล่า…” เบะปากนิดหนึ่ง บัตรม่วงทองข้างหลังซวินเอ๋อร์ ถูกนางเก็บงำอย่างรวดเร็ว

“ไปเถอะ ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นในเมืองอูถ่าน” เซียวเหยียนกวักมือเรียกสาวน้อย ก่อนนำหน้ากระโดดโลดเต้นลงเขาไป

ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ซวินเอ๋อร์ยิ้มมองหนุ่มน้อยที่กลับสู่ความร่าเริงเหมือนเมื่อสามปีก่อนคนนั้น พึมพำเบาๆ “น่าหลันเยียนหราน ข้าควรเกลียดเจ้าหรือขอบคุณเจ้าดี”

…………

แสงแดดยามเช้าตรู่ส่องผ่านช่องหน้าต่าง สะท้อนบนเรือนร่างหนุ่มน้อยซึ่งนั่งขัดสมาธิฝึกฌานอยู่เหนือเตียง ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ

หลังนั่งสมาธิอยู่นาน เซียวเหยียนหายใจเข้าลึกๆ คำหนึ่ง กลุ่มควันสีขาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าไหลเข้าสู่ในกายทางปากจมูก หล่อเลี้ยงกระดูกทั่วตัว

ลืมตาฉับพลัน หมอกขาวกลุ่มหนึ่งวูบผ่าน เซียวเหยียนบิดขี้เกียจช้าๆ คราหนึ่ง ความลุ่มหลงและเคลิบเคลิ้มเกลื่อนกล่นใบหน้า “ก็คือความรู้สึกชนิดนี้ สามปีแล้วสินะ ความรู้สึกที่ได้เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้ง”

เซียวเหยียนตะกายลงจากเตียงอย่างเอื่อยเฉื่อย ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า

สุ้มเสียงสดใสเสนาะหูของซวินเอ๋อร์ดังขึ้นนอกประตู “พี่เซียวเหยียน ยังไม่ตื่นอีกหรือ”

“เด็กคนนี้ มาเช้าจริง” ส่ายหน้าอ่อนใจ เซียวเหยียนหมุนตัวไปรื้อค้นในตู้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอุ้มกล่องน้อยใบหนึ่งออกมา เปิดอย่างเบามือ ประกายสีทองอร่ามพลันส่องแสงเรืองรอง ดวงตาของเซียวเหยียนหรี่ลงเล็กน้อย

“นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าแล้ว” ประคองกล่องใบน้อยขึ้น เซียวเหยียนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขื่น

ผลักประตูเดินออก เห็นสาวน้อยแรกรุ่นที่ปากประตู… ซวินเอ๋อร์ในวันนี้เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนทั้งตัว สีสันที่อ่อนจาง ทำให้นางทวีความใสพิสุทธิ์

ซวินเอ๋อร์ในตอนนี้ ช่างเหมือนสาวน้อยบนโลกเหลือเกิน เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวัยกำดัด แน่นอน ไม่อาจไม่กล่าวว่า บุคลิกอ่อนใสเรียบง่ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น กลับเป็นสิ่งที่เซียวเหยียนไม่เคยพบเห็นจากเด็กสาวอื่นๆ มาก่อน

“นี่ ของที่ท่านต้องการ” เห็นเซียวเหยียนออกมา ซวินเอ๋อร์ยิ้มพรายเมื่อยื่นบัตรสีดำใบหนึ่งส่งให้ นี่เป็นบัตรออมเงินแบบทั่วไป มูลค่าสูงสุดไม่อาจเกินกว่าห้าพันเหรียญทอง

ยื่นมือรับบัตรดำ เซียวเหยียนล้อว่า “แม่สาวน้อย แต่งตัวสวยปานนี้จะทำอะไร หรือมีนัดหมายกับคนอื่น?”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่พี่เซียวเหยียนชวนข้าออกไปด้วยกัน ซวินเอ๋อร์ตื่นเต้นยิ่งนัก จึงแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ” การหยอกล้ออย่างสนิทสนมของเซียวเหยียน ทำให้ดวงตาซวินเอ๋อร์โก่งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ยิ้มร่าอย่างซุกซน

เซียวเหยียนที่อารมณ์สดชื่นก็พลอยยิ้มและคุยตอบด้วยหลายประโยค ทั้งสองเดินหัวร่อต่อกระซิกออกจากบ้าน ระหว่างนั้นเดินผ่านสมาชิกในตระกูลหลายคน เมื่อเห็นท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมของเขากับซวินเอ๋อร์ แต่ละคนอดเผยสีหน้าประหลาดใจมิได้

ซวินเอ๋อร์ในตอนนี้ ไม่ว่ารูปโฉมหรือพรสวรรค์ ล้วนเป็นมุกจรัสที่เจิดจ้าที่สุดในบรรดาสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูล ยามปกติอยู่ในบ้าน นางแม้แลดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าภายใต้รอยยิ้มบางๆ นั้น กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาอันคลุมเครือ เอ่ยทักทายกับนางนั้นง่าย ใคร่สนทนาลงลึก ยากมาก

มิได้แยแสคนในตระกูลสักนิด เซียวเหยียนพาซวินเอ๋อร์ตรงดิ่งออกจากบ้าน จากนั้นผ่อนฝีเท้าช้าลง ท่องทัศนาบนถนนใหญ่ที่ผู้คนขวักไขว่อย่างสบายอารมณ์

เมืองอูถ่านมิเสียทีเป็นหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ของจักรวรรดิเจียหม่า ผู้คนอึกทึกคึกคัก แม้ตอนนี้แสงแดดแผดจ้า แต่บนถนนหนทาง ยังคงล้นหลามด้วยฝูงชน ถึงขนาดยังมีชนเผ่าอื่นให้เห็น

อาจบางทีเป็นเพราะได้เคียงข้างเซียวเหยียน หลังออกจากบ้าน ซวินเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นร่าเริงขึ้นมาก ฉุดดึงเซียวเหยียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไม่ได้หยุด เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของสาวน้อย ส่งผลให้ท้องถนนภายใต้แสงแดดแผดเผาเย็นลงหลายส่วน

หลังซวินเอ๋อร์เที่ยวเล่นจนเหนื่อยอ่อน เซียวเหยียนค่อยพานางเสาะหาร้านสมุนไพรละแวกนั้น จ่ายไปเก้าร้อยกว่าเหรียญทองซื้อหญ้าจื่อเย่หลันอายุยี่สิบปีสามต้นและดอกล้างกระดูกอายุห้าปีสองต้น เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นต่ำ ขอเพียงมีเงินก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านสมุนไพร แน่นอน หากต้องการวัตถุดิบชั้นสูงขึ้นไป นั่นคงได้แต่เสาะแสวงด้วยตนเอง ไม่ก็ไปตลาดหรือสำนักประมูลต่างๆ

มองดูทรัพย์สินในมือที่ไหลออกเป็นน้ำ เซียวเหยียนส่ายศีรษะยิ้มขื่น ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเงินตราในมหาพิภพโต้วชี่มีความสำคัญเพียงใด

สมุนไพรได้ครบแล้ว หนึ่งเดียวที่ยังขาด แก่นอสูรระดับหนึ่งธาตุไม้!