ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 7 ปีกของผีเสื้อหลังสิ้นลม

หลังเปิดเทอมสองของชั้น ม.6 ไม่นาน โรงเรียนก็จัดให้มีการพบผู้ปกครองครั้งหนึ่ง นอกจากรายงานความประพฤติของนักเรียนในเทอมที่ผ่านมา ยังมีการประชุมก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย

แม้ทุกคนจะให้ความสำคัญกับการประชุมผู้ปกครองครั้งนี้มาก แต่ตอนซูอวิ้นจิ่นเห็นพ่อแม่ปรากฏตัวที่โรงเรียนพร้อมกันก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ ตอนปิดเทอมฤดูหนาวพ่อของเธอแทบต้องนอนพักฟื้นตลอดเวลา อาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ  เทศกาลตรุษจีนทั้งครอบครัวก็ไม่ได้ฉลองอะไร จากอำเภอที่อาศัยถึงตัวเมืองต้องนั่งรถราวสองชั่วโมง ซูอวิ้นจิ่นเห็นใบหน้าซูบเซียวและร่างกายผอมโกรกของพ่อ รู้สึกสงสารระคนปวดใจ

โดยปกติผู้ปกครองจะไปร่วมประชุมที่หอประชุมของโรงเรียนก่อน จากนั้นถึงค่อยแยกไปที่ห้องเรียนของบุตรธิดาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ประจำชั้น กิจกรรมในส่วนแรกนี้นักเรียนไม่ต้องเข้าร่วม พอซูอวิ้นจิ่นพาพ่อแม่ไปส่งหน้าหอประชุมเสร็จก็กลับหอพัก เธอกลัวว่าพ่อจะทนเหนื่อยไม่ไหว และกลัวว่าผลการเรียนของตนจะทำให้บุพการีผิดหวัง ในใจกระวนกระวายอย่างมาก

เพิ่งซักเสื้อผ้าเต็มตะกร้าเสร็จ โจวจิ้งก็วิ่งกลับมา บอกให้ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาไปช่วยย้ายโต๊ะในหอประชุม ตอนนั้นการประชุมจบแล้ว ผู้ปกครองต่างแยกย้ายไปห้องเรียน หน้าที่ที่โจวจิ้งมอบหมายให้ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาทำไม่ใช่งานเบา เธอสองคนต้องแบกโต๊ะที่ทั้งใหญ่และหนักกลับห้องเก็บของ

ห้องเก็บของตั้งอยู่ค่อนข้างไกล วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ ระหว่างทางไม่มีคนเดินผ่าน ตอนพวกเธอเดินใกล้ถึงห้องเก็บของ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบาดหูคล้ายเสียงกระจกถูกทุบแตก ทั้งคู่สะดุ้งโหยง มั่วอวี้หวาพยักพเยิดให้วางโต๊ะลงก่อน ตนไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนซูอวิ้นจิ่นรออยู่ที่เดิม

ครู่หนึ่ง มีคนลุกลี้ลุกลนวิ่งมาจากหัวเลี้ยวด้านหน้า ลักษณะเหมือนนักเรียนชาย พออีกฝ่ายก้าวเข้าใกล้ ซูอวิ้นจิ่นถึงเห็นว่าเป็นโจวจื่ออี้

เช้าวันนี้ซูอวิ้นจิ่นเห็น “ผู้ปกครอง” ของโจวจื่ออี้ เป็นสุภาพสตรีสาวสวยที่อายุมากกว่าพวกเขาไม่เท่าไร ขับรถเปิดประทุน ไม่รู้ยี่ห้ออะไร แต่น่าจะแพงมาก ทันทีที่มาถึงก็ดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่เคยเห็นโจวจื่ออี้มีสีหน้าบึ้งตึงขนาดนี้มาก่อน รอยยิ้มกวนๆ ตามแบบฉบับหายไปจากใบหน้า ได้ยินว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเลขาของพ่อโจวจื่ออี้ แต่ตอนอยู่หอพักโจวจิ้งหัวเราะคิกคักพลางบอกว่า ดูก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ “เลขาธรรมดา” ไม่อย่างนั้นจะมาวันพบผู้ปกครองแทนเจ้านายได้ยังไง ไม่แน่วันหน้าผู้หญิงคนนั้นอาจกลายมาเป็น “ผู้ปกครอง” ของโจวจื่ออี้จริงๆ ก็ได้

เขามาทำอะไรแถวนี้ ซูอวิ้นจิ่นนึกสงสัย เธอเชื่อว่าไม่มีใครสั่งให้คุณชายโจวมาย้ายโต๊ะได้ ตอนโจวจื่ออี้เดินผ่านก็เห็นเธอเช่นกัน เขามีท่าทางอึดอัดอย่างยิ่ง

ครู่หนึ่งต่อมามั่วอวี้หวาก็กลับมา ซูอวิ้นจิ่นถามเธอ เธอตอบเพียงว่า “ไม่มีอะไร” ทั้งคู่จึงแบกโต๊ะต่อไปอย่างทุลักทุเล พอเลี้ยวพ้นหัวมุมนั้น ตรงลานกว้างไม่ไกลนักมีรถหลายคันจอดอยู่ คันที่สะดุดตาที่สุดคือรถของบ้านโจวจื่ออี้ เมื่อก้าวไปมองใกล้ๆ  ก็เห็นกระจกหน้ารถแตกเป็นรูใหญ่ เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้น

“มั่วอวี้หวา หรือว่าเมื่อกี้...” เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เป็นเรื่องยากที่ซูอวิ้นจิ่นจะไม่นึกโยงไปถึงท่าทางแปลกๆ ของโจวจื่ออี้เมื่อครู่ แต่จริงๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ มั่วอวี้หวาน่าจะรู้ดีกว่าเธอ

ทว่ามั่วอวี้หวากลับส่ายหน้า “ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

ใบหน้าราบเรียบของเธอไม่แสดงความรู้สึก แต่ยิ่งทำเป็นไม่รู้เรื่องก็ยิ่งเหมือนมีเรื่องปิดบัง ถึงอย่างไรซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แม้จะลอบแคลงใจ แต่อีกฝ่ายไม่อยากบอก เรื่องไม่เกี่ยวกับตน จะให้เธอซักไซ้ก็ใช่เรื่อง

โต๊ะไม้ขนาดใหญ่แบกมาถึงห้องเก็บของ ทว่างานหนักยังไม่สิ้นสุด เจ้าหน้าที่ห้องเก็บของบอกว่าโต๊ะนี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตน ให้เธอสองคนแบกไปที่อาคารเรียน ทั้งคู่ลอบโอดครวญ โจวจิ้งต้องฟังคำสั่งมาผิดแน่ ทำให้พวกเธอต้องเหนื่อยอีกรอบ แต่จะทำอะไรได้ แบกไปเถอะ!

พวกเธอไม่ใช่คนที่กลัวความลำบาก แต่โต๊ะนั้นหนักมาก กว่าจะมาถึงอาคารเรียนทั้งคู่ก็เหงื่อไหลโซมกาย ตรงบันไดกำลังคึกคักวุ่นวาย ที่แท้ผู้ปกครองทยอยออกจากห้องเรียนแล้ว

โจวจิ้งซึ่งรับหน้าที่เป็นสตาฟฟ์เห็นพวกเธอมา ขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน บอกว่าจริงๆ โต๊ะนี้เป็นของฝ่ายวิชาการ ยังต้อง “รบกวน” พวกเธอเหนื่อยอีกรอบ

จะเป็นคนใจเย็นขนาดไหนถ้าได้ยินคำพูดนี้ก็อดโมโหไม่ได้ ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากทำตาม แต่ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไร ขณะกำลังหงุดหงิด พลันรู้สึกเจ็บแปลบตรงท้ายทอย เธอหันไปมอง เห็นเศษชอล์กท่อนหนึ่งตกอยู่ข้างเท้า ไม่ไกลนักคือเฉิงเจิงซึ่งยืนทำท่าไม่รู้ไม่ชี้อยู่หน้าน้ำตกจำลอง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องไร้สาระแบบนี้นอกจากเขาก็ไม่มีใครทำ ซูอวิ้นจิ่นมองค้อนเขา หันกลับมาตั้งใจจะคุยกับโจวจิ้งให้รู้เรื่อง แต่แล้วกลับโดนอีกทีที่แขน แม้ไม่เจ็บมากแต่ก็ทำให้เธอเหลืออด

“พอได้หรือยัง” เธอทำหน้าบึ้งพลางพูดกับเฉิงเจิง “ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาสนใจเธอ”

เฉิงเจิงแค่นหัวเราะ “ก็แค่งานขนย้าย จะจริงจังอะไรนักหนา”

“แน่จริงเธอก็มาทำสิ!”

“เธอคิดว่าทุกคนจะโง่ยอมให้คนอื่นหลอกเหมือนเธอเหรอ ถ้าเป็นฉันละก็ จะวางโต๊ะไว้กลางถนน ดูว่าอาจารย์จะเอาเรื่องใคร” เขาพูดพลางหยิบเศษชอล์กมาจากไหนไม่รู้อีกสองสามท่อน ปาใส่เธอทีละท่อน “แต่เธอก็ซื่อบื้อจริงน่ะแหละ ดูท่าทางของเธอสิ!”

ซูอวิ้นจิ่นยกมือขึ้นบัง ผงชอล์กกระเด็นติดเสื้อผ้า “ไหนเธอลองปาอีกทีซิ”

“เธอพูดเองนะ!”

อารามโกรธจัด ซูอวิ้นจิ่นเก็บเศษชอล์กท่อนหนึ่งที่อยู่ใกล้สุดทำท่าจะปากลับไป เฉิงเจิงพลันร้อง “โอ๊ย” หูของเขาถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินลงบันไดมาบิดอย่างแรง

“ผมเจ็บนะ!” เขาถูใบหูพลางร้องโอดโอย

ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยเสียงดุ “ยังมีหน้ามาพูดอีก เห็นตั้งแต่อยู่ข้างบนแล้ว ใครสอนให้รังแกเด็กผู้หญิง ไม่เอาไหนจริงๆ  กลับไปจะให้พ่อจัดการซะให้เข็ด”                                                                                                                                                                                                   

“แล้วรังแกเด็กผู้ชายอย่างนี้ทำถูกเหรอ” เฉิงเจิงย้อนถามเสียงเจื่อน รู้สึกเสียหน้าอย่างมากที่ถูกดุต่อหน้าคนอื่น

ผู้หญิงคนนั้นมีท่าทางโอบอ้อมอารีขณะหันไปหาซูอวิ้นจิ่น “ขอโทษด้วยนะหนู”

ซูอวิ้นจิ่นเห็นว่าหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นมีส่วนคล้ายเฉิงเจิง และสังเกตลักษณะการพูดคุยของพวกเขา คิดในใจว่าคงเป็นแม่ของเฉิงเจิง แม่ของเฉิงเจิงแต่งกายพิถีพิถัน รูปร่างหน้าตาล้วนดูแลอย่างดี ยากจะเชื่อได้ว่าเธอมีลูกชายโตขนาดนี้แล้ว ซูอวิ้นจิ่นคาดไม่ถึงว่าการแกล้งกันครั้งนี้จะถูกผู้ปกครองของอีกฝ่ายเห็นเข้า แม้เฉิงเจิงจะเป็นคนก่อเรื่อง แต่คนที่เครียดกลับเป็นเธอ มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังขยำเศษชอล์กท่อนนั้นอย่างไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีทั้งมือก็เต็มไปด้วยผงชอล์ก

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบรับเสียงแผ่ว

ตอนนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ลงมาจากอาคารเรียนแล้ว ซูอวิ้นจิ่นมองเห็นพ่อแม่ของตนในทันที จึงรีบสาวเท้าเดินไปหา

“พ่อคะ พ่อไหวหรือเปล่า แม่นะแม่ ทำไมไม่ห้ามพ่อ แถมยังให้พ่อมาถึงนี่อีก”

“แม่มีเหรอจะไม่ห้าม แต่พ่อของลูกจะมาให้ได้” แม่ของซูอวิ้นจิ่นมองใบหน้าที่ซีดเซียวจนน่าตกใจของสามีอย่างเป็นห่วง

ใบหน้าผอมตอบของพ่อซูอวิ้นจิ่นพยายามผุดยิ้ม “เป็นหน้าที่ของพ่อ”

“ผลการเรียนของหนูทำให้พ่อแม่ผิดหวังอีกแล้วใช่ไหม” ซูอวิ้นจิ่นถามเสียงเศร้า ชั่วเวลานี้เธออยากให้ตนเองเป็นเฉิงเจิงเหลือเกิน คะแนนดีเยี่ยม ร่าเริงซุกซน ต่อให้บางครั้งจะทำผิดจนถูกบิดหู แต่พ่อแม่ของเขาก็คงภูมิใจในตัวเขามาก

พวกเขาเดินไปพลางคุยกันไปพลาง พ่อของซูอวิ้นจิ่นเดินช้ามาก แต่กลับหายใจถี่กระชั้น “เด็กโง่ อาจารย์ซุนของลูกชมว่าลูกเรียนดีขึ้นมาก ปกติก็ตั้งใจเรียนดี แล้วยัง...แล้วยังถ่อมตัวขอให้เพื่อนคนอื่นช่วยสอน...”

“สวัสดีครับคุณอา สวัสดีครับคุณน้า!” เสียงปรอทแตกที่จู่ๆ ก็ดังแทรกขึ้นทำให้ซูอวิ้นจิ่นสะดุ้งจนชอล์กในมือร่วงตกพื้น พอเงยหน้าก็เห็นเจ้าของเสียงยืนอวดฟันขาว

พ่อแม่ของซูอวิ้นจิ่นต่างชะงัก ยืนอยู่ที่เดิมอย่างงุนงง

“ผมชื่อเฉิงเจิง นั่งอยู่หลังอวิ้นจิ่น พวกเรามักปรึกษาเรื่องเรียนกัน เธอเป็นคนถ่อมตัวมาก...” เขาจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าถ่อมตัว เกรงจะพลาดใจความสำคัญไป

ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดง ท่าทางประดักประเดิด ไม่มีใครอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร แล้วก็ไม่มีใครคิดจะทักทายเขา นี่เขาไปเอามารยาทพิลึกๆ นี้มาจากไหน

แม่ของซูอวิ้นจิ่นเป็นคนซื่อ ยิ้มตอบอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว “อ้อ งั้นก็ต้องขอบใจหนูมาก...” เธอตั้งใจจะพูดขอบคุณต่ออีกหน่อย ทันใดนั้นพลันสังเกตเห็นว่าตัวของสามีโงนเงนไปมา

เฉิงเจิงถามขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณอาไม่สบายหรือครับ”

“ม...ไม่เป็นไร...” พ่อของซูอวิ้นจิ่นพูดจบก็ล้มทั้งยืน แม่ของซูอวิ้นจิ่นไม่มีแรงมากพอจะประคองสามีที่ล้มลงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาทรุดฮวบลงตรงหน้าเฉิงเจิง

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นราวกับฉากสงครามในภาพยนตร์ มีทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ เสียงร้องขอความช่วยเหลือ...คนข้างกายวิ่งวุ่นไปมา ซูอวิ้นจิ่นทันเห็นแค่ใบหน้าตื่นตระหนกของเฉิงเจิง จากนั้นก่อนรถพยาบาลมาถึง เธอจับมือพ่อแน่นตลอดเวลา ผงชอล์กสีขาวที่เหลือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบบนฝ่ามือของพ่อและน้ำตาของเธอ

 

ภายหลังซูอวิ้นจิ่นถึงเข้าใจว่าทำไมพ่อจึงดึงดันจะมาทั้งที่ป่วยหนัก เพราะพ่อของเธอรู้ว่า นี่เป็นการประชุมผู้ปกครองครั้งสุดท้ายของลูกสาวที่เขาสามารถมาร่วมได้

พ่อของซูอวิ้นจิ่นป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แม่รู้ ทุกคนในครอบครัวรู้ ปิดแค่ซูอวิ้นจิ่นคนเดียว เพราะกลัวเธอจะกลัดกลุ้มเป็นทุกข์จนส่งผลกระทบต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่มีใครคิดว่าเขาจะฝืนสังขารออกจากโรงเรียนไม่ไหว ซ้ำยังหมดสติไปตรงนั้น คราวนี้ไม่เพียงปิดลูกสาวไม่ได้ คนทั้งโรงเรียนก็แทบจะรู้กันหมด

หลังอาการกำเริบ พ่อของซูอวิ้นจิ่นรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง ซูอวิ้นจิ่นลาหยุดสองวันมาเฝ้าไข้ ส่วนทางโรงเรียนก็ส่งเหล่าซุนมาเป็นตัวแทนมอบดอกไม้ ผลไม้ และเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย สิ่งที่โรงพยาบาลพอจะทำได้คือบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด เมื่อพ่อของซูอวิ้นจิ่นรู้สึกตัวก็เอาแต่ขอให้หยุดการรักษา แต่ในฐานะคนในครอบครัว มีหรือจะทนเห็นเขาอยู่อย่างทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ ยาฉีดและยากินที่แพงลิบลิ่วพวกนั้นถึงอย่างไรก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้นอนพักอย่างสงบชั่วคราว

กระทั่งมาถึงขั้นนี้ ซูอวิ้นจิ่นถึงรู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของตนไม่เพียงไม่เหลือเงินเก็บ บอกว่าเป็นหนี้ไปทั่วก็ไม่เกินไปนัก เพื่อรักษาอาการป่วยของพ่อ แม่ยืมเงินของญาติสนิทมิตรสหายเท่าที่จะยืมได้ เหล่าซุนเองก็เข้าใจความลำบากนี้ หลังจากซูอวิ้นจิ่นกลับมาเรียน คณะกรรมการโรงเรียนจึงจัดกิจกรรมรับบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวเธอ เพื่อนๆ ต่างมีน้ำใจร่วมบริจาค แน่นอนว่าแผนวิทย์ห้องสี่ของเธอให้ความร่วมมือมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ในชั้นจึงจัดกิจกรรมเล็กๆ เป็นกรณีพิเศษ

ซูอวิ้นจิ่นถือกล่องรับบริจาคสีแดงสดยืนอยู่หน้าชั้นเรียน เพื่อนๆ ยืนเข้าแถวยาวพลางหย่อนเงินใส่กล่องทีละคน สิบหยวน ยี่สิบหยวน หนึ่งร้อยหยวน...แม้แต่คนที่ความเป็นอยู่ขัดสนไม่แพ้กันอย่างมั่วอวี้หวาก็นำค่าขนมสามสิบสองหยวนแปดเหมายัดใส่มือเธอ เฉิงเจิงบริจาคมากกว่าใครเพื่อน ตอนเดินมาเขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น ซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ได้เงยหน้า เห็นแค่ว่าเงินในมือเขาถูกหย่อนใส่กล่องอย่างเงอะงะก่อนจะปลิวหล่น คล้ายปีกของผีเสื้อหลังสิ้นลม

ซูอวิ้นจิ่นโค้งตัวต่ำให้เขาเช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่น

สุดท้าย เมิ่งเสวี่ยกรรมการนักเรียนของชั้นนำจดหมายแสดงความห่วงใยมอบให้ซูอวิ้นจิ่นด้วยตนเอง เธอปลอบโยนซูอวิ้นจิ่นเสียงเบา ท่าทางเป็นกันเองและเข้าอกเข้าใจ ทั้งยังตั้งใจเอ่ยถึงเฉิงเจิงเพื่อนสนิทของเธอ ว่าเขานำค่าขนมทั้งหมดมาบริจาคให้

“อันที่จริงเขาเป็นคนจิตใจดี ทนเห็นใครน่าสงสารไม่ได้ เรื่องนี้เธอคงรู้อยู่แล้ว”

ซูอวิ้นจิ่นพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้ เพราะที่ผ่านมาในสายตาคนอื่นเธอก็เป็นคนน่าสงสารมาตลอด เมิ่งเสวี่ยกล่าวให้กำลังใจจบ ยืนยิ้มอยู่ข้างซูอวิ้นจิ่น เบื้องหน้ามีแสงแฟลชแวบผ่าน สีขาวสว่างวาบ ชวนให้คนนึกอยากหลั่งน้ำตา

สมาชิกชมรมประชาสัมพันธ์ที่คณะกรรมการนักเรียนตั้งใจเชิญมาใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกชั่วเวลาอันอบอุ่นนี้ รูปถ่ายดังกล่าวติดอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนนานถึงสองเดือนเต็ม ซูอวิ้นจิ่นในรูปถ่ายหลุบตาต่ำ ไม่มีใครรู้ว่าดวงตาที่หลบอยู่ใต้ขนตางอนยาวคู่นั้นซ่อนอะไรไว้

หนังสือแนะนำ

Special Deal