ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 5 เธอจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องอะไร

ก่อนคาบทบทวนบทเรียน โทรทัศน์ในห้องเรียนควรเปิดรายการ “ชั่วโมงข่าว” ตามปกติ แต่วันนี้ถูกนักเรียนชายสามสี่คนแอบเปลี่ยนเป็นช่องถ่ายทอดสดฟุตบอล ตอนซูอวิ้นจิ่นเดินมาถึงที่นั่งของตน เมิ่งเสวี่ยกำลังนั่งบนเก้าอี้ของเธอพลางคุยกับเฉิงเจิง

“เอ๊ะ เมื่อกี้เข้าประตูแล้วนี่ กรรมการเป็นอะไรเนี่ย!” เมิ่งเสวี่ยขมวดคิ้วพลางบ่น

เฉิงเจิงไม่เห็นด้วย “เธอรู้จักการล้ำหน้าไหม”

“ก็เธอไม่เคยบอกฉันนี่” เมิ่งเสวี่ยเห็นซูอวิ้นจิ่นมาถึง ลุกเดินออกไปอย่างเจื่อนๆ

ซูอวิ้นจิ่นไม่สนใจการแข่งฟุตบอล นั่งลงทำโจทย์วิชาเคมีของเธอโดยไม่พูดไม่จา อีกไม่นานจะถึงการสอบกลางภาคเรียนที่ 1 ของชั้น ม.6 แล้ว วิชาเคมีเป็นจุดอ่อนของเธอ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอตอนนี้ก็คือทำคะแนนให้ดี ให้พ่อซึ่งล้มป่วยอยู่ได้ชื่นใจบ้าง หากคะแนนยังวนเวียนอยู่ตรงลำดับท้ายๆ อย่างนี้ เธอก็หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ

พัดลมเพดานในห้องเรียนส่งเสียงครืดคราดขณะหมุน เธอพยายามนึกสุดชีวิต ในคาบอาจารย์สอนว่ายังไง แล้วเธอจดว่ายังไง ทั้งที่เหมือนจะจำได้แต่ก็จำไม่ได้ แม้เธอจะคิดจนหัวแทบแตก แต่สูตรเคมีตรงหน้าเขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ซะที การแข่งฟุตบอลในโทรทัศน์กำลังถึงจุดไคลแมกซ์ ไม่รู้ฝ่ายไหนทำประตูได้ รอบด้านโห่ร้องเสียงเบา ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด ความรู้วิชาเคมีอันน้อยนิดหลุดลอยไปทันที เธอโยนปากกาในมือใส่กล่องดินสอ เอนตัวไปด้านหลัง ถอนใจยาวอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าการตัดสินใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบนั้นโง่เง่าขนาดไหน เธอไม่เหมาะจะเรียนแผนวิทย์เอาซะเลย

“เธอเป็นลมชักเรอะ ขยับตัวเบาหน่อยจะตายรึไง”

เสียงแสดงความรำคาญลอยมาจากด้านหลัง ซูอวิ้นจิ่นเกือบลืมไปว่าด้านหลังตนมีถังระเบิดฝังอยู่

เฉิงเจิงเป็นแบบฉบับของคนที่ “อนุญาตให้ทางการวางเพลิง ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดโคม” เขาใช้ปากกาทิ่มหลังซูอวิ้นจิ่นเป็นประจำ ซ้ำยังชอบยืดขาไปใต้เก้าอี้เธอแล้วเขย่าขาไม่หยุด ไม่ก็พาเพื่อนทั้งกลุ่มมาล้อมวงส่งเสียงเซ็งแซ่รอบโต๊ะเรียน ทว่าเขากลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูก แต่หากซูอวิ้นจิ่นเผลอทำอะไรเข้าหน่อยก็จะถูกเขาด่าทอต่อว่า พอเธอคุยกับเขาด้วยเหตุผล เขาจะบอกว่ารบกวนเวลาเรียนของเขา ถ้าไม่สนใจ ก็จะถูกเขาหาว่าเป็นใบ้

ซูอวิ้นจิ่นไม่มีอารมณ์เสียเวลากับเขา ไม่ว่าอย่างไรตนก็เผลอไป “รบกวน” คนอื่นเข้า เธอจึงพูดขอโทษเสียงเบา

แต่เฉิงเจิงไม่คิดจะจบเรื่องง่ายๆ  เขาอาศัยข้อได้เปรียบด้านความสูงยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ชำเลืองมองโจทย์เคมีบนโต๊ะซูอวิ้นจิ่น ก่อนจะร้องอ๋อ “ฉันก็นึกว่าไปเจอเรื่องคอขาดบาดตายอะไรมา ที่แท้ก็ทำการบ้านไม่ได้ ขอฉันดูหน่อยว่ายากขนาดไหน”

เขาฉวยจังหวะขณะซูอวิ้นจิ่นไม่ทันระวัง ชะโงกตัวคว้าสมุดของเธอไป ถืออ่านครู่หนึ่งก็หัวเราะ “ง่ายขนาดนี้ยังทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้มั้งเธอ!”

“เอาคืนมา!” ซูอวิ้นจิ่นทั้งโกรธทั้งอาย ยื่นมือหมายจะแย่งสมุดของตนกลับคืน เฉิงเจิงเอี้ยวตัวหลบ แกว่งสมุดไปมาพลางพูดถากถาง “นี่ สมองของเธอมีไว้ทำอะไร ในนั้นมีแต่หญ้าหรือไง แม้แต่ข้อนี้ก็ทำไม่ได้ ไอคิวแค่นี้ยังกล้าเลือกแผนวิทย์อีก! กลับบ้านไปเลี้ยงวัวดีกว่าไหม!”

ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ ใบหน้าแดงก่ำขณะถลึงตาใส่เขา เฉิงเจิงไม่มีท่าทีหวาดกลัว เหมือนตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าไม่เหน็บแนมเธอให้หนำใจจะไม่รามือ จากนั้นเขาก้มอ่านสมุดของซูอวิ้นจิ่นด้วยท่าทางราวกับค้นพบดินแดนใหม่ “รู้ละอายกล้าแก้ไข...แปลว่าอะไร คติประจำใจของเธอ? อย่างเธอก็รู้ละอายเป็น? แต่ฉันไม่เห็นว่าเธอจะมีความกล้าตรงไหน”

หากเธอ “เก่งกล้า” มากพอ ตอนนี้สิ่งที่อยากทำที่สุดก็คือตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้ากวนประสาทของเขาต่อหน้าทุกคน จากนั้นมองสีหน้าเย่อหยิ่งอวดดีของเขาแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตาตน ซูอวิ้นจิ่นลอบกำมือที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแน่น เฉิงเจิงยังคงลอยหน้าลอยตาอย่างไม่สะทกสะท้าน ยิ้มมุมปากด้วยท่าทางยียวน คล้ายกำลังพูดท้าทายอย่างไร้เสียงว่า “แน่จริงก็เข้ามาสิ เธอจะทำอะไรได้”

เขาเดาถูกแล้ว เธอไม่กล้าทำอะไร ซูอวิ้นจิ่นไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร ได้แต่บังคับให้ตัวเองสูดหายใจลึก นับหนึ่งถึงเจ็ด ทว่าระหว่างนั้นขอบตากลับค่อยๆ แดงเรื่อ

ตอนนั้นเองที่โจวจื่ออี้เดินนวยนาดมาถึง เขาวางกระเป๋าหนังสือ ถามเฉิงเจิงด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “นายทำอะไรน่ะ ทำให้ ‘เสี่ยวฟาง’ ของพวกเราร้องไห้อีกแล้วเหรอ”

“เธอร้องไห้?” เฉิงเจิงโน้มตัวไปด้านหน้า เขม้นมองซูอวิ้นจิ่นอย่างจริงจัง ราวกับว่าเธอร้องไห้หรือไม่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา เขามองหาเงาสะท้อนของตนจากดวงตาที่พยายามกลั้นน้ำตาของซูอวิ้นจิ่นอย่างสงสัยใคร่รู้

ซูอวิ้นจิ่นเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าถือสาหาความเขา หากตนเสียกิริยารังแต่จะทำให้เขาได้ใจ อาวุธที่ดีที่สุดที่จะจัดการคนประเภทนี้ก็คือไม่แยแสเขา เขายิ่งท้าทาย เธอต้องยิ่งไม่สนใจ ตามวิธี “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว”

เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ฉันไม่มีวันเสียน้ำตาให้กับคนอย่างเธอ”

“แล้วเธอจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องอะไร เรื่องสอบไม่ผ่านหรือไง ฉันจะบอกอะไรให้ เธอใช้วิธีไม่ถูก ต่อให้เธอโขกหัวกับโต๊ะจนหัวแตกก็ทำไม่ได้อยู่ดี ฉันว่าเธอไม่ได้สมองช้าอย่างเดียว แถมยังเป็นใบ้ด้วย ทำไม่เป็นทำไมไม่รู้จักถาม”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นหันหลังให้เฉิงเจิง เขาพูดจบแล้ว แต่เธอเหมือนจะไม่ได้ยิน ทำให้เฉิงเจิงรู้สึกเซ็งเล็กน้อย

คาบทบทวนเริ่มไปเกือบสิบห้านาที สมุดของซูอวิ้นจิ่นถึงถูกคนด้านหลังโยนกลับมาที่โต๊ะ เธอพลิกเปิด พบว่าตรงที่ว่างในสมุดมีลายมือแปลกหน้าสามสี่บรรทัดเพิ่มขึ้นมา เขียนอธิบายวิธีทำโจทย์เคมีข้อนั้นอย่างละเอียด

วันรุ่งขึ้นเป็นเวรของซูอวิ้นจิ่นกับซ่งหมิง เนื่องจากอากาศร้อนจัด น้ำดื่มในห้องจึงหมดเร็ว ทุกวันตอนเช้ากับตอนเที่ยงก่อนถึงคาบเรียน นักเรียนที่เป็นเวรต้องยกน้ำมาเติม เมื่อถึงตอนบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด แม้ซ่งหมิงจะเป็นผู้ชาย แต่เรี่ยวแรงก็ไม่ได้มากกว่าซูอวิ้นจิ่นเท่าใดนัก กว่าน้ำดื่มสองถังใหญ่จะหิ้วมาถึงหน้าประตูห้องเรียน ซูอวิ้นจิ่นก็เหงื่อไหลโซมกาย

คนในห้องกรูออกมาแย่งกันกดน้ำใส่แก้ว ซูอวิ้นจิ่นแทบจะเป็นคนสุดท้ายของแถว เธอเพิ่งกดน้ำไปครึ่งแก้ว เฉิงเจิงโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ ก็ปราดมาแซงคิวเธอ

“เธออยู่เวรวันนี้ ควรเสียสละให้คนอื่นถึงจะถูก” เขาเบียดเธอออกอย่างไม่เกรงใจ

“แซงคิวผู้หญิง ไม่มีมารยาท” ซูอวิ้นจิ่นพูดแดกดันเสียงขุ่น

เขาต้องอาศัยเวลาช่วงพักเที่ยงไปเตะบอลมาอีกแน่ เหงื่อออกท่วมตัวราวกับอาบน้ำมา จนเสื้อนักเรียนสีฟ้าอ่อนชื้นเหงื่อแนบติดกับแผ่นหลัง เพราะซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่ใกล้กับเขามาก กลิ่นเหงื่อจึงโชยเตะจมูก เธอนิ่วหน้าพลางก้าวถอยหลัง ยกมือเหนือจมูกแล้วโบกไปมา

อากัปกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนี้ถูกเฉิงเจิงเห็นเข้า เขาหันกลับมาอย่างไม่ประสงค์ดี ยิ้มถาม “เธออยากได้มารยาทแบบไหน แบบนี้ดีไหม” เขาพูดพลางจงใจสะบัดหัวแรงๆ ใส่เธอ คราวนี้ซูอวิ้นจิ่นรับเคราะห์ไปเต็มๆ  เหงื่อของเขากระเด็นมาโดนตัวเธอ แก้วน้ำที่ปิดฝาไม่ทันก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย

“เธอเป็นโรคจิตรึไง!” ซูอวิ้นจิ่นยกมือเช็ดหน้าอย่างโกรธๆ  เมื่อมองน้ำในแก้วก็รู้สึกพะอืดพะอม ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะบังคับให้ตัวเองล้มเลิกความคิดที่จะสาดน้ำร้อนในแก้วใส่เขา เธอเทน้ำทิ้งตรงมุมหนึ่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เฉิงเจิงเห็นสิ่งที่เธอทำ พูดเสียงเสียดสี “สิ้นเปลือง! อ้อ ฉันลืมไป เธอมีลำธารหน้าหมู่บ้านอยู่แล้วนี่ มิน่าถึงไม่รู้ว่าต้องจ่ายค่าน้ำ”

คำพูดของเขามีความหมายแฝง โจวจื่ออี้ชอบนำเพลงที่ชื่อ “เสี่ยวฟาง” มาล้อว่าซูอวิ้นจิ่นเป็นเด็กสาวที่มาจากบ้านนอก แต่ก่อนเฉิงเจิงไม่เคยร่วมด้วย ที่แท้ก็เป็นคนจำพวกเดียวกัน ทำเหมือนว่าเกิดในเมืองก็สูงส่งกว่าคนอื่น

“เธอน่าขยะแขยงกว่าน้ำที่ฉันเททิ้งซะอีก” เธอไม่เหลือบแลเขา ก้าวตรงไปกดน้ำต่อ หารู้ไม่น้ำในถังหมดแล้ว น้ำที่เฉิงเจิงกดได้เป็นแก้วสุดท้ายพอดี

ซูอวิ้นจิ่นถือแก้วเปล่ากลับห้องโดยไม่พูดไม่จา

บ่ายฤดูร้อนที่ไม่มีน้ำดื่มค่อนข้างทรมาน กว่าจะทนจนหมดคาบสอง คอของซูอวิ้นจิ่นก็แห้งผากจนแทบลุกเป็นไฟ จำใจไปขอแบ่งน้ำจากมั่วอวี้หวา แก้วของมั่วอวี้หวาก็เหลือไม่มาก แม้จะแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง แต่ก็แค่สองอึกเท่านั้น

เดิมซูอวิ้นจิ่นก็คอแห้งจนแทบทนไม่ไหว ด้านหลังยังถูกคนใช้ปากกาทิ่มไปทิ่มมาจนใกล้เสียสติเต็มที อย่าไปสนเขา ไม่ต้องหันไป อย่าให้เขาก่อกวนสำเร็จ เธอพูดกล่อมตัวเองอย่างยากลำบาก ทว่าเขายังทิ่มอยู่ ยังทิ่มอีก! ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็ตบะแตก

“เธอทำบ้าอะไร” ท่าทางของเธอตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

โจวจื่ออี้ไม่อยู่ที่โต๊ะ เฉิงเจิงดันแก้วของตนไปด้านหน้า ในนั้นยังเหลือน้ำครึ่งหนึ่ง เขามีสีหน้าประหลาด

“เอาไหม” เท่าที่จำได้เสียงของเขาไม่เคยลดต่ำขนาดนี้มาก่อน

“ไม่เอา!” ซูอวิ้นจิ่นปฏิเสธทันที ใครจะรู้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง

“ในนี้ไม่มีพิษ!” เฉิงเจิงกลับไปทำหน้ายักษ์เหมือนเดิม

“แต่มีน้ำลายของเธอ” ซูอวิ้นจิ่นพูดออกไปโดยไม่คิดอะไร พูดจบถึงรู้สึกใบหูร้อนผะผ่าว

เฉิงเจิงก็อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเปิดฝาแก้วแล้วกรอกน้ำที่เหลือใส่ปากรวดเดียวหมด

“หิวน้ำตายไปเลย สมน้ำหน้า!”

หลังผ่าน “เหตุการณ์น้ำดื่ม” จู่ๆ เฉิงเจิงก็สงบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แน่นอนว่าคงเป็นเพราะการสอบกลางภาคใกล้มาถึง เขาไม่มีเวลาสนใจซูอวิ้นจิ่น สรุปคือซูอวิ้นจิ่นยินดีอย่างมากที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขระยะหนึ่ง พอดีจะได้ทุ่มเทกายใจให้กับการทบทวนบทเรียนอย่างเต็มที่ สิ่งเดียวที่กวนใจคือ แม้เฉิงเจิงจะไม่หาเรื่องอีก ทว่านิสัยที่ชอบยืดขามาเขย่าใต้เก้าอี้ของซูอวิ้นจิ่นกลับแก้ไม่หาย บางครั้งหนักถึงขั้นเขย่าจนซูอวิ้นจิ่นราวกับนั่งอยู่บนเกี้ยว แต่เขาอุตส่าห์สงบปากสงบคำ แล้วซูอวิ้นจิ่นก็ไม่มีทางคุยกับเขาก่อน หากทนไม่ไหวจริงๆ เธอก็จะทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบมากที่สุด นั่นก็คือฟ้องอาจารย์

เธออาศัยโอกาสที่เหล่าซุนอาจารย์ประจำชั้นแวะมาตรวจห้องเรียนนำเรื่องนี้ไปบอก เหล่าซุนเรียกเฉิงเจิงมาถามทันที แต่เฉิงเจิงยืนกรานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ซ้ำยังโยนความผิดไปให้โต๊ะเรียน บอกว่าเตี้ยเกินไป แล้วระยะห่างระหว่างแถวก็แคบเกิน ทำให้เขาไม่รู้จะวางเท้าไว้ตรงไหน เขาพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ เหล่าซุนจึงไม่สะดวกพูดอะไร ได้แต่อบรมทั้งสองคนยกใหญ่ บอกว่าอยู่ห้องเดียวกันต้องสมัครสมานสามัคคี เข้าอกเข้าใจกัน เรื่องนี้จึงจบลงง่ายๆ เช่นนี้

ยามอยู่ต่อหน้าเหล่าซุน เฉิงเจิงพยักหน้าหงึกหงักด้วยท่าทางขึงขัง ซูอวิ้นจิ่นได้แต่ลอบเจ็บใจ เธอไม่ต้องหันไปมองก็นึกภาพท่าทางสะใจของเขาออก ไม่ผิดจากที่คาด เขาจะสงบเสงี่ยมเล็กน้อยตอนเหล่าซุนอยู่ด้วยเท่านั้น แต่พอสบโอกาสก็จะทำแบบเดิมอีก

ในวันสอบกลางภาควิชาคณิตศาสตร์ แม้จะนั่งตามเลขที่ แต่เฉิงเจิงก็ยังนั่งอยู่หลังซูอวิ้นจิ่นอยู่ดี เขาทำเสร็จเร็ว ก่อนหมดเวลาสอบยี่สิบนาทีก็ไม่มีอะไรทำ แต่กลับยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่ยอมส่งข้อสอบ จากนั้นเก้าอี้ของซูอวิ้นจิ่นก็เริ่มโคลงเคลงตามระเบียบ ตอนนั้นเธอยังทำโจทย์อัตนัยในข้อสอบไม่เสร็จสักข้อเดียว ร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก แถมมื้อเช้าก็กินไปนิดเดียว ถูกเขาเขย่าจนแทบอาเจียนออกมา เธอหันไปส่งสายตาใส่เขาเป็นเชิงปราม หารู้ไม่เขากลับจงใจยกข้อสอบขึ้นบังอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้อาจารย์ที่คุมสอบหันมาเตือนเธอแทน

ซูอวิ้นจิ่นโกรธจนหน้าเขียว เธอไม่เชื่อว่าจะจัดการเขาไม่ได้ อารามแค้นใจจึงตัดสินใจลองเสี่ยง เธอเขย่งขาเก้าอี้ของตนอย่างเงียบกริบ เล็งไปยังเท้าที่รุกล้ำอาณาเขตของเขาแล้วเหยียบลงไป

คราวนี้เฉิงเจิงหดขากลับอย่างฉับพลันทันใด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ ซูอวิ้นจิ่นรู้ว่าโดนแบบนี้เข้าไปเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจ็บ คาดว่าเพราะอยู่ในห้องสอบเขาจึงไม่กล้าแสดงท่าทีอะไรนัก บทเรียนนี้นับว่าใช้ได้ผล ก่อนหมดเวลาสอบ เท้าของเขาเชื่อฟังอย่างมาก

หนังสือแนะนำ

Special Deal