ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 4 คนที่นั่งแถวหลังคนนั้น

เช้าวันแรกของการเปิดเทอมชั้น ม.6 ซูอวิ้นจิ่นเดินเข้าห้องเรียนใหม่ตามลำพัง เธอถูกจัดให้อยู่แผนวิทย์ห้องสี่ เมื่อกวาดตามอง ในห้องใกล้นั่งกันเต็มแล้ว แต่คนที่คุ้นตามีแค่ไม่กี่คน แถมส่วนใหญ่ยังมีแต่ผู้ชาย นักเรียนจากชั้นเรียนเดิมถูกแบ่งห้องใหม่ทั้งหมด แต่เธอก็ไม่มีเพื่อนร่วมห้องที่สนิทด้วยอยู่แล้ว เธอหยุดยืนข้างแท่นบรรยายครู่หนึ่ง ความไม่มั่นใจยามเผชิญสถานที่แปลกหน้าเหมือนตอนย้ายมาใหม่ๆ คล้ายกลับมาอีกครั้ง

เพราะยังไม่มีการจัดที่นั่ง นักเรียนที่มาถึงก่อนจึงจับกลุ่มนั่งคุยตามมุมต่างๆ ในห้อง ระหว่างมองหาที่ว่าง ซูอวิ้นจิ่นเหลือบเห็นเมิ่งเสวี่ยอดีตเพื่อนร่วมห้องกำลังยืนพิงโต๊ะเรียนตัวหนึ่งพลางพูดคุยอย่างสนิทสนมกับนักเรียนชายสองสามคนที่อยู่แถวนั้น ประหนึ่งดอกไม้แดงกลางพุ่มไม้เขียวชอุ่ม เมิ่งเสวี่ยเคยเป็นตัวแทนนักเรียนประจำชั้นปีของพวกเธอ นิสัยเฮฮาร่าเริง แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่ค่อยสนิทกับอีกฝ่าย เคยคุยกันแค่ไม่กี่ครั้ง เมิ่งเสวี่ยมองเห็นตอนเธอเดินผ่าน จึงโบกมือทักทาย

“ไม่นึกว่าเธอก็เลือกแผนวิทย์ด้วย ได้ยินว่านักเรียนหญิงห้องเรามีแค่เราสองคนที่ได้อยู่แผนวิทย์ห้องสี่”

ซูอวิ้นจิ่นไม่พูดอะไร แค่ยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ในใจมัวแต่นึกโมโหที่ตนเองเสียเวลาเก็บที่นอนในหอพัก ตอนนี้ในห้องเรียนแม้แต่ที่ว่างก็เหลือไม่กี่ที่ ได้แต่เดินไปพลางมองหาไปพลาง

เมิ่งเสวี่ยก็ยังไม่มีที่นั่งเหมือนกัน ข้างโต๊ะที่เธอพิงมีที่นั่งว่างติดกันสองที่ แต่เธอไม่มีท่าทีจะชวนซูอวิ้นจิ่นไปนั่งด้วย พอทักเสร็จก็หันไปคุยกับนักเรียนชายสองสามคนนั้นต่อ

ซูอวิ้นจิ่นเองก็ไม่เสนอตัวไปนั่ง ไม่นานก็ตาไวเหลือบเห็นมุมหนึ่งตรงแถวหลังมีโต๊ะว่าง จึงรีบเดินตรงไป

คนที่นั่งข้างเธอเป็นนักเรียนหญิงร่างอวบ หน้าตาธรรมดา เสื้อนักเรียนที่สวมก็เหมือนกับซูอวิ้นจิ่น คือซักจนสีซีด อีกฝ่ายกำลังก้มหน้าเขียนคำศัพท์ ซูอวิ้นจิ่นเคยเห็นเด็กขยันมาไม่น้อย แต่เด็กขยันที่อุตส่าห์หาเวลาทบทวนบทเรียนแม้แต่ในวันเปิดเทอมวันแรกซึ่งบรรยากาศครึกครื้นนั้นหาได้ยากมาก เธอรู้สึกว่านักเรียนหญิงคนนี้ออกจะคุ้นหน้า คลับคล้ายว่าเคยเห็นอีกฝ่ายในหอพักแห่งใหม่เมื่อคืน จึงเริ่มชวนคุยอย่างขัดๆ เขินๆ

“ฉันชื่ออวิ้นจิ่น เธอล่ะ”

“มั่วอวี้หวา” นักเรียนหญิงคนนั้นตอบ ปากกาในมือยังคงเขียนไม่หยุด ซูอวิ้นจิ่นคิดว่าตัวเองพูดน้อยแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนที่ประหยัดคำพูดยิ่งกว่า จึงไม่กล้ารบกวนเวลาทบทวนบทเรียนของอีกฝ่ายอีก

ตอนนี้ถึงเวลาโฮมรูมแล้ว แต่ไม่เห็นอาจารย์เข้ามาเสียที ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่เงียบๆ  นึกถึงตอนที่พ่อแม่ออกมาส่งเธอขึ้นรถกลับโรงเรียนเมื่อวาน แม่ไม่อยากให้เธอกลับ จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ส่วนพ่อกำชับนักหนาให้เธอตั้งใจเรียน ดูแลตัวเองให้ดี ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอสารภาพกับพวกท่านเรื่องผลการเรียนอันย่ำแย่ของตน พ่อแม่ไม่ได้ตำหนิเธอมากนัก พ่อถึงขนาดเรียกเธอมาคุยเปิดอก บอกว่าส่งเธอไปเรียนในตัวเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่อยากให้เธอสูญเสียความมั่นใจเพราะอุปสรรคเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อมองใบหน้าที่ซูบตอบจนน่าใจหายของพ่อ ซูอวิ้นจิ่นก็ไม่กล้าเอ่ยปากเรื่องที่ตนตั้งใจจะย้ายกลับมาเรียนในอำเภอ กลับมาคราวนี้ เธอเห็นว่าสีหน้าของพ่อแย่ลงเรื่อยๆ  ร่างกายผ่ายผอมจนแทบจำไม่ได้ เธอกับแม่อยากให้พ่อไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลแห่งใหญ่ในตัวเมือง พ่อไม่ยอมไป บอกว่าไม่จำเป็น อยู่บ้านกินยาจีนก็พอ ซูอวิ้นจิ่นรู้ว่าพ่อกลัวสิ้นเปลืองเงิน คิดแต่ว่าต้องเก็บเงินไว้ให้ลูกสาวเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่มอบสิ่งที่ดีที่สุดทุกอย่างให้กับเธอ ถ้าเธอขึ้นชั้น ม.6 แล้วผลการเรียนยังเหมือนเดิม เธอก็ไม่มีหน้าไปพบพวกท่านอีกแล้วจริงๆ

นึกถึงตรงนี้เธอก็เศร้าใจ คิดในใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาโอกาสเกลี้ยกล่อมพ่อไปตรวจที่โรงพยาบาลให้ได้ ยังมีอะไรสำคัญกว่าสุขภาพอีกเล่า

ซูอวิ้นจิ่นมัวแต่จมอยู่ในความคิดของตน และโดยไม่รู้ตัวในห้องก็ปกคลุมด้วยความเงียบ ที่แท้อาจารย์มาถึงแล้ว อาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ของพวกเขาแซ่ซุน เป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่ถึงห้าปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ ท่าทางดูเป็นมิตรกว่าอาจารย์ประจำชั้นศีรษะล้านคนนั้นมาก ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เขาแนะนำตัวอย่างคร่าวๆ ก่อนจะแจ้งเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่กับทุกคนว่า ให้แต่ละคนเลือกที่นั่งตามใจชอบ จับคู่ได้อย่างอิสระ เช่นนี้เรียกว่าการ “เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” หลังจากเลือกที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากย้ายที่ เพียงแค่สองฝ่ายยินยอมก็พอ ไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากเขา หากทำตามที่เขาว่า ก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นหลักท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมตึงเครียดของชั้น ม.6 ได้

ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกว่าความคิดของอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ไม่ค่อยเข้าท่านัก แต่ละคนล้วนมาจากต่างห้องเรียน เพิ่งเปิดเทอมวันแรก ต่างยังไม่คุ้นเคยกัน จะ “จับคู่อย่างอิสระ” อย่างไรได้ ทว่าเธอคิดผิด ทันทีที่อาจารย์ซุนพูดจบ เสียงเลื่อนโต๊ะ เสียงคนเดิน เสียงเรียกหากันก็ดังขึ้น บรรยากาศคึกคักอย่างมาก เธอพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม่รู้จักกันอย่างที่เธอคิด พวกเขาโบกมือให้กันและเดินไปหากันอย่างเริงร่า ไม่นานในห้องก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย แม้แต่มั่วอวี้หวาซึ่งนั่งอยู่ข้างเธอก็ไม่รู้หยุดเขียนคำศัพท์ตั้งแต่เมื่อไร รีบเก็บข้าวของไปจองที่นั่งแถวหน้าสุด ปล่อยให้ซูอวิ้นจิ่นนั่งเก้ออยู่ตรงนั้นคนเดียว

ไม่นานก็มีนักเรียนชายท่าทางเอะอะมะเทิ่งสองสามคนตะโกนโหวกเหวกพลางเดินมายังมุมที่เธอนั่งอยู่

“เธอย้ายไปนั่งที่อื่นได้ไหม” หนึ่งในนั้นถาม ดูท่าที่นั่งแถวหลังสุดนี้คงเป็นทำเลทองสำหรับคนบางคน ซูอวิ้นจิ่นยืนขึ้น ยกที่นั่งให้พวกนั้น ถึงอย่างไรเธอก็ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษ ห้องเรียนใหญ่ขนาดนี้ต้องมีที่เหลือให้เธออยู่แล้ว สู้รอทุกคนได้ที่นั่งหมดก่อนดีกว่า แล้วเธอค่อยหาที่นั่งว่างสักที่

กระทั่งความวุ่นวายค่อยๆ สิ้นสุด คนส่วนใหญ่ล้วนได้ที่นั่งแล้ว ที่นั่งที่เหลือให้ซูอวิ้นจิ่นเลือกจึงเหลือไม่มาก ซ้ำยังอยู่แถวหลังเกือบหมด เธอทั้งแปลกใจทั้งดีใจเมื่อเห็นว่าตรงกลางแถวสามนับจากหลังสุดมีที่ว่างอยู่ที่หนึ่ง คนที่นั่งข้างๆ คือซ่งหมิง หนึ่งในอดีตเพื่อนร่วมห้องไม่กี่คนที่เธอรู้จัก ซ่งหมิงเป็นนักเรียนชายร่างเล็กที่สายตาสั้นมาก เคยนั่งอยู่หน้าซูอวิ้นจิ่น เป็นคนนิสัยดี พูดน้อย เรียนเก่ง แล้วก็อัจฉริยะด้านภาษาอังกฤษ ถ้าได้นั่งร่วมโต๊ะกับคนอย่างนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลว

“ขอโทษที ตรงนี้มีคนนั่งไหม” ซูอวิ้นจิ่นลองก้าวไปถามซ่งหมิง

“เอ่อ...” ปฏิกิริยาของซ่งหมิงค่อนข้างแปลก เขาชะงัก ก่อนตอบคำถามนี้ก็หันไปชำเลืองมองแวบหนึ่ง แถวหลังของที่ว่างนั้นมีคนนั่งอยู่แล้ว เป็นนักเรียนชายคนหนึ่งที่ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้จัก เขากำลังจัดโต๊ะเรียนของตนโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า

ผ่านไปสองสามวินาที ซ่งหมิงถึงเอ่ยตอบอย่างไม่แน่ใจ “น่าจะไม่มีนะ”

ซูอวิ้นจิ่นถอนใจโล่งอก ตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่นี่ เธอเพิ่งจะนั่งลง ก็ได้ยินเสียงคนด้านหลังพูดขึ้นเสียงดัง “เฮ้ย เมื่อกี้ตอนเมิ่งเสวี่ยมา นายบอกว่าห้ามผู้หญิงนั่งหน้านายไม่ใช่เหรอ”

“ฉันเคยพูดแบบนั้นเมื่อไร ที่นั่งนั้นไม่ใช่ของฉันซะหน่อย อีกอย่าง แถวนี้มีผู้หญิงด้วยเรอะ” คนที่ตอบไม่ได้จงใจลดเสียงลง ซ้ำยังพูดเสียงดังฟังชัด

ตอนแรกซูอวิ้นจิ่นรู้สึกแค่ว่าเสียงของคนคนนั้นออกจะคุ้นหู แต่พอคิดตามก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล เธอหันไปมองอย่างงุนงง

คนที่นั่งด้านหลังคล้ายเงยหน้าเหลือบมองเธอพอดี

“เฉิงเจิง นายพูดเลอะเทอะอะไร หล่อนน่ะหรือไม่ใช่ผู้หญิง?” คนพูดคือเพื่อนร่วมโต๊ะของคนที่นั่งด้านหลังซูอวิ้นจิ่น หน้าตาค่อนข้างดี กำลังยิ้มกว้างอย่างทะเล้น

“ฉันไม่เห็นดูออกเลยว่าหล่อนเป็นผู้หญิง”

ถ้าบอกว่าเมื่อครู่แค่สงสัย ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นก็พอจะแน่ใจแล้วว่า “หล่อน” ที่อีกฝ่ายพูดถึงหมายถึงตนเอง

เธอถามอย่างข้องใจ “เธอหมายความว่าไง”

“อะไร ‘หมายความว่าไง’” นักเรียนชายที่ชื่อเฉิงเจิงทำหน้าใสซื่อ

“เธอบอกว่าใครไม่ใช่ผู้หญิง”

“ก็เธอไง เธอใช่เหรอ”

แม้แต่คนที่ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใครอย่างซูอวิ้นจิ่นยังอดโมโหไม่ได้ เธอคิดไม่ออกว่าตนไปทำอะไรให้เพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักไม่พอใจตอนไหน จนอีกฝ่ายต้องมากวนประสาทเธอแบบนี้

“ฉันจะไม่ใช่ได้ยังไง” เธอข่มกลั้นโทสะ ย้อนถามเสียงงึมงำ

“เธออยากพิสูจน์ไหมล่ะ” อีกฝ่ายเอนพิงโต๊ะตัวหลัง มองเธออย่างพิจารณาพลางยิ้มอวดฟันขาว

เพื่อนร่วมโต๊ะของเขา รวมทั้งนักเรียนชายหลายคนแถวนั้นต่างหัวเราะอย่างไม่ประสงค์ดี

เป็นครั้งแรกที่ซูอวิ้นจิ่นสังเกตเห็นว่า ใบหน้าที่หล่อเหลาดูดีก็ทำให้คนรำคาญได้ถึงขนาดนี้

เธอโต้กลับเสียงเย็นชา “ฉันใช่ผู้หญิงหรือไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ”

เมื่อเห็นว่าทุกคนได้ที่นั่งครบแล้ว อาจารย์ซุนจึงใช้ชอล์กเคาะแท่นบรรยายสองสามครั้ง “นักเรียนทุกคนเงียบก่อน ฟังที่ครูพูด ในหนึ่งปีต่อจากนี้ ทุกคนจะเป็นเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน ก่อนถึงขั้นนั้น พวกเราควรทำความรู้จักกันก่อนไหม ครูเสนอให้ทุกคนผลัดกันออกมาแนะนำตัวเอง เริ่มจากแถวหน้าสุด”

ความไม่พอใจเล็กๆ ของซูอวิ้นจิ่นเมื่อครู่นี้พลันถูกแทนที่ด้วยความกังวล เวลายืนหน้าชั้นเรียนเธอจะรู้สึกอึดอัดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่มีหนทางอื่น นักเรียนแถวหน้าทยอยเดินออกไปแนะนำตัวกับเพื่อนในชั้น วิธีพูดแตกต่างกันไป อย่างมั่วอวี้หวา ยังคงบอกชื่อตัวเองอย่างสั้นกระชับตามสไตล์ ส่วนเด็กสาวสดใสอย่างเมิ่งเสวี่ยจะเล่าที่มาสั้นๆ เกี่ยวกับชื่อของตนจนคนฟังเห็นภาพตามไปด้วย เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่แถวหลัง ยิ่งกระสับกระส่ายก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ราวกับเพียงพริบตาเดียว ซ่งหมิงก็เดินจากแท่นบรรยายกลับมานั่งที่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดอะไร

“นักเรียนคนต่อไป” อาจารย์ซุนเอ่ยเรียก

เธอเดินออกไปอย่างยอมรับชะตากรรม สูดหายใจลึก พยายามทำเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง

“ฉัน...ชื่อซูอวิ้นจิ่น มาจาก...”

“เดี๋ยวนะ ฉันอยากรู้ว่าอักษร ‘อวิ้น’ ในชื่อเธอเขียนยังไง คงไม่ใช่ ‘อวิ้น’ ที่แปลว่าตั้งท้องใช่ไหม”

เสียงหัวเราะดังสนั่นอีกครั้ง ท่ามกลางนักเรียนหลายสิบคนในห้อง ซูอวิ้นจิ่นรู้ทันทีว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร เขาอีกแล้ว! ใบหน้าเธอพลันแดงก่ำ มือทั้งสองข้างจับแท่นบรรยายอย่างประดักประเดิด เสียงหัวเราะเหล่านั้นราวกับใบมีดกรีดเฉือนหัวใจเธอ

“เฉิงเจิง ระวังคำพูดหน่อย!” อาจารย์ซุนขมวดคิ้วต่อว่านักเรียนชายที่พูดจาไม่มีมารยาทคนนั้น เห็นทีอาจารย์จะรู้จักเขามาก่อน ทุกคนล้วนรู้จักเขา มีแต่คนดวงซวยอย่างเธอที่ไม่รู้ไปล่วงเกินนักเลงโตคนนี้ตอนไหน

เฉิงเจิงเงียบเสียง แต่การแนะนำตัวของซูอวิ้นจิ่นก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้อีก เธอใบหน้าร้อนผ่าวขณะเดินกลับไปนั่งที่ ซ่งหมิงเหลือบมองเธออย่างเห็นใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้การแนะนำตัวหยุดลงกลางคัน เขาบอกว่าเขาชื่อ “เฉิงที่แปลว่าใฝ่รู้ใฝ่เรียน เจิงที่แปลว่าหนักแน่นซื่อตรง” เห็นทีนอกจากเขาจะเสียทีที่เกิดมาหน้าตาดีแล้ว ยังเสียทีที่เกิดมามีชื่อดีอีกด้วย รูปลักษณ์ภายนอกกับเนื้อแท้ภายในของคนเรานั้นแตกต่างกันจริงๆ  ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะของเขา “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ที่หัวเราะได้สะใจสุดๆ นั้นชื่อโจวจื่ออี้

กระทั่งแนะนำตัวครบทุกคน หัวหน้าห้องชั่วคราวช่วยอาจารย์แจกหนังสือเรียนเล่มใหม่เสร็จสิ้น คาบโฮมรูมก็สิ้นสุดลง หลังกลับมานั่งที่ ซูอวิ้นจิ่นคิดหาคำตอบอยู่นาน เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้คือเฉิงเจิงไม่พอใจที่เธอมานั่งหน้าเขา ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องหาทางอยู่ห่างจากเขา เธอรวบรวมความกล้าถามเพื่อนหลายคน แต่ไม่มีใครยอมเปลี่ยนที่กับเธอแม้แต่คนเดียว รวมทั้งเมิ่งเสวี่ยด้วย พอเมิ่งเสวี่ยได้ยินข้อเสนอของเธอก็เอาแต่เบ้ปาก “ที่ตรงนั้นมีอะไรดี ฉันไม่เห็นจะอยากนั่ง” ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากนำเรื่องนี้ไปรบกวนอาจารย์ และเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่บอกให้ตนเองอดทน

ทว่าคนบางคนเหมือนจะทนเห็นเธออยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ เธอเพิ่งกลับมานั่งที่ หยิบหนังสือเรียนวิชาต่อไปออกมาอย่างยอมรับชะตากรรม ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่ามีคนใช้ปากกาทิ่มหลังตนอย่างแรง ต้องเป็นเขาอีกแน่ๆ  ซูอวิ้นจิ่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ปากกาของเขากลับไม่ยอมหยุดง่ายๆ

“อะไรของเธอ!” เธอกัดฟันหันไปถาม

“ทำไมต้องโกรธด้วย เรื่องเปลี่ยนที่นั่งแค่นี้ หรือให้ฉันแลกที่กับเธอไหมล่ะ” มือที่จับปากกาของเฉิงเจิงไม่ได้ชักกลับ

ซูอวิ้นจิ่นย้อนเสียงเย็นชา “ไม่จำเป็น ต้องนั่งอยู่หลังเธอ มองเธอทุกวัน แค่คิดฉันก็จะอ้วกแล้ว”

“จะอ้วก? เพราะในชื่อเธอมีอักษร ‘อวิ้น’ ที่แปลว่าตั้งท้องเหรอ อีกอย่างทำไมเธอต้องมองฉันทุกวันด้วย อ๋อ ฉันรู้แล้ว ความสูงอย่างเธอ ถ้านั่งอยู่หลังฉันคงมองกระดานดำไม่เห็น!”

“เฉิงเจิง ฉันเคยไปทำอะไรให้เธอไม่ทราบ” ในที่สุดโทสะของซูอวิ้นจิ่นก็พุ่งปะทุ เธอลุกพรวดขึ้น จับจ้องเฉิงเจิงอย่างโกรธขึ้ง เธอแค่ต้องการเรียนหนังสือเงียบๆ  ไม่เคยคิดมีเรื่องมีราวกับใคร หรือคำพูดที่ว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอจะเป็นความจริง? ทำไมเขาต้องหาเรื่องเธอไม่หยุดหย่อนด้วย

เฉิงเจิงนั่งเงยหน้ามองเธอ ผ่านไปครู่หนึ่งก็แสดงสีหน้ารังเกียจ “เธอพูดสำเนียงอะไรของเธอ ฉันไม่ได้ชื่อ ‘เฉินเจิน’”

การออกเสียงตัวสะกด ง เป็น น เป็นสำเนียงท้องถิ่นในอำเภอของซูอวิ้นจิ่น ปกติเธอแก้ไขจุดนี้ได้ดี แต่เพราะโมโหจึงไม่ทันระวัง สมควรแล้วที่เขาจะใช้เป็นข้ออ้างมาดูถูกเธอ

ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา “เธอไม่คู่ควรจะชื่อเฉินเจิน เขาเป็นวีรบุรุษ ส่วนเธอเป็นคนพาล!”

ไม่ว่าซูอวิ้นจิ่นจะนึกเสียใจขนาดไหนที่เผลอมานั่งหน้าเฉิงเจิง แต่ชีวิตนักเรียนชั้น ม.6 ของเธอก็เปิดม่านขึ้นเช่นนี้ ช่วงวัยรุ่นของคนอื่นเปรียบได้กับดอกไม้ผลิบานและสายฝนเลือนราง ทว่าช่วงวัยรุ่นของซูอวิ้นจิ่นกลับมีแต่เมฆครึ้มบดบัง การได้พบกับเฉิงเจิงยิ่งประหนึ่งถูกฟ้าผ่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งคู่ไม่ถูกกันตั้งแต่วันเปิดเทอมใหม่วันแรก ซูอวิ้นจิ่นพยายามไม่สนใจเขา แต่เฉิงเจิงกลับไม่ยอมรามือ การกลั่นแกล้งเธอ หาเรื่องเธอ คล้ายเป็นกิจกรรมระหว่างคาบเรียนที่เขาชื่นชอบที่สุด

มีหลายครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นคิดไม่ตกว่าทำไมเฉิงเจิงต้องหาเรื่องแกล้งตนอยู่เรื่อย แค่เพราะเธอนั่งตรงที่ที่ไม่ควรนั่งหรือ ถ้าเขาเป็นคนชอบหาเรื่องคนอื่นอยู่แล้วก็ว่าไปอย่าง แต่ส่วนใหญ่เขาก็ปกติดี อย่างน้อยในสายตาคนอื่นก็นับเป็นนักเรียนที่รู้จักกาลเทศะ อาจารย์ต่างชื่นชมที่เขามีผลการเรียนยอดเยี่ยม กับเพื่อนๆ ก็มีมนุษยสัมพันธ์ดี แม้ออกจะถือตัวไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือเป็นคนจำพวกที่ถ้าไม่ยุ่งกับเขาเขาก็ไม่ยุ่งด้วย ทว่าคนที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติอย่างนี้กลับปากร้ายเฉพาะกับเธอ เอะอะก็กวนประสาทเธอตลอด

“เฉพาะกับเธอ” วลีนี้ช่างคลุมเครือเสียจริง เด็กสาวในวัยพวกเธอส่วนใหญ่จะมีความฝันราวเทพนิยายเก็บซ่อนอยู่ในใจ ก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน ท่ามกลางผู้คนมากมาย เจ้าชายขี่ม้าขาวก็จูงมือ “เฉพาะกับ” ซินเดอเรลล่าไม่ใช่หรือ แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่ชอบเรื่องราวแบบนี้ เจ้าชายมีเงินมากพอแล้ว เขาจึงไม่ต้องการเจ้าหญิงที่สูงศักดิ์ทัดเทียมกัน ย่อมตามจีบสตรีรูปงามได้ตามใจชอบ ส่วนซินเดอเรลล่าก็เป็นหญิงสาวที่มีทุกอย่างนอกจากเงิน แม้แต่เท้ายังเล็กกว่าคนทั่วไปหลายเบอร์ แล้วเธอซูอวิ้นจิ่นล่ะมีอะไร สิ่งเดียวที่เธอกับซินเดอเรลล่ามีเหมือนกันก็คือฐานะที่ยากจน มีหลายครั้ง เวลามองเสื้อนักเรียนที่ซักจนสีซีดและใบหน้าจืดชืดของตัวเองในกระจก แม้แต่ตัวเธอเองยังบอกไม่ถูกว่ามีเสน่ห์ดึงดูดใจตรงไหน ไหนจะนิสัยเก็บตัวกับผลการเรียนพื้นๆ อีก ต่อให้เจ้าชายเดินผ่านก็คงคิดแค่ว่าอยากให้เธอช่วยถือรองเท้าให้ แล้วก็ไม่มีนิทานเรื่องไหนเล่าว่าเจ้าชายชอบรังแกผู้หญิงที่เขาชอบ ความชิงชังที่เฉิงเจิงมีต่อเธอแสดงให้เห็นผ่านคำพูดและการกระทำอย่างชัดเจนขนาดนั้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็เฉกเช่นก้อนเมฆกับฝุ่นดิน อย่าว่าแต่เธอรู้ตัวเองดี รอบด้านก็ไม่มีใครเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่เฉิงเจิงปฏิบัติต่อเธอมาจากความรู้สึกพิเศษที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง...ถ้าจะบอกว่าพิเศษให้ได้ ก็คือเขาไม่ชอบหน้าเธอมากเป็นพิเศษ

แม้แต่ในหอพัก ซูอวิ้นจิ่นก็หนีคำพูดเสียดสีพวกนี้ไม่พ้น โจวจิ้งนักเรียนหญิงอีกคนในชั้นพูดเป็นนัยไม่ใช่แค่ครั้งเดียวว่า การที่เธอ “จงใจ” นั่งหน้าเฉิงเจิงเป็นการหาเรื่องใส่ตัว แม้แต่เมิ่งเสวี่ยยังถูกเฉิงเจิงบ่นว่าพูดมากจนถูกไล่ไปนั่งแถวหน้าๆ  เธอเสนอหน้าเข้าไปเอง ไม่แปลกที่คนอื่นจะรำคาญ

ซูอวิ้นจิ่นคิดในใจว่า ก่อนเลือกที่นั่งนั้น มีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าเฉิงเจิงเป็นใคร แล้วเมิ่งเสวี่ยมีแผนการอะไรใครจะรู้ แต่เธอไม่อยากแก้ต่างต่อหน้าโจวจิ้ง

โจวจิ้ง ซูอวิ้นจิ่น และมั่วอวี้หวาล้วนเป็นนักเรียนที่มาจากตำบลและอำเภอรอบตัวเมือง ห้องของพวกเธอก็เหมือนกับแผนวิทย์ห้องอื่น คือ “หยางมากกว่าหยิน” มีนักเรียนหญิงทั้งหมดแค่แปดคน ห้าในแปดคนมีบ้านอยู่ในตัวเมือง จึงแทบไม่มีใครอยู่หอพัก คนที่อยู่ในหอพักอันซอมซ่อส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ขยันและเงียบขรึม พวกเธอไม่ร่าเริงเท่าเด็กในเมือง และไม่รู้เยอะเท่าพวกนั้น เวลานักเรียนหญิงที่ไม่ได้อยู่หอพักเล่าฉากตื่นเต้นในละครหรือเอ็มวีล่าสุดของดาราไอดอล คุยกันว่ากระโปรงร้านไหนสวย ไม่ก็คุยเรื่องข่าวกีฬาประจำวันกับพวกนักเรียนชาย พวกเธอได้แต่นิ่งฟังเงียบๆ  คุยอะไรด้วยไม่ได้ เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่ในโลกอันเปี่ยมสีสันนั้น ทุกคืนหลังทบทวนบทเรียนเสร็จก็ได้แต่กลับหอพักที่มีแค่เตียงกับผนัง สิ่งที่สุดแสนจะคุ้นเคยมีเพียงแสงจากไฟฉายตอนอ่านหนังสือใต้ผ้าห่มยามเที่ยงคืนหรือยามรุ่งสางเท่านั้น

มั่วอวี้หวาดูเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียน สำหรับเธอ ทำโจทย์กับท่องคำศัพท์เปรียบได้กับการหายใจเข้าออก ปกติเป็นคนเงียบขรึมจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนคบยาก ทว่าโจวจิ้งไม่เหมือนกัน เธอชอบทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมอย่างมาก ชอบอาสาทำงานในชั้น ชอบทำนู่นทำนี่ให้อาจารย์ และชอบเข้าไปคุยกับกลุ่มนักเรียนหญิงในเมือง แต่มักไม่เป็นที่ต้องการ แล้วเธอก็ชอบตีสนิทเมิ่งเสวี่ย ต่อให้เมิ่งเสวี่ยจะมีท่าทีเฉยเมยกับเธอก็ตาม ในตรรกะของโจวจิ้ง เฉิงเจิงอยู่ห่างจากเธอไกลเกินไป แต่ทั้งที่เมิ่งเสวี่ยสนิทกับเฉิงเจิงขนาดนั้นยังนั่งที่นั้นไม่ได้ แล้วซูอวิ้นจิ่นมีสิทธิ์อะไร

ซูอวิ้นจิ่นลองทำความเข้าใจเรื่องที่โจวจิ้งพยายามผูกไมตรีกับนักเรียนหญิงที่มนุษยสัมพันธ์ดีที่สุดในชั้นเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม คนเราต่างความคิด แต่เธอรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายแสดงท่าทางราวกับเป็นสุนัขเฝ้าบ้านของเมิ่งเสวี่ย ยังไม่นับเรื่องที่เฉิงเจิงไม่มีอะไรดีในสายตาเธอ แต่เธอก็เสนอให้เปลี่ยนที่นั่งแล้ว ไม่มีใครสนใจเอง อีกทั้งที่นั่งนั้นก็เป็นสมบัติของโรงเรียน ไม่ได้ติดชื่อใครไว้ อาจารย์บอกให้เลือกที่นั่งอย่างอิสระ คนอื่นนั่งได้ เธอก็นั่งได้ เฉิงเจิงไม่มีสิทธิ์มายุ่ง เมิ่งเสวี่ยยิ่งไม่มีสิทธิ์

คนอย่างซูอวิ้นจิ่นดูเผินๆ เรียบร้อยเก็บตัว แต่ในใจถือทิฐิอย่างมาก ยิ่งเธอยอมอ่อนข้อ เฉิงเจิงก็ยิ่งได้ใจ กอปรกับมีคนอย่างโจวจิ้งคอยยุยงส่งเสริม กลับเป็นการกระตุ้นความดื้อรั้นในตัวเธอ เฉิงเจิงมีสิทธิ์อะไรมาทำตัวใหญ่โต เธอไม่กลัวเขาหรอก ต่อให้ต้องนั่งอยู่บนเข็มแหลม เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal