new

[ทดลองอ่าน] - who is The Hangman ภารกิจลับ รักอันตราย

ผู้แต่ง :  Chun Wang Chi Han
วาดภาพปก : Leila
ผู้แปล :  เป่าเป้ย





บทนำ

 

ในชีวิตของ ‘บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์’ ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติความพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน

เขาเคยเป็นถึงผู้มีอิทธิพลในชิคาโก้ แค่เพียงร้องเรียกก็มีคนรีบขานตอบรับ ใช้อำนาจทำเรื่องชั่วๆ ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด แม้แต่พวกตำรวจที่หยิ่งยโสเหล่านั้น เมื่อมาอยู่ต่อหน้าเขายังต้องยอมถอยให้เขา แอบเรียกเขาด้วยความยำเกรงว่า ‘ยักษ์ไททัน’

หลายปีมานี้มีครั้งเดียวที่เขา ‘พลาด’ นั่นก็คือการเข้าไปร่วมการต่อสู้แย่ชิงตำแหน่งผู้สืบทอด หลังจากที่หัวหน้าพรรคมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในชิคาโก้อย่าง ‘โทเทม’ ตายอย่างกะทันหัน และเพื่อเลี่ยงหายนะ เขาจึงซัดคนไปมั่วๆ และมายังเรือนจำแคนยอนเพื่อรับโทษ

รอจนหลังจากนั้นหนึ่งปี เมื่อรับโทษครบตามกำหนดและออกจากเรือนจำ การต่อสู้ของผู้สืบทอดคงหยุดลงแล้ว และไม่ว่าสุดท้ายผู้ที่ขึ้นครองตำแหน่งจะเป็นใคร คนผู้นั้นจะต้องต้องการคนเช่นบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ไปสนับสนุนเพื่อเพิ่มความมั่นคงในตำแหน่งแน่นอน

เรือนจำแคนยอนนั้นอยู่ใกล้กับชิคาโก้ แต่ก็ไม่ได้ใกล้ถึงขนาดเหมือนเป็นชานเมืองที่สามารถให้คนเข้าออกได้ตามใจชอบ  ถึงแม้ชื่อจะถูกเรียกว่า ‘แคนยอน’ แต่ว่าในความเป็นจริง เรือนจำแห่งนี้กับ ‘แคนยอน’ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย มันตั้งอยู่บนที่ราบ มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน มีกำแพงสูงตระหง่าน สภาพแวดล้อมงดงาม ความสะดวกครบครัน

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์อาศัยอยู่ที่นี่อย่างสะดวกสบายยิ่งนัก มีลูกน้องบางส่วนที่เข้าคุกมาก่อนเขาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่หัวหน้า นักโทษคนอื่นเกรงกลัวชื่อเสียงอันโด่งดังของ ‘ยักษ์ไททัน’ ต่างก็ก้มหัวนอบน้อม ยินยอมทำตามกระทั่งประจบประแจง มีจุดมุ่งหมายว่าหลังจากได้รับอิสระอีกครั้งจะได้รับความสนใจจากบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ จนได้ก้าวขึ้นเป็นใหญ่อย่างรวดเร็ว

ส่วนพวกผู้คุมก็รับสินบน ปฏิบัติต่อบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์อย่างดีเยี่ยม ยอมหลับตาข้างหนึ่งสำหรับการกระทำที่เกินเลยในคุกของเขา สรุปก็คือ...สถานที่แห่งนี้เหมาะสมกับรสนิยมของเขามากเชียวล่ะ เขารักที่แห่งนี้สุดๆ

อย่างเดียวที่ไม่เพอร์เฟกต์คือไม่มีผู้หญิง ซ้ำหัวหน้ากลุ่มคนดำในคุกอย่างอาเธอร์ คิงยังขวางหูขวางตามากนัก แต่ก็ไม่เป็นไร บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์คิดว่าตนเองไม่ได้เป็นคนจุกจิก ซ้ำยังใจกว้าง ไม่มีผู้หญิง ชายงามก็ยังฝืนถูไถไปได้ ส่วนเจ้าถ่านดำอาเธอร์ คิงนั่น...หึ! มันก็กำเริบเสิบสานแบบนี้ได้แค่ในคุก คนใจกว้างอย่างบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์มีความคิดกว้างไกล ไม่เห็นคนที่อยู่ในเรือนจำแคนยอนแคบๆ แบบนี้ในสายตาหรอก

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ที่คิดเช่นนี้มาตลอด หมายตานักโทษคนหนึ่งในหมู่นักโทษที่มาใหม่ในเดือนนี้ ในกลุ่มคนมาใหม่ที่หน้าตามอมแมม เด็กคนนั้นน่าจับตามองเป็นพิเศษ ประหนึ่งนกกระเรียนในฝูงไก่ ตอนนั้นบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์นั่งอยู่บนสแตนด์ของสนาม มองไปยังเด็กใหม่ที่ถูกผู้คุมต้อนเข้าคุกราวกับต้อนเป็ด แวบแรกก็หมายตาไว้ทันที...ภายหลังลูกน้องไปสืบชื่อมาว่าชื่อ ‘ดัตติโน นาคาเรร่า’

ดัตติโนเป็นคนเชื้อสายอิตาลี ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี มีผมยาวสีทองอ่อน ดวงตาสีฟ้าครามบริสุทธิ์ราวกับอัญมณี ผิวสีแทนนุ่มนวล รูปร่างสูงโปร่งเหมือนกับนายแบบในนิตยสารที่สูงระหงแต่ดูแข็งแรงและสวยงาม ชุดนักโทษเชยๆ สีเทาเมื่อถูกสวมอยู่บนร่างของเขาแล้วดูเป็นแฟชั่นมากกว่าคนอื่น คอเสื้อที่กว้างก็โชว์ให้เห็นแผ่นอกพอดิบพอดี เซ็กซี่จนแทบทำให้เป็นบ้า

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์สะบัดคู่นอนคนปัจจุบันของเขาทิ้งทันที ในคืนแรกที่ดัตติโน นาคาเรร่าเข้าคุกมา เขาใช้วิธีขู่เข็ญและหลอกล่อเปลี่ยนเตียงกับรูมเมทของอีกฝ่าย ดังนั้นเมื่อดัตติโนคลุมผมที่เปียกหลังกลับจากห้องอาบน้ำมาที่ห้องขัง เขาจึงไม่เห็นรูมเมทคนดำของเขา แต่กลับเป็นบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ ตัวร้ายของเรือนจำแคนยอนที่ทั้งหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มลามก

หนุ่มผมทองถอยออกจากห้องขังอย่างระแวดระวัง เขามองเลขที่อยู่หน้าประตู...425…ไม่ผิดแน่ นี่เป็นห้องของเขา ดังนั้นเขาจึงหลุดสีหน้าฉงนสนเท่ห์ออกมา “เอ่อ คุณ...คุณเข้าผิดห้องหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้มาผิดห้อง” บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ถูไม้ถูมือ แค่เห็นดัตติโนที่เพิ่งออกมาจากห้องอาบน้ำ เขาก็แทบจะรอเล่นผีผ้าห่มกับของชั้นเลิศนี่ไม่ไหว

“เจสันไปไหน เดี๋ยวก็ถึงเวลาปิดไฟแล้ว เขาไม่ควรออกไปเดินมั่วซั่ว คุณก็เหมือนกัน คุณควรรีบกลับไปที่ห้องของคุณ” น้ำเสียงของดัตติโนนั้นสุภาพ และออกจะติดสำเนียงอิตาลีเล็กน้อย

“ฉันเปลี่ยนห้องกับเจสัน นายก็รู้...มันก็เหมือนกับปาร์ตี้ชุดนอน ในคุกแคนยอนนี่ปกติมาก” พูดจบบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ก็ลุกขึ้น เขาร่างใหญ่ สูงกว่าดัตติโนครึ่งหัว และระดับมันพอดีที่เผยให้เห็นเส้นโค้งงดงามบริเวณลำคอจนทำให้บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ต้องกลืนน้ำลายลงคอ

และเพื่อที่จะสบตากับอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

สัญญาณประกาศว่าถึงเวลาปิดไฟดังขึ้น นักโทษทั้งหมดจำเป็นต้องกลับห้องของตัวเองในตอนนี้ หลังจากนี้ห้านาที ประตูห้องขังจะปิดพร้อมกันทั้งหมด ถึงเวลานั้นคนที่ยังเดินอยู่ข้างนอก ผู้คุมจะมีอำนาจทำเหมือนการหนีคุกโดยสามารถจับตายได้

“ผมคิดว่านี่ไม่ค่อยดี” ดัตติโนถอยหลังไปหนึ่งก้าว มีผู้คุมตรวจเวรควงกระบองไล่ให้คนที่ชักช้ารีบกลับเข้าห้องขังของตัวเองเดินผ่านมาด้านนอกพอดี ดัตติโนจับรั้วเหล็กพูดเสียงดัง “คุณครับ มีคนหนึ่งเขา...”

ผู้คุมมองบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์อย่างเกียจคร้านแวบหนึ่ง ซ้ำยังเพิกเฉยคำเรียกของชายหนุ่มผมทองอย่างไม่ใคร่จะพอใจ

“เขาไม่สนใจนายหรอก เด็กใหม่” บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ก้าวขึ้นข้างหน้าสองสามก้าว จับข้อมือของดัตติโน สายตาโลมเลียกวาดทั่วทั้งร่างอีกฝ่าย “ในคุกแคนยอนที่อันตรายนี่ ผู้ชายที่สวยแบบนาย หากไม่มีหลักยึดจะมีจุดจบอย่างไรนะ”

ดัตติโนหลบจากสายตาหยาบโลนราวกับจะข่มขืนเขา “...กรุณาปล่อยผม”

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ไม่สนใจอีกฝ่าย กลับพูดต่อไป “นายจะโดนลากไปที่มุมมุมหนึ่ง ถูกถอดเปลื้องเสื้อออกจนหมด คุกเข่าลงกับพื้น ถูกผลัดข่มขืนเหมือนกับแม่สุนัข ในคุกไม่มีผู้หญิง ทุกคนล้วนกระหาย นายจะถูกกระทำจนไร้สิ้นสติ เลือดไหลออกจากก้นมากกว่าตอนที่ผู้หญิงคลอดลูกเสียอีก...ในห้องพยาบาลมักจะมีคนซวยเช่นนี้อยู่บ่อยๆ ฉันเห็นมาเยอะ แล้วอย่าหวังว่าผู้คุมจะช่วยนายได้ หากนายกล้าฟ้องผู้คุม นายก็ทำได้แค่หลังจากรักษาหายแล้วถูกคนจำนวนมากผลัดกันรุมโทรมนาย รอถูกส่งเข้าห้องพยาบาลอีกครั้ง หมอถามถึงเหตุผลที่นายได้รับบาดเจ็บ นายก็พูดได้แค่ไม่ทันระวังด้ามไม้ถูพื้นเลยสอดเข้ารูก้นตัวเอง” บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ส่งเสียงหัวเราะหึๆ “ดังนั้นนายเข้าใจหรือยัง เพื่อหลีกเลี่ยงอนาคตที่น่ากลัวเหล่านั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือรีบหาหลักให้ยึดเสียตั้งแต่ตอนนี้” เขาใช้มือที่ว่างชี้มาที่ตัวเอง

บอกใบ้มาจนถึงขั้นนี้ ขอแค่เป็นคนที่มีสติปัญญาปกติล้วนรู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไร บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์เห็นว่าดัตติโนไม่พูดอะไรซักคำ ก็คิดว่าอีกฝ่ายยอมรับโดยปริยายแล้ว ดังนั้นจึงรั้งเอวเด็กหนุ่มโยนอีกฝ่ายลงบนเตียง โถมร่างกดทับลงไป

“เดี๋ยวก่อน!” ในตอนที่เขาเตรียมจะถอดกางเกงของดัตติโน ชายหนุ่มผมทองก็ห้ามเขา “ผมไม่ค่อยชอบแบบนี้” เขาปีนลงจากเตียง ท่าทางราวกับคิดจะหลบหนี

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์แอบต่อว่าอยู่ในใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้ช่างไม่รู้ดีชั่ว หากโอนอ่อนผ่อนตาม พวกเขาก็สามารถผ่านค่ำคืนอันงดงามไปด้วยกัน แต่อีกฝ่ายกลับเลือกเส้นทางที่ยากลำบาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ‘ยักษ์ไททัน’ ก็ทำได้เพียงใช้ความยิ่งใหญ่ของตัวเองเป็นบทเรียนแก่อีกฝ่าย       

เขาจับแขนของดัตติโน กระชากอีกฝ่ายมาด้านหลัง...

...เรื่องที่คิดไม่ถึงกลับเกิดขึ้นตอนนี้

ดัตติโนหลบหลีกมือของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์อย่างว่องไว จากนั้นก็งอตัวพุ่งปราดไปด้านหน้า จับที่ไหล่ของ ‘ยักษ์ไททัน’ จากนั้นเสียง ‘แกรก’ ก็ดังขึ้น เขาหักข้อต่อจนส่งผลให้อีกฝ่ายลงไปนอนหมอบกับพื้นอย่างรุนแรง!

ภาพในสายตาของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์พลิกกลับในทันที ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังทำให้เขาร้องครางเสียงต่ำ ไม่ทันรอให้เขามีปฏิกิริยาตอบโต้ ดัตติโน นาคาเรร่าก็นั่งคร่อมทับร่างเขา ล็อกมืออีกข้างของเขาไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ลองขยับร่างกายจะลุกแต่กลับถูกดัตติโนกดไว้ ชายหนุ่มที่ดูร่างบอบบางคนนี้มีแรงเยอะขนาดนี้เชียว!

ความเจ็บปวดจากกระดูกข้อต่อที่เคลื่อนที่และความอัปยศจากความพ่ายแพ้แผ่คลุมบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ในทันที เขามองดัตติโนที่นั่งคร่อมอยู่บนร่างตนด้วยความโกรธแค้นและเย็นชา “นายเป็นใครกันแน่” ฝีมือดีแบบนี้แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หรือว่าเป็นนักฆ่าที่ศัตรูสักคนซื้อตัวให้มาที่เรือนจำแคนยอนเอาชีวิตของเขากัน

ดัตติโนพิจาณาใบหน้าของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ เขาไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย ทว่ากลับโค้งริมฝีปากเผยรอยยิ้มที่เรียกได้ว่าน่าหลงใหลออกมา “ฉันบอกแล้วว่าไม่ชอบแบบนี้”

หากเป็นเวลาปกติ รอยยิ้มเช่นนี้จะต้องทำให้บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์เกิดความปรารถนาร้อนเป็นไฟ ทว่าในตอนนี้เขากลับรู้สึกเพียงหนาวสั่นไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นเยียบไหลซึม

“ฉันว่านาย...” น้ำเสียงของดัตติโนแฝงความปรารถนา เขาเลียริมฝีปากเหมือนกับงูพิษแลบลิ้นทำให้คนรู้สึกตกต่ำ “ยังจะแข็งขึ้นอีกไหมนะ”

...อะไรนะ

ดัตติโนตั้งใจใช้ส่วนล่างเสียดสีสองสามครั้ง แม้จะห่างเพียงกางเกงกั้น ทว่าบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ก็สามารถสัมผัสได้ว่าแข็งขึ้นมาแล้ว หรือว่าเจ้าหมอนี่คิดจะ...ไม่ เป็นไปไม่ได้!

‘ยักษ์ไททัน’ มองหนุ่มผมทองที่ถอดกางเกงออกและกอบกุมแท่งชีวิตของตนไว้ในกำมือขยับรูดขึ้นลงอย่างตื่นตระหนก

“ถ้านายไม่แข็งก็ยิ่งแย่แล้วล่ะ” เสียงของชายหนุ่มลากยาวเหมือนกับผู้หญิงโทษผู้ชายยามที่ตนไม่สมปรารถนา

เทคนิคของอีกฝ่ายสูงส่ง เขาค่อยๆ บีบนวดจากส่วนหัว นิ้วมือที่คล่องแคล่วไล้วนรอบแกนกาย ลูกอัณฑะด้านล่างก็ถูกเขานวดคลึงอย่างรักใคร่และรวดเร็ว จนเจ้าสิ่งนั้นตั้งตระหง่านขึ้นมา ตั้งตรงอยู่ตรงกลางระหว่างเอวของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ 

“ไม่เลวเลย ค่อนข้างใหญ่อยู่เหมือนกัน” พูดไปดัตติโนก็ถอดกางเกงของตนออก เขาแค่หมุนข้อมือก็ไม่รู้ว่าถุงยางอนามัยมาโผล่จากไหน หลังจากแกะถุงออกแล้วก็สวมลงบนส่วนนั้นของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์

...ไม่ ไม่ ไม่! นี่มันสถานการณ์อะไรเนี่ย!

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ผวากรีดร้องในใจ หนีไปซะตอนนี้ไม่รู้ว่ายังทันหรือไม่!

ราวกับกำลังตอบเขา สัญญาณดับไฟดังขึ้น ประตูเหล็กของห้องขังปิดดังแกรกกรากลงกลอนแน่นหนา ตัดความหวังสุดท้ายของเขาลงจนสิ้น

ในยามที่ไฟดับลง เขาได้ยินเสียงหอบหายใจของดัตติโน “หวังว่านายจะอึดสักหน่อย” ชายหนุ่มกุมสิ่งนั้นของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ เล็งให้ตรงกับส่วนล่างของตน แล้วค่อยๆ นั่งไปอย่างช้าๆ “ไม่อย่างนั้น...”

เสียงเปียกแฉะและเสียงครึมครางแห่งความสุขสมลอยอวลในห้องคุมขังที่ทั้งเล็กทั้งแคบ

บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์รู้สึกว่าน้องชายของตนได้เข้าไปสู่ช่องทางที่ทั้งอบอุ่นและบีบรัด ผนังอ่อนนุ่มนวดคลึงแท่งกายราวกับปากเล็กๆ ที่หิวกระหายกำลังดูดรัดของของเขาแน่น รวมไปถึงชายหนุ่มที่คร่อมอยู่บนร่างเขานั้นยังขยับขึ้นลงซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคเยี่ยมยอด มันยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกดีไร้ที่สิ้นสุด และในขณะเดียวกันก็นำความรู้สึกล้มเหลวอย่างไร้ขีดจำกัดมาเช่นกัน

 

w            w            w

 

ในชีวิตของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติความพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อน

เขาที่เคยเป็นลูกพี่ใหญ่ของคุกแคนยอน มาวันนี้ต้องกลายเป็นไวเบรเตอร์ ไม่นับว่าทุกวันต้องถูกดัตติโนเรียกหา แล้วยังต้องอยู่บนเตียงปรนนิบัติเด็กหนุ่มนั่นทุกวันทุกคืน และสมมติว่าเขาปรนนิบัติไม่ดี ดัตติโนก็จะชกเขาแรงๆ หนึ่งหมัด บิดกระดูกเขาให้หักหรือไม่ก็ซัดจนเขาสมองกระเทือน จากนั้นก็ไปหาผู้ชายร่างกำยำคนอื่น เช่น อาเธอร์ คิง

บางครั้งบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ก็สงสัยว่าในร่างกายของดัตติโนอาจจะมีหลุมดำ ไม่ว่าจะน้ำรักมากเท่าไร หรือแท่งเนื้อหยาบยักษ์ขนาดไหนก็ไม่สามารถทำให้ปากเล็กๆ ด้านล่างที่ทั้งหิวทั้งกระหายของอีกฝ่ายพอใจได้

ในคุกนี้ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เป็นคู่ต่อสู้ของดัตติโนได้ บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์เคยคิดว่าคนคนหนึ่งไม่สามารถสู้กับคนหมู่มากได้ ดังนั้นจึงเรียกคนกลุ่มหนึ่งมาเอาตัวดัตติโนไปไว้ที่ห้องซักล้าง ผลกลับ...ไม่เป็นที่น่าพอใจ สีหน้าที่โหดเหี้ยมและกระสันซ่านของดัตติโนในคืนนั้นกลับกลายเป็นฝันร้ายชั่วนิรันดร์ของบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ ดังนั้นจนถึงทุกวันนี้ ‘ยักษ์ไททัน’ ยังไม่กล้ากลับไปคิดถึงวันที่น่ากลัวนั่น

ดัตติโนแข็งแกร่งมาก ซ้ำยังเป็นฝ่ายรับ หลังจากเข้าคุกมาสามเดือน พวกผู้ชายที่ไปหาเรื่องเขาทุกคนแทบจะนอนกับเขาหมดแล้ว...นับเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับในทุกความหมาย

ในขณะเดียวกับที่บาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ใช้ชีวิตเป็นไวเบรเตอร์อย่างน่าเวทนา ‘ไลก้า โมเน็ต’ ก็ก้าวเข้าสู่ห้องทำงานของผู้นำคนใหม่ของ ‘โทเทม’ ชายหนุ่มผมดำที่ไร้สีหน้าคนนี้จะกลายเป็นตัวเอกของเรื่องนี้

ใช่แล้ว...คุณไม่ได้อ่านผิดไป ‘ไลก้า โมเน็ต’ คือตัวเอกของเรื่องนี้ ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ห้องทำงานของผู้นำคนใหม่ของ ‘โทเทม’ ผู้ที่ซึ่งชนะการต่อสู้และเป็นผู้สืบทอดกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่ย้อมไปด้วยโลหิตของคนจำนวนนับไม่ถ้วนรอเขาอยู่ เพื่อที่จะมอบภารกิจแรกหลังตัวเองขึ้นตำแหน่ง

ส่วนบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์…

สวรรค์...คนประเภทที่ว่าตั้งแต่ต้นจนจบยังไม่มีกระทั่งการพรรณนารูปร่างหน้าตาจะมาเป็นตัวเอกไปได้อย่างไร!

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1 นักโทษ

               

ไลก้า โมเน็ตกระโดดลงจากรถคุมขังติดอาวุธ ผู้คุมขังที่อยู่ด้านหลังผลักเขาทีหนึ่งจนเขาเซแทบจะล้มลงบนโคลนเละๆ เมื่อวานฝนเพิ่งจะตก ทางเดินด้านนอกเรือนจำแคนยอนแทบจะเป็นดินโคลนและแอ่งน้ำทั้งหมด หลังจากฝนตก แม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ ก็มีน้ำขึ้นสูง ในพงหญ้าก็มีเสียงกบร้องอย่างมีชีวิตชีวา ไลก้าจดจำลักษณะโดยรอบอย่างรวดเร็ว ที่นอกเหนือจากที่เขาคาดการณ์ไว้ก็คือ ในเรือนจำแคนยอนกลับไม่มีแคนยอน และก็ไม่เหมือนกับคุกน่ากลัวที่เห็นในหนัง กระทั่งมีกลิ่นอายเรือกสวนไร่นา มีภูเขาแม่น้ำที่สวยงาม ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม

                ผู้คุมผลักเขาอีกรอบ “เร็วหน่อย อย่าโอ้เอ้!” ผู้คุมผลักให้ไลก้าตามกลุ่มไป บนรองเท้าบอลของไลก้าเปื้อนไปด้วยดินโคลน ทุกก้าวเดินจะได้ยินเสียงโคลนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า และที่ทำให้ในใจเขารู้สึกเท่าเทียมก็คือ เหล่าผู้คุมก็ไม่ได้ดีไปกว่าเท่าไร

                เรือนจำแคนยอน ไม่ได้ใหญ่โต แต่ถึงแม้จะเล็กก็มีทุกสิ่งครบครัน หอสังเกตการณ์สามหลังตั้งตระหง่านเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ในเรือนจำแคนยอน ตรงกลางคือตึกส่วนบริหารและห้องคุมขัง ด้านข้างยังมีอุปกรณ์ที่ผุพังเล็กน้อย ทางทิศใต้สุดมีสนามที่กว้างขวาง รอบด้านมีสแตนด์นั่งชม กลุ่มนักโทษกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่บนสแตนด์มองแล้วชี้ไม้ชีมือมายังกลุ่มที่คุมส่งตัวนักโทษ เมื่อตอนที่ผู้คุมผลักไลก้าอย่างรุนแรงนั้น ไลก้าได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากบนสแตนด์อย่างชัดเจน

เขาไม่ได้เข้าคุกมาเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็เคยมีประสบการณ์เข้าคุกเพราะภารกิจมาก่อน ดังนั้นสำหรับสูตรสำเร็จในการเข้าคุกสามารถพูดได้ว่า...จำได้ขึ้นใจ เขาถูกนำตัวไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี่ยวห้องหนึ่ง ก่อนอื่นคือการก็ค้นตัว

ผู้คุมสวมถุงมือยางตรวจร่างกายท่อนล่างของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เขาซ่อนของต้องห้ามไว้ในรูก้น ไบรอัน แฟร์แบร์นเคยลองให้เขายัดกระสุนปืนสองสามลูกลงไป ไลก้าเตือนให้อีกฝ่ายละทิ้งจินตนาการที่ไม่มีทางเป็นไปได้นี่ทิ้งซะ...จากนั้นก็ให้เขาเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษที่น่าเกลียดน่าชัง ชุดเดิมและนาฬิกาถูกเก็บล็อกเข้าลิ้นชัก ผู้คุมรับรองกับเขาว่ารอจนเขาออกจากคุกจะคืนของเหล่านี้ให้อย่างครบบริบูรณ์ไม่เสียหาย

ต่อจากนั้นคือเวลาให้โอวาท โดยปกติแล้ว งานนี้จะเป็นผู้คุมที่มาจัดการจนเสร็จ ทว่าสถานะของไลก้านั้นพิเศษ ดังนั้นเขาจึงถูกนำตัวไปยังห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำ หน้าต่างของห้องทำงานตรงกับแม่น้ำสายเล็กๆ ด้านนอกห้องขัง มองแวบเดียวก็เห็นทิวทัศน์ที่งดงาม มือทั้งสองข้างของผู้บัญชาการเรือนจำไพล่อยู่ด้านหลัง เขาพิจารณาไลก้าที่มือทั้งสองข้างถูกใส่กุญแจมือยืนอยู่ตรงกลางห้องทำงาน เหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังสั่งสอนเด็กนักเรียนที่ก่อเหตุ

ผู้บัญชาการเรือนจำมีอายุสี่สิบกว่าปี เขารูปร่างผอมมาก จอนทั้งสองข้างเป็นสีขาว สีหน้าเขาดูย่ำแย่ ไม่รู้ว่าเพราะอาหารในคุกไม่ดีหรือว่าเพราะภาระอันหนักอึ้ง เขาลืมดวงตาคู่ที่ดูเป็นกังวล เดินวนรอบไลก้าราวกับแม่ไก่

“พ่อหนุ่ม ปล่อยตัวตามสบาย อยู่ที่นี่ทำตัวตามสบายเถอะ” เสียงของเขาทั้งแหลมทั้งเล็ก เหมือนกับพวกสัตว์อย่างหนูหรือกระต่าย “ฉันกับคุณไบรอัน แฟร์แบร์นเป็นเพื่อนรักกันมานาน แค่กๆ เขากำชับมาว่าให้ฉันดูแลนายมากๆ หน่อย”

ไลก้าพยักหน้า คุณไบรอัน แฟร์แบร์นมักจะรอบคอบเช่นนี้ ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าคุกก็ได้พบกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้ ภารกิจต่อจากนี้น่าจะสบายขึ้นมาก

“นายมีเรื่องลำบากอะไรสามารถมาพูดกับฉันได้โดยตรง บอกผู้คุมว่าอยากพบฉันแล้วพวกเขาจะพานายมาที่ห้องทำงานของฉัน ฉันบอกพวกเขาไว้แล้ว บอกแล้ว...” ผู้บัญชาการเรือนจำพลันกระซิบพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “อืม ไม่ผิด แบบนี้ดีที่สุด...”

ไลก้ากลอกตาอย่างอดไม่ไหว

“...อืม แต่ว่าในที่ที่ผู้คุมไม่เห็นนายก็ต้องระมัดระวังหน่อยล่ะนะ” ผู้บัญชาการเรือนจำราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาตบมือ “โดยเฉพาะตอนที่อยู่กับพวกนักโทษเหล่านั้น พวกกากเดน สารเลว ตัวมอดของสังคม...นายจะต้องระวังพวกเขาเหล่านั้น โดนเฉพาะคนที่ชื่อดัตติโน นาคาเรร่า เขาเป็นคนที่หน้าด้านไร้ยางอาย หยาบคายไร้เหตุผลที่สุดในนั้น จะต้องระวังเขา!”

“ผมเข้าใจแล้วครับ ท่านผู้บัญชาการ”

ผู้บัญชาการเรือนจำเดินวนอีกรอบ เขาค้นกุกกักก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วยัดให้ไลก้า “เอานี่ไป” เขาพูดอย่างคลุมเครือ “ในคุกนี่มีค่าเท่ากับเงินตราสกุลแข็ง มีประโยชน์ยิ่งกว่าเงิน แน่นอนว่าถ้าหากนายขาดเงิน...”

                ไลก้าเข้าใจความหมายของผู้บัญชาการเรือนจำ คุณไบรอัน แฟร์แบร์นเคยกำชับมาก่อนว่าไม่ว่าไลก้ามีความต้องการสิ่งใด เขาจะทำตาม “ผมเข้าใจแล้วครับท่านผู้บัญชาการ”

“ดีๆ” ผู้บัญชาการเรือนจำพูดเสียงเบา “นายไปได้แล้ว...ผู้คุม!” นี่คือประโยคที่เขาพูดเสียงดังที่สุดในวันนี้

                ผู้คุมก้าวเข้ามาในห้องทำงานและคุมตัวไลก้าออกไปเหมือนกับตอนขามา

 

w            w            w

 

                “สวัสดี ฉันชื่อเคย์ ลาติมอร์” เมื่อไลก้าตามกลุ่มผู้คุมขังก้าวเข้าไปในโรงอาหารเพื่อรับอาหารกลางวัน ก็มีชายหนุ่มคนดำคนหนึ่งเข้ามาทักทายเขาอย่างอารมณ์ดี

                “ไลก้า โมเน็ต” ไลก้าจับมือกับอีกฝ่าย

“ครั้งแรกที่เข้ามาหรือ” เคย์ ลาร์ติมอร์ยกถาดอาหารมองซ้ายมองขวา เมื่อหาที่นั่งว่างเจอก็ทำท่าให้ไลก้าไปนั่งด้วยกันกับเขา

“ไม่ใช่”

“อ้อ นายนี่มองไปแล้วเหมือนคนที่มีประสบการณ์” หนุ่มคนดำเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด “เรือนจำแคนยอนก็เหมือนกับที่อื่นทุกอย่าง แค่แป๊บเดียวเดี๋ยวนายก็ชินแล้ว”

“ขอบคุณ”

“ต้องการบริการอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ขอเพียงจ่ายไหว ไม่ว่าจะเป็นกัญชาหรือว่าชุดบิ๊กแมคฯ ฉันเอาเข้ามาให้นายได้หมด”

                ไลก้าพยักหน้า เขารู้ฐานะของเคย์แล้ว ในทุกๆ เรือนจำจะต้องมีคนแบบนี้อยู่คนสองคน พวกเขาลูกเล่นเยอะ รู้ข้อมูลข่าวสารมาก มีความสัมพันธ์กับผู้คุมดี สามารถซื้อของทุกชนิดที่ในเรือนจำไม่มีเข้ามาผ่านทางช่องทางพิเศษ ฐานะในคุกของพวกเขาได้รับความเคารพและพึ่งพามากกว่าพวกหัวหน้าอันธพาลที่ทำแต่เรื่องชั่วๆ สัยอีก...ไลก้าลอบจำชื่อของเคย์ ลาติมอร์อยู่ในใจ อีกหน่อยต้องมีเรื่องใช้คนคนนี้อีกมาก

                “ใช่แล้ว ขอถามนายเรื่องหนึ่ง”

                “อะไรหรือ ในคุกแคนยอนไม่มีเรื่องอะไรที่ฉันไม่รู้!” เคย์ดูภูมิใจนัก

                “ดัตติโน นาคาเรร่าคือใครกัน”

                หนุ่มคนดำทำท่าราวกับกำลังขับไล่สิงชั่วร้าย “ไปได้ยินชื่อเขามาจากไหนกัน”

                “คนตั้งเยอะแยะพูดถึงเขา ทั้งนักโทษแล้วมียังผู้คุม” ไลก้าปิดบังเรื่องหัวหน้าผู้คุมเรียกเขาไปบอกกล่าว “พวกเขาบอกให้ฉันระวังดัตติโน นาคาเรร่า เขาเป็นใหญ่ที่สุดในเหล่านักโทษหรือ”

“อ้อ แน่นอน เขาเป็น...” เคย์พลันแสดงสีหน้าสงสารออกมา “นายต้องระวังเขาเอาไว้ เห็นนายหน้าตาก็ไม่เลว เป็นแบบที่ดัตติโนชอบเสียด้วย อย่าไปให้เขาหาเจอล่ะ ไม่งั้นนายลำบากแน่” เคย์กลอกลูกตา ใช้คางชี้ไปด้านหลังไลก้า

ไลก้าหันกลับไปดูโดยไม่พูดอะไร เขาเห็นเหล้านักโทษกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมชายหนุ่มผู้หนึ่งที่รูปร่างแข็งแรง กล้ามเนื้ออุดมสมบูรณ์เดินเข้ามาในโรงอาหาร บนใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยแผลเป็นทำให้ใบหน้าที่แต่เดิมดูอันตรายอยู่แล้วเพิ่มความโหดเหี้ยมเข้าไปอีกหลายส่วน ชายคนนั้นโอบชายหนุ่มผมทองหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง เขากำลังก้มหน้าพูดกับอีกฝ่ายจนชายหนุ่มคนนั้นหัวเราะขึ้นมา

                “คนนั้นคือดัตติโน นาคาเรร่าหรือ”

“ถูกต้อง” เคย์เหยียบเท้าไลก้าใต้โต๊ะ ไลก้ารีบหันหน้ากลับมาทันที เขาก้มหน้าก้มตามองจานอาหาร “ในสมัยก่อนบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์กับอาเธอร์คิงเป็นผู้นำเรือนจำแคนยอน แต่ตั้งแต่ดัตติโนเข้ามา อำนาจก็เปลี่ยนไป” เคย์ใช้ส้อมพลาสติกจิ้มชิ้นเนื้อ “พวกเขาล้วนไม่ใช่คู่มือของดัตติโน ดัตติโนคนเดียวสู้กับคนในเรือนจำแคนยอนทั้งหมดมาแล้ว คนที่ไปหาเรื่องเขาล้วนถูกเขาซัดและนอนด้วยหมดแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าใครเห็นดัตติโนก็ต้องก้มหน้าให้”

                ไลก้านึกไปถึงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นที่หน้าที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ เขามีท่าทางที่ต่อยตีเก่งจริงๆ นั่นแหละ และจากที่เคย์ ลาติมอร์บอก เขาชอบข่มขืนคนที่แพ้ตัวเอง นี่น่าจะจัดการยากหน่อยล่ะ ส่วนชายหนุ่มผมทองข้างกายเขา แปดสิบเปอร์เซ็นต์น่าจะเป็นคนรักของเขา แค่คิดว่าตอนกลางคืนชายหนุ่มที่อยู่ในเงื้อมมือหนุ่มร่างกำยำนั่นจะถูกปฏิบัติอย่างไร ไลก้าก็อดจะไว้อาลัยให้อีกฝ่ายในใจไม่ได้

                “ดูไปแล้วน่าอันตรายจริงๆ” ไลก้าเขี่ยอาหารในจานอย่างใจลอย พลางครุ่นคิดว่าจะจัดการอย่างไรภายใต้อิทธิพลของหัวหน้าใหญ่ในเรือนจำนี้ “แต่ฉันจะไม่หาเรื่อง ฉันชอบอยู่เงียบๆ”

                เคย์เลิกคิ้ว ท่าทางเหมือนจะบอกว่า ‘ว้าว อย่างนั้นหรอ’ “นายก็รู้ ไลก้า...ฉันเรียกนายแบบนี้ได้ไหม” ไลก้าพยักหน้า “โอเค ไลก้า นายก็รู้ บางทีนายไม่อยากไปหาเรื่องวุ่นวาย แต่เรื่องวุ่นวายมันจะมาหานายเอง ฉันว่านายคงเข้าใจ”

                “ฉันไม่เข้าใจ”

                “โอ้ ฉันยังนึกว่านายเป็นคนฉลาด” เคย์ข้ามโต๊ะอาหาร จิ้มไหล่ของไลก้า “นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเข้ามา ยังไม่เข้าใจกฎเกณฑ์อีกหรือ...งานเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่! แต่ก่อนเป็นบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์กับอาเธอร์คิงมาด้วยตัวเอง แต่ว่าตั้งแต่ที่ดัตติโนขึ้นเป็นใหญ่น่ะ...ดังนั้น นายก็รู้นะว่าต้องทำยังไง” พูดจบเคย์ก็หยิบถุงยางอนามัยออกมาจากกระเป๋ากางเกง ลอบยัดใส่มือไลก้า “ให้ฟรี ต่อไปก็มาเป็นลูกค้าบ่อยๆ ล่ะ”

                ไลก้ามองถุงยางอนามัยในมืออย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เอ่อ ของแบบนี้ฉันคิดว่าฉันไม่ค่อย...”

                “นายได้ใช้แน่” เคย์ยืนหยันหนักแน่น “ถึงแม้ว่าตัวดัตติโนเองก็คงมีเตรียม แต่ว่ามักจะไม่พอใช้ นายก็รู้ ขอให้นายโชคดี!” อีกฝ่ายทำท่าสู้ๆ ให้ราวกับอีกเดี๋ยวไลก้าจะต้องเข้าสนามบอลไปเตะลูกโทษ

                ...เขาไม่คิดอยากจะเข้าใจสักนิด!

                ไลก้าร้องโวยวายในใจ

                วันแรกที่เข้าคุก ไลก้า โมเน็ตได้รับชุดนักโทษชุดหนึ่ง บุหรี่ห่อหนึ่ง ถุงยางอนามันสามอัน และข่าวกรองจำนวนหนึ่งกลับไปเต็มๆ

 

w            w            w

 

                ย้อนเวลากลับไปเมื่อหกเดือนก่อนหน้านี้

                ไลก้า โมเน็ตเดินเข้าห้องทำงานของคุณไบรอัน แฟร์แบร์น  ผู้ที่ตามเข้ามาคือผู้ชนะในการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด ในที่สุดการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยคาวเลือดที่ปกคลุมโลกใต้ดินของชิคาโก้มายาวนานกว่าครึ่งปีก็ปิดฉากลง กระทั่งตำรวจยังต้องถอนหายใจ เพราะหลังจากมอบอำนาจเสร็จเรียบร้อย ในที่สุดแผ่นดินนี้ก็กลับเข้าสู่สันติภาพเสียที

                แต่นั้นเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น ภายใต้นั้นยังมีคลื่นที่มองไม่เห็นกำลังโหมกระหน่ำอยู่

                “คิดว่าคุณก็ได้ยินมาแล้ว มีบางคนไม่พอใจในเรื่องที่ผมนั่งลงบนตำแหน่งนี้” คุณไบรอัน แฟร์แบร์นลดตัวลงมาเทกาแฟให้ไลก้า โมเน็ตด้วยตัวเอง “แต่ว่าเพราะอิทธิพลของผม พวกเขาถึงไม่กล้าพูด แต่ความไม่พอใจก็ค่อยๆ สะสมต่อไปเรื่อย ๆ สมมติว่ามีชนวนขึ้นมา พวกเขาจะต้องอาศัยโอกาสนั้นขึ้นมาคัดค้านผมแน่ๆ”

                “ความหมายของคุณคือ...” ไลก้า โมเน็ตรู้จักศิลปะในการสนทนา เขาไม่คาดเดาไร้ประโยชน์และไม่พูดมากฟุ่มเฟือย

                “ก่อนที่ไฟนี้จะลุกลาม ผมต้องตัดไฟแต่ต้นลม” คุณไบรอัน แฟร์แบร์นพูดอย่างเคร่งขรึม “ดังนั้นจะขอให้คุณช่วยผมเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่ามีแค่คนเช่นคุณที่สามารถรับผิดชอบภารกิจสำคัญเช่นนี้ได้”

                ไลก้า โมเน็ตเพิ่งจะลงจากเครื่องบินที่มาจากโตรอนโต้ เขาเมาเครื่องจนระหว่างทางอ้วกหลายรอบ ตอนนี้เวียนหัว คิดแค่อยากหาเตียงนอนดีๆ แล้วหลับสักงีบ แต่ว่าเขาเป็นนักฆ่ามืออาชีพ ต่อให้ร่างกายไม่สบายขนาดไหน ก็ต้องเรียกสปิริตในการทำงานสองแสนเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาเพื่อบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ‘ลูกค้าคือคนที่เราต้องพึ่งพาอาศัย’ นี่คือคติในการใช้ชีวิตของไลก้า โมเน็ต

                “คิดว่าคุณก็คงรู้ พ่อของผม หัวหน้าคนก่อนของโทเทม...” คุณไบรอัน แฟร์แบร์นเน้นหนักตรงคำว่า ‘คนก่อน’ สองคำนี้ “...ไม่ได้แต่งงาน แต่กลับมีลูกสาวลูกชายมากมาย ก่อนที่จะตายเขาคัดเลือกพวกเราเหล่าพี่น้องพ่อเดียวกันคนละแม่ แต่ไม่ได้ชี้ว่าคนไหนจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ดังนั้นหลังจากเขาตายไป พวกเราแต่ละคนล้วนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณสมบัติสืบทอดตำแหน่งและอำนาจของเขา และก่อให้เกิดการต่อสู้นี้”

                คุณไบรอัน แฟร์แบร์นถือถ้วยกาแฟเดินไปยังหน้าหน้าต่างที่ยาวจรดพื้น ตอนนี้เป็นยามโพล้เพล้ แสงสีแดงโลหิตในยามพระอาทิตย์ตกดินสาดเข้ามาในห้องทำงาน ส่งผลให้ผมสีทองแดงของเขาถูกย้อมไปด้วยขอบสีทองอีกชั้นหนึ่ง

“ความน่าหวาดกลัวในเรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะสุดท้ายคนที่ชนะคือผม คนอื่นที่เหลือนั้นไม่ตายก็สาหัส ไม่ก็หนีหัวซุกหัวซุนไปที่อื่นเป็นนกแตกรัง” พูดจบไบรอัน แฟร์แบร์นก็หันกลับมา แสงอาทิตย์กระทบใบหน้าด้านข้างของเขา “แต่หากนกที่แตกรังกลับมารวมตัวกันขึ้นมา ก็เป็นพลังหนึ่งที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ที่ผ่านมาแต่ละคนต่างก็เป็นศัตรูของกันและกัน แต่ตอนนี้ผมที่เป็นผู้ชนะ...กลายเป็นศัตรูที่พวกเขาทั้งหมดมีร่วมกัน กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาร่วมมือกันขึ้นมา”

                ไลก้า โมเน็ตฟังอยู่เงียบๆ รอให้ ไบรอัน แฟร์แบร์นเล่าไปเรื่อยๆ

                “หากว่าในตอนนั้นมีคนรวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกัน สำหรับผมแล้วก็นับว่าเป็นหนามยอกมือ ดังนั้นผมอยากให้คนผู้นี้ไม่ปรากฏตัวตลอดไป”

                “พูดแบบนี้คือคุณต้องการให้ผมไปฆ่าคนคนนี้หรือ”

                “ถูกต้อง” ไบรอัน แฟร์แบร์นเดินกลับมาหยุดตรงหน้าไลก้าอีกครั้ง “คนผู้นี้ชื่อว่าอับราฮัม เคลล็อก...คุณเคยได้ยินชื่อนี้ไหม”

                “ไม่เคย” ไลก้าขยี้ตา ตอนนี้เขาเริ่มเพลียขึ้นมาแล้วจริงๆ คิดอยากจะจบการพูดคุยครั้งนี้โดยไว “ผมไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ...เอ่อ...บุญคุณล้างแค้นของพวกคุณ และก็ไม่ได้สนใจ ดังนั้นคุณพูดสถานการณ์ให้ชัดเจนเลยเถอะ”

                “อา...ผมไม่ได้คิดถึงตรงจุดนี้ กลุ่มพรรคอำนาจในชิคาโก้นั้นสลับซับซ้อน บางครั้งพวกเราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ อับราฮัม เคลล็อกผู้นี้เป็นคนรุ่นเดียวกับพ่อของผม พวกเขาเป็นผู้นำสองพรรคและต่อสู้กัน เรียกว่าเป็น ‘Two Heroes’ เหมือนกับน้ำและไฟ ภายหลัง ‘โทเทม’ ของพ่อผมสู้ชนะพรรคของอับราฮัม เคลล็อก กลายเป็นพรรคใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในชิคาโก้ ส่วนอับราฮัม เคลล็อกนั้น...” คุณไบรอัน แฟร์แบร์น ชะงักครู่หนึ่งราวกับไม่พอใจคุณเคลล็อกผู้นี้มาก “พ่อของผมลอบนำข่าวคราวไปบอกแก่ตำรวจ ให้พวกเขาเข้าจับกุมอับราฮัม เคลล็อก และส่งตัวเขาเข้าคุก ส่วนเรื่องยุ่งเหยิงในระหว่างนั้นไม่ต้องอธิบายให้มากความ เคลล็อกถูกตัดสินลงโทษจำคุกยี่สิบปี แต่ว่าการเข้าคุกนั้นกลับไม่ใช่จุดจบสุดท้ายของเขา”

                “หมายความว่าอย่างไร”

                “ว่ากันว่า ‘ตะขาบร้อยขาถึงตายก็ยังขยับ’ ถึงแม้เคลล็อกจะอยู่ในคุก ทว่ากิ่งก้านสาขาของเขาก็ยืดออกมาจนถึงภายนอกได้ เขายังคงมีอิทธิพลอยู่บ้างในโลกใต้ดินของชิคาโก้ ตอนนี้เคลล็อกอาศัยว่าอยู่ในคุกมีความประพฤติดีพูดเกลี้ยกล่อมเพื่อนที่มีอำนาจบางส่วนของเขา ในที่สุดก็ได้รับโอกาสปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บน เดือนสี่ปีหน้าเขาก็สามารถออกจากเรือนจำแคนยอนอย่างองอาจผ่าเผยแล้ว”

                ไลก้า โมเน็ตสรุปคำพูดของไบรอัน แฟร์แบร์นในหัว “ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้ว ถ้าหากว่านายอับราฮัม เคลล็อกผู้นี้ออกจากคุก ก็มีโอกาสร่วมมือกับพวกกลุ่มคนที่ต่อต้านคุณ ดังนั้นก่อนหน้านั้นคุณต้องการให้ผมฆ่าเขาทิ้งใช่ไหม”

                “นายเป็นคนฉลาด” ไบรอัน แฟร์แบร์นค้อมตัวให้

                “ขออภัยที่ต้องพูดตามตรงนะครับคุณแฟร์แบร์น” ไลก้าถอนหายใจอย่างอ่อนล้า “ตอนนี้คุณเป็นผู้นำของ ‘โทเทม’ ยอดฝีมือของพรรคมากมายรอฟังคำสั่งของคุณให้ไปปฏิบัติภารกิจ แค่คุณจามก็สามารถทำให้โลกใต้ดินของชิคาโก้สะเทือน จะจัดการคนในคุกคนหนึ่งให้ตายไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือหรือ”

                ไบรอัน แฟร์แบร์นปัดมือ “พวกเขาอ่อนมาก คุณเคยได้ยิน ‘The Hangman’ ชื่อนี้ไหม”

ชื่อเสียงนี้โด่งดัง…

                “นักฆ่าอันดับสี่แห่งอเมริกาเหนือ” ไลก้าตอบ “นี่เกี่ยวอะไรกับ The Hangman ล่ะ”

                “ผมได้รับข่าวกรองว่าพวกสุนัขที่ไร้หลักยึด...พวกคนที่ต่อต้านผม เชิญ The Hangman ไปปกป้องอับราฮัม เคลล็อก คนที่ผมส่งไปที่คุกตายหมดทุกคน”

                ไลก้ารู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว “ผมเข้าใจแล้ว แต่สำหรับ The Hangman ลูกน้องของคุณดูจะไม่พอ” The Hangman คิดจะฆ่าสมุนซักคนของ ‘โทเทม’ ยังง่ายกว่าขยี้แมลงให้ตายสักตัว “แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของ The Hangman ออกมา คุณก็รู้...อันดับของผมต่ำกว่าเขา”

                “ต่ำกว่าแค่อันดับเดียวเท่านั้นเอง!” ไบรอัน แฟร์แบร์นหัวเราะออกมา “ผมเชื่อในความสามารถของคุณ”

                “ขอบคุณสำหรับความเชื่อมั่นของคุณ”

                “ภารกิจของคุณคือฆ่าอับราฮัม เคลล็อกก่อนที่เขาจะออกมาจากคุก หากว่าเป็นไปได้ก็ฆ่า The Hangman ไปด้วย มีนักฆ่าเช่นนี้เชื่อฟังศัตรู ผมกินไม่อิ่มนอนไม่หลับจริงๆ” ชายหนุ่มหัวหน้าพรรคมาเฟียเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยมไม่เหมาะสมกับอายุออกมา “คุณมีพื้นที่พัฒนาฝีมือที่ใหญ่เชียวล่ะ”

                “หากว่าสำเร็จตามเป้าหมายทั้งสองอย่างพร้อมกัน...จะมีรางวัลไหม?”

                “ค่าตอบแทนเพิ่มสามเท่า”

                “ดีล!”

                เงื่อนไขดีเช่นนี้เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับ ถึงแม้ว่าเนื้อหาภารกิจจะมีบางอย่างประหลาด  ซ้ำยังมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่ในที่ลับอีกหนึ่ง แต่นี่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความมั่นใจในความสำเร็จของไลก้า นักฆ่าบนโลกใบนี้ล้วนคิดอยากจะเลื่อนอันดับของตัวเอง นอกจากการทำภารกิจให้สำเร็จเยอะๆ ทำภารกิจที่ยิ่งยากลำบาก ฆ่าคนยิ่งมาก ก็มีเพียงจัดการคนที่อยู่บนยอดหัวทิ้งเสีย

ไลก้า โมเน็ตที่อยู่ในอันดับห้าของอเมริกาเหนือสามารถใช้โอกาสนี้ฆ่า The Hangman ผู้ลึกลับ และไต่อันดับบนชาร์ตขึ้นไปข้างบน แล้วยังได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า ดีขนาดนี้ทำไมจะไม่รับล่ะ

                “ผมจะจัดการให้คุณเข้าคุกนะ” ไบรอัน แฟร์แบร์นกล่าวอย่างรวดเร็ว “สร้างสถานการณ์เล็กๆ ขึ้นมา แน่นอนว่าไม่ต้องให้คุณลงมือด้วยตัวเอง คุณจะถูกหมายเรียกขึ้นศาล ทนายก็เป็นคนของพวกเรา เขาจะบอกคุณว่าควรทำอย่างไร”

                ไลก้าพยักหน้ารับอย่างใจลอย ความคิดนั้นลอยไปยังคุกที่อยู่ห่างไกลออกไป

                “...ส่วนอาวุธ ผมก็จะจัดการให้คนส่งมันเข้าไป คุณยังต้องการอะไรอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นของจำเป็นในภารกิจ หรือว่าสิ่งที่ตัวคุณเองต้องการ ผมอำนวยให้คุณได้หมด...”

                ไบรอัน แฟร์แบร์นรีบเอาใจนักฆ่าคนนี้ เพราะอย่างไรนักฆ่าที่อันดับสูงแบบนี้ทุกวันล้วนมีคนเชิญเขาไปลงมือ และพวกเขาแทบจะไม่กระทั่งตอบกลับ ดังนั้นต่อให้ไลก้าบอกว่าต้องการสตรีงดงามสิบคนร่วมผ่านพ้นราตรีที่เต็มไปด้วยความสุข หรือกระทั่งให้ไบรอัน แฟร์แบร์นมอบคนรักของตัวเองให้ เขาก็ยินยอม

                ตอนนี้ไลก้าถึงดึงสติกลับมา “เอ่อ...” เขาเหมืนกับคิดอะไรอยู่  “งั้นก็เอายาแก้เมามาก่อนแล้วกัน”

 

w            w            w

 

                “โอเค เด็กใหม่ นายคงเข้าใจกฎของเรือนจำ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเข้าคุก ดังนั้นอย่าได้มาหาเรื่องให้ฉัน ฉันผ่อนคลาย นายก็ผ่อนคลาย เข้าใจไหม”

                ผู้คุมขังใช้กระบองเคาะลงบนรั้วเหล็กจนเกิดเป็นเสียงเสียดหู ไลก้า โมเน็ตลูบคอ จินตนาการว่าเวลากระบองนั่นเคาะลงมาบนลำคอต้องใช้แรงเท่าไรถึงจะทุบกระดูกสันหลังคอหักได้ ผู้คุมนั้นราวกับถือความเงียบของเขานับเป็นความเกรงกลัว ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างพอใจ ผู้คุมเดินนำไลก้าไปอีกช่วงหนึ่ง จากนั้นก็เปิดประตูห้องขัง “ถึงแล้ว เด็กใหม่ นี่คือบ้านใหม่ของนายนับแต่นี้เป็นต้นไป”

                เขาผลักไลก้าเข้าไปในห้องที่โทรมราวกับกล่องเก็บอัฐิอย่างหยาบคาย ด้านหนึ่งของห้องขังคือเตียงสองชั้น อีกด้านหนึ่งคือโถส้วม อ่างล้างหน้า และเก้าอี้ยาวที่เชื่อมเข้ากับกำแพง  ชายชราผิวขาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ สวมแว่นกรอบทอง ก้มหน้ามองหนังสือที่เปิดอยู่บนเข่า

                “เจฟเฟอร์สัน! รูมเมทใหม่ของนาย!” ผู้คุมร้องเรียก

                ชายชราคนนั้นไม่แม้แต่เงยหน้า “สวัสดียามค่ำ เจ้าตัวซวย”

                “สวัสดี...ผมไลก้า โมเน็ต” ไลก้ายื่นมือออกไปอย่างเป็นมิตร

                “เฮนรี่ เจฟเฟอร์สัน” ชายชราเหลือบมองมือของไลก้าแวบหนึ่ง จากนั้นก็ละสายตาอย่างรวดเร็ว ราวกับบนมือของไลก้ามีของสกปรกอะไรที่ไม่สามารถทนมองได้

                ไลก้าเก็บมือกลับอย่างกระอักกระอ่วน

                เขาหันกลับไปมองผู้คุมอีกครั้ง “เหมือนผมไม่ค่อยได้รับการต้อนรับเท่าไร”

                “เจฟเฟอร์สันเกลียดการย้ายบ้าน แต่ว่าคืนนี้เขาต้องย้ายจึงไม่ค่อยชอบใจ”

                เจฟเฟอร์สันเย้ยคำหนึ่ง “ทำไมพวกนายไม่เอาเจ้าหนุ่มนี่จัดไปที่ห้องของดัตติโน นาคาเรร่านั่นโดยตรงเลยล่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องย้ายไปย้ายมา วุ่นวายเหลือเกิน”

                “ต่อให้นายซื้อรถสักคันก็ต้องลองขับก่อนไม่ใช่หรือ เกิดหมอนี่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศจะทำยังไงล่ะ” ผู้คุมบุ้ยปากมาทางไลก้า

                “เหอะ ที่แท้ที่นี่ก็เป็นแอปเปิ้ลสโตร์ ใครก็สามารถเข้ามาลองสินค้าได้!”

                “เพ้อเจ้อให้มันน้อยๆ หน่อยตาแก่” ผู้คุมจับหมวกบนหัว ยิ้มอย่างหยอกล้อก่อนจะโบกกระบองจากไป

                เหลือแค่ไลก้าและเจฟเฟอสันแค่สองคน ชายชรายังคงมองอยู่ที่หนังสือบนเข่าเล่มนั้นนิ่งไม่ขยับประหนึ่งรูปสลัก ไลก้ากลับขยับตัวอย่างไม่สงบ ไม่รู้ว่าคำพูดของชายชรานั้นมีความหมายว่าอย่างไร

                “เอ่อ...คุณกำลังอ่านหนังสืออะไรหรือ” เขาลองพยายามชวนคุย

                “Being and Nothingness” เจฟเฟอร์สันตอบอย่างไร้เยื่อใย

                “อ้อ ผมเคยได้ยินมาก่อน เป็นหนังสือปรัชญา”

ความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับซาร์ต (1) ของไลก้านั้นมาจากเพื่อนนักฆ่าคนหนึ่งที่กรอกหูให้ฟัง เพราะอักฝ่ายชอบในเรื่องปรัชญา ดังนั้นจึงได้ฉายาในวงการว่า ‘The Thinker’

“ผมประหลาดใจจริงๆ ที่ห้องสมุดในคุกมีหนังสือแบบนี้ด้วย”

                “มีเยอะแยะ ปรัชญา ศาสนา กฎหมาย งานที่มีชื่อเสียงของโลก แล้วยังมีนิยายที่อ่านเยอะๆ แล้วกลายเป็นตุ๊ดอย่างนิยายรัก”

                เสียดายที่ไลก้าไม่ได้สนใจในการอ่านจริงๆ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงจบลงอยู่ตรงนี้อย่างน่าเสียดาย เขาถาม “ผมนอนเตียงชั้นบนใช่ไหม”

                “ใช่ ฉันแก่แล้ว แขนขาปีนขึ้นไม่ไหว”

                ไลก้าปีนขึ้นเตียงชั้นบนอย่างคล่องแคล่ว หมอนในคุกนั้นแข็งอย่างกับก้อนหิน ผ้าห่มก็มีกลิ่นเชื้อรา แต่ก็ไม่สามารถหวังให้การดูแลของที่นี่ดีเหมือนกับโรงแรมมีระดับได้ ไลก้าเคยมีประสบการณ์เจอสภาพที่เลวร้ายกว่านี้ ช่องทางใต้ดินเต็มไปด้วยหนูกับแมลงสาบ ทั้งร่างเหลือเพียงกระดาษทิชชูยัดรูจมูก หรืออยู่บนดาดฟ้าท่ามกลางอากาศหนาวเสียดแทงผิวรอคอยคำสั่ง เพราะไม่สามารถจากไปได้จึงทำได้เพียงกินช็อกโกแลตเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ส่งผลให้หลังจากนั้นเป็นปี แค่เห็นช็อกโกแลตไลก้าก็อยากจะอ้วกออกมา หรือการเดินทางอย่างยากลำบากบนทะเลทรายที่ร้อนระอุแห้งแล้ง อาหารชนิดเดียวที่มีก็คือฉี่อูฐถุงหนึ่ง...ทั้งหมดนี้เขาเคยผ่านมันมาแล้ว เปรียบเทียบกับประสบการณ์น่าสังเวชใจพวกนั้น  เรือนจำแคนยอนนับได้ว่าเป็นสวรรค์

                เขานอนแผ่ลงบนเตียงแข็งๆ หันหัวไปมองเจฟเฟอร์สันที่อยู่ด้านล่าง ชายชราหัวล้านแล้ว ผมที่เหลืออยู่ไม่มากก็เป็นสีขาว ไลก้าอดแปลกใจขึ้นมาไม่ได้ คนแก่เช่นนี้ทำผิดอะไรจนต้องเข้าคุกกันนะ

                ไม่รอให้เขาถามคำถามออกจากปาก เจฟเฟอร์สันก็เปิดปากพูด “ตอนนี้เป็นเวลาอิสระที่ล้ำค่า ทำไมนายไม่ออกไปเดินเล่น ไปห้องเล่นเกม ไปห้องออกกำลังกายหรือไปหาเจ้าเคย์นั่น ดูว่าเขาเอาของอะไรดีๆ เข้ามา”

                ไลก้ายักไหล่ “ผม...เหนื่อยนิดหน่อย”

                “โอเค” เจฟเฟอร์สันปิดหนังสือ ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องขัง “นายไม่ไป ฉันไปเองล่ะ”

                “คุณจะไปไหน คุณเจฟเฟอร์สัน”

                “บุ๊คคลับ” คนแก่ชูหนังสือปรัชญาเล่มหนา

 

                ไลก้าคิด ชายชรานี่พูดถูก เขาควรจะไปที่ที่คนรวมตัวเพื่อรวบรวมข่าว ไม่ใช่นอนแผ่ไม่ทำอะไร แต่ในใจเขาก็แอบรอคอยอะไรบางอย่าง มีเสียงหนึ่งบอกกับเขาว่าให้รออยู่ที่นี่

เขารู้ว่าเขากำลังรอใคร ตั้งแต่เข้าคุกมาเขาก็ได้ยินชื่อนี้แล้ว...ดัตติโน นาคาเรร่า  

                คืนนี้ต้องมาแน่ๆ ไม่ว่าจะมาเพื่อข่มขืนไลก้าหรือว่าแค่มาแสดงอำนาจให้เด็กใหม่ดูอย่างเดียวก็ตาม แต่เขาจะต้องมา

 

w            w            w

 

                เขามาจริงๆ แต่ว่ามันต่างจากที่ไลก้าคิดไว้ตอนแรกมากนัก

                หลังจากเฮนรี่ เจฟเฟอร์สันออกไป ไลก้าพักอยู่ครู่หนึ่ง จนเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็สัมผัสได้ว่าในห้องมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

                “คุณเจฟเฟอร์สันหรือ” เขาลุกขึ้นนั่ง แต่พบว่ามีหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเตียงส่งยิ้มมาให้ พูดว่า ‘แปลกหน้า’ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้แปลกหน้าหรอก วันนี้ที่โรงอาหารเขาได้พบกับชายหนุ่มคนนี้แล้ว ตอนนั้นคนคนนี้อยู่ข้างกายหนุ่มกำยำ

ดัตติโน นาคาเรร่ายิ้มและหัวเราะให้กับอีกฝ่าย ตอนที่เหลือบมองไกลๆ  ไลก้ารู้สึกแค่หนุ่มคนนี้หล่อเหลา และท่ามกลางศัตรูที่แข็งแกร่งในคุกเขาจัดเป็นพวกที่อยู่ในกลุ่มถูกโจมตีได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้พอมองใกล้ๆ ไลก้าถึงรู้สึกว่าใบหน้าของชายหนุ่มนั้นโดดเด่นมากเพียงใด ไม่ว่าเขาเดินไปที่ไหนก็เหมือนกับมีแสงส่องลงมาที่ร่างเขา แยกเขากับคนอื่นออกจากกัน

                “ส...สวัสดี...” ไลก้าลิ้นพันกันเล็กน้อย

                 “สวัสดี” ชายหนุ่มผมทองยิ้มพลางถอยหลังเล็กน้อย “นายลงมาได้ไหม เวลาฉันพูดกับนายต้องเงยหน้า เมื่อยคอมาก”

                ไลก้าปีนลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า นั่งลงบนเตียงของเฮนรี่ (ภายหลังเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดว่านี่เป็นความผิดมหันต์ เท่ากับส่งแกะเขาปากเสือชัดๆ)

                “นายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เขาแสร้งทำเป็นงงงวย ขณะเดียวกันในใจก็เตรียมการป้องกัน

                “ไม่มีอะไร ฉันก็แค่มาดูนาย นายก็รู้ เวลาคนคนหนึ่งคิดจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในอีกกลุ่มใหญ่ มักจะต้องทำอะไรให้ตัวเองได้รับความน่าเชื่อถือ”

                ชายหนุ่มพูดไปพลางเข้ามาใกล้ไลก้า การเคลื่อนไหวของเขานั้นเชื่องช้าและสง่างามเหมือนกับสัตว์จำพวกเสือ สิงโตที่ก้าวเข้าใกล้เหยื่ออย่างสงบเยือกเย็น ไลก้าอดจะหดตัวถอยหลังไม่ได้ แต่ว่าหลังของเขาติดกำแพงแล้ว

                มือหนึ่งของชายหนุ่มกดลงบนไหล่ของไลก้า อีกมือหนึ่งวางลงบนส่วนกลางลำตัวของเขา “ตอนนี้ด้านนอกมีคนโหดร้ายทารุณหลายพันรอ ‘ต้อนรับ’ เด็กใหม่นะ...”

                ความรู้สึกถูกลวนลามมันเลวร้ายมาก ไลก้าปัดมือของชายหนุ่มที่วางอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาทิ้ง

                “นายอย่าทำแบบนี้ ฉันไม่ใช่เกย์” เขาจ้องดวงตาสีฟ้าของชายหนุ่ม พูดอย่างจริงจัง “แล้วแฟนของนายก็คงไม่พอใจมากแน่ ๆ”

                “แฟนของฉันหรือ” ชายหนุ่มแสดงชัดว่าข้องใจ

                “ก็ผู้ชายคนที่อยู่กับนายในโรงอาหาร ฉันได้ยินมาแล้ว เขาเป็นหัวหน้านักโทษในคุกที่นี่ ชื่อว่าดัตติโน นาคาเรร่า...”

                ชายหนุ่มพลันระเบิดหัวเราะออกมา เขาหัวเราะไปพลางตีไหล่ไลก้าแรงๆ ราวกับเมื่อครู่ไลก้าพูดเรื่องตลกสุดๆ ออกไป คราวนี้กลายเป็นไลก้าที่งงงวยบ้างแล้ว “นายหัวเราะอะไร”

                “เด็กใหม่ การคาดเดาของนายน่าสนใจจริงๆ!” ชายหนุ่มหัวเราะจนตัวงอ “แต่ว่านายทำผิดสามอย่าง อยากรู้ไหมว่าอะไร...”

                “ว่ามา”

                “ข้อแรกนะ เขาไม่ใช่แฟนของฉัน พวกเราเป็นแค่...คู่ขาเท่านั้น” ชายหนุ่มยักไหล่ “ข้อสอง เขาก็ไม่ใช่ดัตติโน นาคาเรร่าด้วย เขาชื่อบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ แต่ก่อนเขาเป็นใหญ่ในเรือนจำแคนยอน ตอนนี้เป็นแค่สุนัขไร้ที่พึ่งพิงแค่นั้น”

                อะไรนะ? ไลก้าเริ่มงงเข้าแล้ว ชายร่างกำยำนั่นไม่ใช่ดัตติโน นาคาเรร่าหรือ แล้วถ้าอย่างนั้น คนที่เคย์ชี้คนที่เรียกว่า ‘ดัตติโน’ สรุปคือ...

                “ข้อสาม” ชายหนุ่มผมทองหัวเราะพลางกดร่างกายของไลก้า “ฉันต่างหากคือดัตติโน นาคาเรร่า...”

 

w            w            w

 

                ไลก้า โมเน็ต ฉายา ‘The Mist’ เป็นนักฆ่าอันดับที่ห้าของอเมริกาเหนือ สำหรับเขาที่ได้รับลำดับกับชื่อเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อนร่วมอาชีพมากมายที่ประหลาดใจ กระทั่งตัวไลก้าเองยังรู้สึกประหลาดใจ เขารู้สึกว่าฝีมือของตัวเองยังสู้คนที่ลำดับต่ำกว่าเขามากมายไม่ได้ คนเหล่านั้นมีบางคนที่แข็งแกร่งจนกระทั่งไลก้ายังสงสัยว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ หรือว่าพวกเขามีพลังพิเศษ

                แต่ว่าไลก้า โมเน็ตมีข้อดีที่คนอื่นทำไม่ได้...คือเขาไม่เคยเรื่องมากเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็นคนที่กล้าหาญชาญฉลาด หรือว่าคนแก่ที่ไร้เรี่ยวแรงอุดอู้อยู่ในบ้านพักคนชรา เขาล้วนลงแรงลงใจทำให้ดีที่สุด สำหรับนักฆ่าแล้ว นี่ถือเป็นสิ่งยากจะทำได้

                ‘The Mist’ เป็นลักษณะการทำงานของไลก้าที่โดดเด่นที่สุด นั่นก็คือแทบจะไม่มีรูปแบบการทำงาน ดังนั้นฉายาของเขาจึงเป็น The Mist ไม่มีรูปแบบแต่ถึงแก่ชีวิต เขาคุ้นเคยกับอาวุธหลากหลายชนิด ใช้วิธีฆ่าคนมาแล้วมากมาย เขาไม่เคยยึดมั่นในวิธีเฉพาะวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่เหมือนกับนักฆ่าที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำที่ใช้เพียงปืน มีด หรือใช้เพียงอาวุธตะวันออกโบราณประหลาดอย่างกงจักรบินเท่านั้น และเขาก็ไม่มีนิสัยแปลกประหลาด เมื่อฆ่าคนเสร็จก็จากไป ไม่มีการเอาศพมาจัดวางเป็นลักษณะประหลาด ไม่มีวางดอกไม้แห้งไว้ในที่สังหารคน และก็ไม่มีการสวดคัมภีร์ไบเบิ้ลสักท่อนให้คนตายก่อนจะจากไป

แต่สำหรับคนที่ระบุความต้องการบางอย่าง เช่น ตัดน้องชายของเป้าหมายทิ้ง หรือว่าต้องฟันร้อยมีดพอดิบพอดี ห้ามขาดห้ามเกิน และก่อนหน้านั้นเป้าหมายห้ามตายไปก่อน...ไลก้าก็จะพยายามทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เลือกแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตน หรือรับปากไปงั้นๆ

                ภารกิจที่มีข้อแม้วิปริตรวมอยู่ด้วยเหล่านี้ แทบจะไม่มีนักฆ่าคนไหนอยากรับนอกจากไลก้าที่เคารพในอาชีพเป็นพิเศษ กับพวกที่จริงๆ แล้ววิปริตมากพอ แต่ว่าไลก้าคิดมาตลอดว่าความวิปริตแบบนั้นเป็นได้เพียงพวกคลั่งไคล้ในการฆ่า หรือทำตัวเป็นพวกศิลปินเท่านั้น ไม่มีทางกลายเป็นนักฆ่าอาชีพได้อย่างแน่นอน เพราะว่านักฆ่าเป็นเพียงอาชีพหนึ่ง ไม่มีอะไรต่างกับอาชีพอื่น คนที่สามารถทำอาชีพนี้ได้ดีต้องเป็นคนปกติแน่นอน เหมือนกับประโยคหนึ่งจากเพื่อนเก่าแก่ของไลก้า ‘The Thinker’

“ที่รัก ที่พวกเขาทำก็คือ ‘ชาร์ตอาชีพนักฆ่า’ ไม่ใช่ ‘ชาร์ตฆาตกรโรคจิต’ หรือ ‘ชาร์ตคนที่ไม่ต่างจากเพชฌฆาต’”

                ดังนั้น นักฆ่าอย่าง The Mist ก็ค่อยๆ สะสมชื่อเสียงและคอนเนกชั่น อันดับก็ค่อยๆ สูงขึ้นโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ใบสั่งจองตัวเขาสามารถเริ่มนับตั้งแต่วันขอบคุณพระเจ้าของปีนี้ยาวไปจนวันที่ยานอวกาศเอนเทอร์ไพรซ์ขึ้นบิน เลขาของเขาเอาแต่เร่งให้เขาทำงาน เหมือนกับเร่งให้ดาราหนังเดินสายโปรโมตยังไงยังงั้น ดังนั้นไลก้าคิดว่าสักวันตัวเองคงทำงานหนักเกินไปจนตายในไม่ช้าก็เร็ว

                กลับมาที่ภารกิจในครั้งนี้ เดิมไลก้าคิดจะทำงานอย่างเงียบๆ ค่อยๆ เข้าใกล้เป้าหมายอย่างอับราฮัม เคลล็อก แล้วก็อาศัยตอนที่อีกฝ่ายไม่ตั้งตัวลอบแทงข้างหลังหรือแอบใส่ยาพิษลงไป จบชีวิตของชายชราอย่างเงียบเชียบ แต่ว่าแผนการมักไล่ตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เพราะตอนนี้ต่อให้เขาอยากจะทำเงียบๆ ก็เงียบไม่ได้แล้ว

                หัวหน้านักโทษของคุกแคนยอนกำลังคิดจะข่มขืนเขา!

                ในระหว่างครึ่งวินาทีที่กำลังเลือกว่า ‘อดกลั้นเพื่อภารกิจ’ กับ ‘ลุกขึ้นสู้เพื่อประตูหลัง’ ไลก้าก็ตัดสินเลือกอย่างหลังอย่างเด็ดเดี่ยว

                เขาผลักดัตติโน นาคาเรร่าออกไปในครั้งเดียว พลิกตัวลงจากเตียง ในขณะเดียวกันกับที่ลุกทรงตัว ศอกซ้ายก็โจมตีเข้าหน้าท้องอีกฝ่ายอย่างรุนแรง แต่ว่าปฏิกิริยาของดัตติโนเร็วกว่าเขา ชายหนุ่มผมทองหลบหลีกการโจมตีของไลก้าอย่างคล่องแคล่ว ซ้ำยังพลิกกลับล็อกข้อมือเขาไว้ ใช้น้ำหนักของทั้งร่างกดลงไป ไลก้าถูกผลักลงเตียงโดยไม่ทันได้ป้องกัน จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ข้อมือ กุญแจมือเส้นหนึ่งล็อกมือซ้ายของเขาเข้ากับเหล็กหัวเตียง

                “นาย...นายคิดจะทำอะไร” เจ้าหมอนี่เอากุญแจมือมาจากไหนกัน!

                ดัตติโนคร่อมอยู่บนร่างเขา กดมืออีกข้างของเขาไว้บนหัวแน่นหนา ไลก้าออกแรงดิ้นรน แต่นอกจากเสียดสีจนผิวตรงข้อมือถลอกแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก กลับยิ่งทำให้บนใบหน้าของดัตติโนปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจเหมือนได้เหยื่ออยู่ในมือ ปากแทบจะฉีกถึงรูหู เผยให้เห็นฟันขาวราวกับปลาฉลาม

                “ฉันขอเตือนนายว่าทางที่ดีอย่าต่อต้านเลย ฉันไม่แคร์ที่จะตัดแขนตัดขานายทิ้ง” ดัตติโนกล่าว “เตียงว่างในห้องพยาบาลมีเยอะ พวกเขาคงยินดีต้อนรับนาย”

                “ไม่ๆๆ อย่าทำแบบนี้” ไลก้าพูดรนเล็กน้อย “ฉันไม่ใช่เกย์ ขอร้องล่ะ ฉันไม่ชอบแบบนี้ นายจะชกฉันซักหมัดหรือรีดไถยังไงก็ได้ แต่ไม่เอาแบบนี้...”

                “แต่ฉันชอบแบบนี้” ดัตติโนเหมือนกับเด็กน้อยที่ไม่สนเหตุผลอะไร เอาแต่เร้าหรือให้ผู้ใหญ่ซื้อของเล่นให้ “ถ้านายยอมให้ความร่วมมือทุกอย่างก็คุยกันง่ายขึ้น ฉันไม่เอาเปรียบนายแน่นอน แต่ถ้านายไม่ให้ความร่วมมือ งั้นก็น่าเสียดาย ฉันข่มขืนนายฝ่ายเดียวแล้วกัน...แล้วก็ไม่เกี่ยวกับความต้องการของนายแล้ว”

นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอุทิศก้นตัวเองงั้นสิ

                “มีทางเลือกที่สามไหม” ไลก้าตะโกนอย่างหมดหวัง “ช่วยด้วย! มีคนไหม! ผู้คุม! ใครก็ได้มาช่วยฉันที!”

                ตามหลังเสียงร้องเรียกของเขา ในคุกก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้น นั่นหมายความว่าใกล้จะดับไฟแล้ว ดังนั้นนักโทษจะต้องกลับเข้าห้องขังของตัวอง

                “คุณเจฟเฟอร์สันต้องกลับห้องแล้ว!” ไลก้ากอดความหวังสุดท้ายเอาไว้

                “เขาไม่กลับมาแล้ว ตอนนี้เขากำลังอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ฟัง”

                พูดไปดัตติโนก็ถอดกางเกงของไลก้าไป อีกฝ่ายดึงผ้านั่นไปกองอยู่ใต้เข่า กุมส่วนแสดงความเป็นชายที่ไร้อารมณ์ของไลก้า รูดขยับสองสามครั้ง จากนั้นค้อมตัวลงอมสิ่งนั้นเข้าสู่โพรงปาก

                ...อะ อะไรกัน

                สมองของไลก้าสับสนไปหมด ไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ ก่อนที่นักโทษข่มขืนจะกระทำผิดต้องช่วยอมให้ผู้เสียหายก่อนหรือ นี่มันผิดจากความรู้ที่เขามีต่อนักโทษข่มขืนไปไกลเลย! หรือว่าที่บ้านของดัตติโนมีวัฒนธรรมแปลกประหลาดที่แตกต่างกับความคิดปกติของอเมริกันกัน!

                ดัตติโนอมส่วนนั้นของไลก้า โพรงปากร้อนชื้นครอบครองส่วนที่แสดงความเป็นชาย ลิ้นร้อนปราดเปรียวเกี่ยวพันกับส่วนหัว ทุ่มกำลังไล้เลียมัน

ไลก้าไม่ได้สนใจคนเพศเดียวกัน แต่พูดตามความจริงแล้ว มีผู้ชายไม่กี่คนหรอกที่สามารถต้านทานการปรนเปรอเช่นนี้ได้ ดัตติโนใช้เทคนิคที่น่ากลัวของเขาทำให้ไลก้าแข็งขืนขึ้น ในตอนที่ปล่อยส่วนนั้นให้เป็นอิสระ สิ่งนั้นแข็งตรงขึ้นมา แท่งร้อนของบุรุษที่แข็งแกร่งตั้งตระหง่านระหว่างขาทั้งสองข้าง

ดัตติโนกล่าวชมเชยและลูบไล้ส่วนแข็งขืนแท่งนั้น

                “ขนาดไม่เลวจริงๆ” เขาผิวปากหวือ

                “ถึงแม้จะเป็นคำชม แต่ฉันไม่ดีใจเลยแม้แต่นิด” ไลก้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

                “ทำไมล่ะ ทั้งๆ ที่นายก็รู้สึกดีได้!” ดัตติโนล้วงกระเป๋ากางเกงนักโทษ หยิบถุงยางอนามัยชิ้นหนึ่งออกมาจากในนั้น เขาใช้ฟันกัดถุงขาด จากนั้นเขาก็สวมถุงยางอนามัยลงบนแท่งร้อนของไลก้า

                ดัตติโนปลดกระดุมเสื้อเสื้อนักโทษตัวบนออก เริ่มจากเม็ดล่างสุดขึ้นไปทีละเม็ด เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบไร้ส่วนเกินก่อน ตามด้วยแผ่นอกสีแทน สองเม็ดบนหน้าอกนั้นแข็งขืนขึ้นเพราะอารมณ์แล้ว จากนั้นคือกระดูกไหปลาร้าสวย ไหล่และแขนของเขาที่มีกล้ามเนื้อได้สัดส่วน ทั้งร่างเต็มไปด้วยความงดงาม

                ไลก้าถูกภาพนี้ทำให้ตะลึงจนแทบพูดไม่ออก “นาย นายคิดจะทำอะไร”

                “นายไม่ต้องกังวลไป” ดัตติโนถอดกางเกง แท่งเนื้อของเขาที่แข็งนานแล้วดีดผึงออกมาอย่างทนไม่ไหว ส่วนยอดนั้นมีน้ำรักซึมออกมา “ฉันขยายช่องทางและหล่อลื่นมาแล้ว สามารถเข้าไปได้สบายๆ”

                เขากุมแท่งร้อนของไลก้า ยกสะโพกขึ้น ชักนำของส่วนนั้นให้เข้าร่างกายตน

                ดัตติโนพูดไม่ผิด เข้าไปได้ง่ายๆ จริง ๆ

                ไลก้าส่งเสียงครางราวกับขาดอากาศหายใจคำหนึ่ง ข้างในของดัตติโน มัน...มันอบอุ่นและอ่อนนุ่ม แน่นยิ่งกว่าผู้หญิง มันดูดเขาแน่น เมื่อยามหนุ่มผมทองขยับร่าง ผนังข้างในก็ตอดรัดราวกับมีชีวิต

                ร่างของดัตติโนขยับขึ้นลง ช่องทางด้านหลังดูดกลืนแท่งร้อนแข็ง ยามเมื่อเขานั่งลงมา แท่งเนื้อทั้งแท่งก็ฝังเข้าไปในร่างกายเขา ลำคอส่งเสียงครางอย่างพออกพอใจ จากนั้นเขาก็ยกร่างขึ้นอีกครั้งให้แท่งร้อนหลุดออกจากช่องทางด้านหลัง เหลือเพียงแค่ส่วนหัวที่บวมพองอยู่ด้านใน จากนั้นก็เป็นอีกครั้งที่ได้เชื่อมประสานกันทั้งหมดจนถึงที่สุด

                ส่วนแข็งขืนของไลก้านั้นเข้าๆ ออกๆ ในร่างอีกฝ่าย น้ำที่ไหลออกมาไม่รู้ว่าเป็นยาหล่อลื่นหรือน้ำรักกันแน่ เสียงน้ำดังกังวานกับเสียงเนื้อกระทบกัน ดังจนภายนอกห้องขังก็ได้ยินชัดเจน...รั้วเหล็กกับกำแพงบางๆ ซ่อนความลับเกี่ยวกับกามตัณหานี้ไม่ได้

                ไลก้าหน้าแดงหูแดง เขาไม่เคยถูกคนบีบบังคับให้ทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกนี้มันช่าง...สุดยอดจริงๆ ทั้งความรู้สึกอัปยศทั้งความสุขสม อารมณ์ซับซ้อนเต็มตื้นอยู่ในอกเขา

                การเคลื่อนไหวของดัตติโนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มปลอบใจตัวเอง สำหรับไลก้าแล้ว นี่เป็นการโจมตีทางสายตาที่หนักหน่วง ผู้ชายที่สวยจนคาดไม่ถึงคร่อมอยู่บนร่างเขา ทั้งบีบนวดส่วนแสดงความเป็นชายของตัวเอง พลางใช้ช่องทางด้านหลังกลืนกินส่วนแสดงความเป็นชายของเขา เหมือนกับสัตว์ที่เกิดกำหนัดจนสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ หลงมัวเมามีความสุขอยู่กับร่างกาย

ดัตติโนบิดขยับร่างกาย บังคับท่อนแสดงความเป็นชายที่สอดอยู่ในร่างกายให้มันเปลี่ยนแปลงทิศทางการบุกรุก

                การกระทำของหมอนี่บ้าคลั่งเกินไปแล้ว...ไลก้าคิด ขนาดกับความแรงแบบนี้ให้พูดว่ากำลังทรมานตัวเองอยู่ก็ไม่เกินไป ดัตติโนราวกับกำลังทำลายตัวเอง เขาขยับสะโพกอย่างรุนแรง มือที่ช่วยตัวเองก็ไวขึ้นเรื่อยๆ

ไลก้าจับข้อมืออีกฝ่ายไว้ “ไม่ไหว ฉันจะไปแล้ว...”

                ดัตติโนสูดลมหายใจ ท่าทางราวกับจะร้องไห้ เขาไม่ตอบอะไรแต่กลับยิ่งขยับรุนแรงขึ้น จากนั้นก็เชิดหน้าขึ้นสูง ส่วนร้อนกระตุกปลดปล่อยน้ำขาวขุ่นลงบนแผ่นอกของไลก้า ในระหว่างที่เขาปลดปล่อย ช่องทางด้านหลังพลันหดเกร็ง กลืนกินของของไลก้าแน่นๆ ไลก้าถูกดูดกลืนจนทนไม่ไหว หลังจากปล่อยเสียงคำรามสั้นๆ เขาก็ไปถึงจุดสุดยอดตามดัตติโนทันที

               

w            w            w

 

                พวกเขาทำไปกี่ครั้ง ไลก้าก็จำได้ไม่แม่นนัก เขาจำได้เพียงแต่ตนตื่นตัวภายใต้ฝีมือยั่วยวนที่น่ากลัวของดัตติโนครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกล้ำของหนุ่มผมทอง เขาปลดปล่อยหลายต่อหลายครั้ง...ถูกส่วนด้านในที่อ่อนนุ่มรัดแน่น โอบล้อม และดูดกลืน การที่จะอดกลั้นไม่ให้ปลดปล่อยออกมานั้นเป็นไปไม่ได้เลย จนทำให้ในภายหลัง ต่อให้ดัตติโนจะปลุกเร้าอย่างไรเขาก็แข็งขืนขึ้นไม่ไหวแล้ว

                หนุ่มผมทองส่งเสียงถอนหายที่ผสานระหว่างความพึงพอใจกับเสียดายออกมา อีกฝ่ายนอนแผ่อยู่ใต้ร่างของไลก้า มือหนึ่งของไลก้ายังถูกล็อกไว้กับหัวเตียง อีกมือหนึ่งถูกนำมาใช้ต่างหมอนให้ดัตติโนหนุนแขนเขา ร่างของทั้งคู่สัมผัสแนบชิดกันแน่น ท่าทางดุจดั่งคู่รัก...หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเห็นเข้า ไม่ว่าใครก็ต้องอิจฉาความสนิทสนมแนบชิดของพวกเขา แต่ไลก้ากลับรู้สึกว่าร่างกายของตนนั้นทรมานราวกับอยู่ในนรก เขาสลึมสลือหลับไป ในระหว่างนั้นเขาฝันร้ายหลายเรื่อง จากนั้นก็ต้องสะดุ้งตื่นจากความรู้สึกที่ร่างกายส่วนล่างถูกโลมเลีย

                ดัตติโนอมแท่งร้อนของเขาก่อนจะออกแรงดูด ลิ้นอ่อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกับส่วนปลายเร่งเร้าให้ส่วนแสดงความเป็นชายที่อ่อนล้าแข็งขืนขึ้นมาอีกครั้ง

                เมื่อพบว่าไลก้าตื่นแล้ว ดัตติโนก็เงยหน้าขึ้นมา “กว่าจะถึงเวลาที่กริ่งร้องเตือนตอนเช้าก็อีกตั้งชั่วโมง พวกเรายังทำได้อีกครั้ง”

                “...ไม่!” ไลก้าร้องอย่างน่าเวทนา เขาอาจจะตายได้! มีอะไรกันจนตาย! ถูกดูดกลืนหมดจดจนตายอยู่ในคุกโทรมๆ นี่ เพราะงั้นเขาต้องช่วยเหลือตัวเอง!

                เขาใช้มือขวาที่ยังคงเป็นอิสระผลักหัวของดัตติโนออกไป บังคับให้อีกฝ่ายผละออกจากร่างกายส่วนล่างของตนเอง ผมของดัตติโนยาวมาก ดังนั้นจึงถูกจับได้ง่ายๆ

ดัตติโนร้องอย่างเจ็บปวดคำหนึ่งก่อนจะมองไลก้าอย่างโมโห “ปล่อยมือ!”

                “ไม่มีทาง! นอกจากนายจะไขกุญแจมือให้ก่อน!”

                ไลก้าคิดว่าเมื่อคืนเขาประมาทเกินไปถึงถูกหนุ่มผมทองโจมตีจนพ่ายแพ้และตกลงสู่จุดจบเช่นนี้ ถ้าหากว่าพวกเขาอยู่ในฐานะเดียวกัน สู้กันอย่างยุติธรรมสักยก เขาไม่ควรพ่ายแพ้!

                ดัตติโนขมวดคิ้วทรงสวย “โอเค นายปล่อยฉันก่อนแล้วฉันจะไขกุญแจมือให้”

                “นายสาบานไหม”

                “ด้วยเกียรติของแม่ฉันเลย!”

                ไลก้าปล่อยผมของดัตติโน ชายหนุ่มสางผมของตัวเองจนเรียบร้อย จากนั้นก็จับมือของไลก้าข้างที่เป็นอิสระไว้อย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ แล้วบิดอย่างรุนแรง...

                ...กร็อบ!

                เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของไลก้าดังพอที่จะปลุกศพในโรงให้ตื่นขึ้นมา หลังจากดัตติโนหักแขนของเขาแล้ว ก็กำส่วนร้อนของเขาอีกครั้ง “นายยังมีมืออีกข้าง นอกจากนั้นมือแต่ละข้างยังมีสิบนิ้ว ฉันไม่ถือสาที่จะหักมันทีละนิ้วหรอกนะ หากนายไม่อยากเป็นแบบนั้นก็รีบๆ แข็งขึ้นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้”

                ไลก้าเจ็บจนน้ำตาคลอ ใบหน้าหล่อเหลาของไลก้าบิดเบี้ยวท่ามกลางน้ำตา “นายมันปีศาจ!” เขาร้องคำราม “เดียรัจฉาน! สมควรตกนรก! ฉันขอสาปแช่งนาย!”

                ดัตติโนคล้ายจะโมโหมาก

                “ถ้าไม่ใช่ว่านายหน้าตาหล่อเหลาแล้วยัง ‘ทำได้ดี’ แบบนี้” เขากล่าว “ฉันคงต่อยจนนายเสียโฉม แล้วก็ซัดน้องชายนายไปนานแล้ว”

                ไลก้าคิดในใจว่าเขาช่างกล้าคิดว่าปิศาจร้ายนี่จะรักษาสัญญาหรือว่าต่อสู้กับเขาอย่างยุติธรรม เขานี่มันไร้เดียงสาเสียจริง!

 

w            w            w

 

                คุณหมอในห้องพยาบาลช่วยไลก้าต่อแขนกลับเข้าที่อย่างเป็นกันเองแล้วยังเข้าเฝือกให้เขาอีกด้วย “ไม่เลวเลยนะพ่อหนุ่ม แค่วันแรกก็ถูกดัตติโน นาคาเรร่าหมายตาแล้ว แถมแขนยังหักแค่ข้างเดียวเท่านั้น มีแววแฮะ! ฉันชื่นชมนาย!” พูดแล้วก็หยิบลูกอมรสผลไม้จากกระปุกบนโต๊ะส่งให้ไลก้าเม็ดหนึ่ง

                ไลก้าขอบคุณคุณหมอก่อนจะเดินออกจากห้องพยาบาลมากับผู้คุมที่รอที่ประตู งานเดิมที่จัดเตรียมไว้ให้เขาคือเย็บตุ๊กตาหมีกับนักโทษคนอื่น แต่ว่าแขนเขาได้รับบาดเจ็บแบบนี้ทำให้ทำงานเหล่านี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงถูกส่งตัวไปที่ห้องสมุด

                “สภาพแวดล้อมเงียบสงบและผ่อนคลายเหมาะสมแก่การรักษาอาการบาดเจ็บ แต่อย่าไปยั่วรองหัวหน้าห้องสมุดเข้าล่ะ” ผู้คุมทำสีหน้าแบบ ‘ฉันให้สิทธิพิเศษกับนายนะ นายยังไม่รีบคุกเข่าขอบคุณอีก’

แต่ไลก้ากลับไม่ค่อยยินดีเท่าไรนัก เพราะห้องสมุดมิดชิดเกินไปจนแทบจะไม่ได้คบค้าสมาคมกับใครเลย เขาไม่สามารถรวบรวมข่าวสารที่จำเป็นได้ เขาคิดว่าต้องหาโอกาสติดต่อกับคุณไบรอัน แฟร์แบร์น ให้ท่านผู้ที่มีวิธีการ มีอำนาจมากมายนำอาวุธเข้ามาให้เขาหน่อย

และก่อนที่จะฆ่าอับราฮัม เคลล็อกตาย เขาจะต้องฆ่าล้างแค้นดัตติโน นาคาเรร่า!

 

w            w            w

 

                บรรณารักษ์ในห้องสมุด...แน่นอนว่าก็ต้องเป็นนักโทษในเรือนจำ และกลับเป็นคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคย...เฮนรี่ เจฟเฟอร์สัน คนที่เป็นรูปเมทของไลก้าอยู่ไม่กี่นาที

                “เจ้าหมอนี่ก็มอบให้นายแล้วกันเฮนรี่” ผู้คุมพูดกับชายชรา “ให้เขาทำงานอะไรหน่อย อย่าให้ว่าง!”

                “แน่นอนอยู่แล้ว งานในห้องสมุดเยอะจนชายแก่ๆ อย่างฉันทำไม่เสร็จ” เฮนรี่มีสีหน้าไม่พอใจ “คนแก่ที่ใกล้ลงโรงอย่างฉันต้องยกหนังสือมากมายไปมาทุกวัน แล้วยังต้องปีนบันไดเช็ดคราบฝุ่น ไม่แน่ว่าสักวันฉันอาจจะตกลงลงมาจากบันไดจนคอหัก”

                เขาพิจารณาไลก้าอย่างไม่พอใจ “ฉันให้พวกนายส่งคนที่แข็งแรงสามารถทำงานหนักมาได้ แล้วนี่อะไร พวกนายจัดคนที่แขนด้วนขาด้วนแบบนี้มา ตอนนี้กลายเป็นพวกเราสองคน คนแก่กับคนพิการดูแลคลังความรู้หนึ่งเดียวในเมืองกอมเมอร์ราห์! (2)

                ผู้คุมพูด “เรื่องแข็งแรงหรือทำงานหนักได้หรือไม่ฉันไม่กล้ารับรอง แต่ว่าเขา ‘ทำได้ดี’ จริงๆ นายเห็นดัตติโนวันนี้ไหม เขาอารมณ์ดี! เมื่อวานหมอนี่คงทำให้เขาพอใจอย่างแน่นอน...”

                “หึ! ปิศาจที่ยึดครองเมืองกอมเมอร์ราห์ของฉัน! จุดกำเนิดความเลวร้าย!” คนแก่วาดเครื่องหมายไม้กางเขนบนหน้าอก

                ผู้คุมตบมือที่มีเฝือกของไลก้า “เฮนรี่อายุมากแล้ว คนแก่แล้วก็เพ้อเจ้อได้ง่าย นายก็ถือว่าห้องสมุดมีเปิดเพลงประกอบไปก็แล้วกัน”

 

w            w            w

 

                เฮนรี่ใช้งานคนเก่งและไม่ได้เห็นไลก้าเป็นผู้ป่วยเลยสักนิด เขาชี้ให้ไลก้าเข็นรถคันเล็กเอาหนังสือไปคืนตามชั้นต่างๆ เพื่อจัดวางตามเลขหมาย ถ้าวางผิดเฮนรี่ก็จะตวาดไลก้า เขายังออกคำสั่งให้ไลก้านำแปรงเล็กๆ อันหนึ่งไปทำความสะอาดฝุ่นที่อยู่บนสันหนังสือทั้งหมด

ครึ่งเช้าผ่านไป...ไลก้าเพิ่งทำความสะอาดชั้นหนังสือ ‘กฎหมาย’ เสร็จ

                “ฉันไม่เข้าใจว่านี่มีความหมายอะไร คุณเจฟเฟอร์สัน” ไลก้าโอด “ทำไมต้องปัดจนสะอาดแบบนี้”

                “นายคิดว่าฉันอยากหรือ รองหัวหน้าห้องสมุดมีนิสัยรักสะอาดผิดปกติ เขาสามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา และถ้าพบฝุ่นสักนิดเดียวเขาก็จะอาละวาด เมื่อเปรียบกับความโมโหของเขาแล้ว นายจะรู้สึกว่าฉันอบอุ่นดุจดั่งแสงแดดยามฤดูใบไม้ผลิเชียวล่ะ”

                “งั้นรองหัวหน้าห้องสมุดตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ”

                “ห้องเก็บเอกสารล่ะมั้ง ใครจะไปรู้ล่ะ เขาสามารถอ่านเอกสารนักโทษ ซ้ำยังช่วยพวกเขาเขียนคำร้องบ่อยๆ เหมือนกับที่ในนิยายเขียนแบบนั้นล่ะ พวกนักโทษล้วนเคารพเขา”

                รองหัวหน้าห้องสมุดที่อ่านเอกสารนักโทษได้ น่าสนใจ...ไลก้าลอบคิด

 

w            w            w

 

                หลังจากผ่านงานครึ่งเช้าไป เฮนรี่กับไลก้าก็ไปโรงอาหารด้วยกัน ที่นี่ไลก้าได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่...ในตอนที่เขาก้าวเข้ามาในโรงอาหาร เสียงจอกแจกจอแจข้างในเงียบสงัดลงในพริบตา คนทั้งหมดมองไลก้าไม่วางตา

เมื่อไลก้าเดินเข้าไปในกลุ่มคน กลุ่มคนเหล่านั้นก็เปิดทางออกให้เขาโดยอัตโนมัติ เขาได้ยินเสียงเฮนรี่เสียดสีอยู่ข้างหลัง “เหอะ เป็นเกียรติของฉันจริงๆ ที่ได้รับการจับจ้องเหมือนกับคนที่ติดตามเจ้าหญิงออกไปเที่ยว”

                ไลก้ากระสับกระส่ายไปทั้งร่าง เขาเป็นนักฆ่า คุ้นชินกับการแอบซ่อนในที่ลับ ลอบลงมือเงียบๆ  แต่จู่ๆ ก็กลายมาเป็นจุดสนใจของผู้คน ทำให้เขารู้สึกราวกับตนไม่ได้สวมเสื้อผ้ายังไงยังงั้น

                จนกระทั่งผู้คุมเป่านกหวีด ตะโกนเสียงดัง “เจ้าพวกหมู! ดูอะไรกัน! ไม่คิดจะกินข้าวงั้นก็อดแล้วกันวันนี้!” เหล่านักโทษถึงละสายตาอยากรู้อยากเห็น ต่างคนต่างจัดการเรื่องของตน แต่บางครั้งก็ยังมีคนลอบมองมาที่ไลก้า

                ไลก้าประคองถาดอาหาร กระซิบถามเฮนรี่ “ทำไมพวกเขาจ้องผมกันอยู่ได้”

                “น่าจะเพราะว่านายเป็นคนโปรดคนใหม่ของคิงล่ะมั้ง คิงแต่งงานกับควีนคนใหม่ประชาชนก็อยากจะเห็นหน้าตาของควีนกัน...” เฮนรี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ขอโทษ ฉันพูดผิดไป ดูจากตำแหน่งของพวกนายบนเตียงแล้ว ควรจะเป็นราชินีได้สามีใหม่ถึงจะถูก”

                ชายชรารับอาหารมาก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับคนอีกกลุ่ม แสดงสีหน้าเหมือนกับ ‘ฉันไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกับสามีใหม่ของปิศาจร้ายเมืองกอมเมอร์ราห์’ ไลก้าจึงทำได้แต่เพียงหามุมหนึ่งนั่งลงอย่างน่าสงสาร

                แต่ว่าไม่นานเขาก็มีเพื่อน...เคย์ ลาติมอร์ พ่อค้าที่หูตาเป็นสับปะรดแห่งคุกแห่งนี้นั่งลงตรงข้ามไลก้าอย่างยินดี

                หนุ่มคนดำโชว์ฟันขาวสะอาด “ไฮ...ไลก้า เข้าคุกวันแรกเป็นยังไงบ้าง คุ้นไหม”

                “ไม่เป็นยังไง” ไลก้าบ่นพึมพำ เขาใช้ได้แค่มือซ้ายจึงตัดอาหารตรงหน้าออกอย่างยากลำบาก

                “ของที่ให้ไปพอใช้ไหม”

                “ขอบคุณ ยังเหลืออีกอัน” พอคิดถึงประสบการณ์อันน่าเวทนาเมื่อคืนแล้ว ไลก้าก็ไม่มีความอยากอาหารแม้แต่นิด เขาผลักถาดอาหารตรงหน้าออก

                เคย์เผยสีหน้าเลื่อมใสออกมา “ว้าว! นายจะต้องอึดมากแน่ๆ! เดิมฉันคิดจะแนะนำไวอากร้าให้นาย ดูไปแล้วนายคงไม่จำเป็นต้องใช้ล่ะนะ”

                “ไวอากร้าอะไร!” ไลก้าถามอย่างตื่นตระหนก “ฉันไม่ต้องการไวอากร้าอะไรทั้งนั้น!”

                “นายแน่ใจนะ เช้าวันนี้ดัตติโนประกาศกับทุกคนว่านายเป็นคนของเขาแล้ว ใครกล้าแตะนายก็เหมือนจงใจหาเรื่องเขา เขายังจะย้ายไปพักกับนายอีก นายก็รู้ แค่ยัดเงินให้ผู้คุมนิดหน่อยก็ย้ายห้องได้แล้ว นายเสร็จเขาแน่ นายไม่เอาไวอากร้าจริงๆ หรือ ต่อให้ร่างกายนายดียังไงก็รับเขาไม่ไหวหรอก ก่อนหน้านี้มีหลายคนที่ไตบกพร่อง (3) ต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล นายต้องการยาบำรุงไตไหม ถึงแม้จะวุ่นวายนิดหน่อย แต่ฉันก็ทำได้”

                “...มียาพิษไหม” ไลก้าอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา เขาต้องกำจัดดัตติโนทิ้ง! เขาจะวางยาไอ้ชั่วนั่น!

                “อะไรนะ นายจะฆ่าตัวตายหรอ อย่าคิดไม่ตกแบบนั้นสิ!” เคย์เข้าใจความหมายของไลก้าผิดไปทั้งหมด

                หนุ่มคนดำยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่ว่ามีมือเรียวกดไหล่ของเขาเอาไว้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ดัตติโนมาปรากฏอยู่ข้างหลังเขา บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “พวกนายกำลังถกอะไรกันอยู่หรอ ดูท่าทางน่าสนใจ ฉันเข้าร่วมด้วยได้ไหม”

                ราวกับใต้ฝ่าเท้าของเคย์ ลาติมอร์ติดสปริงอยู่เพราะเขากระโดดขึ้นอย่างรุนแรง สละที่นั่งให้กับดัตติโนอย่างพินอบพิเทา จากนั้นก็เผ่นไปอีกโต๊ะหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไปให้ไกลจากพวกเขาเท่าที่จะทำได้

                ดัตติโนครอบครองที่นั่งเดิมของเคย์ เอาถาดอาหารของตนวางไว้ตรงข้ามไลก้า

                “แขนของนายโอเคไหม” เขาถาม

                สีหน้าไลก้าไม่เป็นมิตร “เป็นเพราะนาย”

                “เดิมทีฉันก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ ใครใช้ให้นายโต้ตอบล่ะ” น้ำเสียงของดัตติโนไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่นิด แต่กลับเหมือนกำลังต่อว่าไลก้า

                “ตรรกะบ้าบออะไร” ไลก้าพูดอย่างโมโห

                “ตรรกะของฉัน” ดัตติโนเผยรอยยิ้มที่น่าหลงใหลไม่มีพิษไม่มีภัยออกมา “ใช่แล้ว ไลก้า โมเน็ต...นี่คือชื่อของนายใช่ไหม โทษทีนะ ฉันจำชื่อคนได้ไม่ค่อยเก่ง เช้าวันนี้ฉันตัดสินใจทำสิ่งสำคัญลงไป ดังนั้นจึงจะแจ้งให้นายทราบสักหน่อย...”

                “ฉันไม่สนใจ”ไลก้าตัดประโยคอีกฝ่ายฉับ เขาหวังว่าจะรีบจบบทสนทนาที่ไร้ประโยชน์ของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนี้เร็วๆ

                ดัตติโนทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงพูดต่อไป “นายไม่จำเป็นต้องสนใจ แค่ฟังก็พอแล้ว ฟังให้ดีไลก้า ฉันต้องการให้นายเป็นแฟนของฉัน”

                “ฉัน...นายว่าอะไรนะ”

                “แฟนของฉัน”

                ไลก้ากะพริบตา “คำนี้กับที่ฉันเข้าใจนี่ความหมายเดียวกันหรือเปล่า”

                “ฉันคิดว่าใช่”

                “นายเป็นบ้าอะไร”

                “ฉันปกติดี!”

                ไลก้าอยากจะเขวี้ยงจานอาหารใส่หน้าของดัตติโนก่อนจะตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยวว่า ‘ไปตายซะไอ้ประสาท’ แต่เขาก็อดทนไว้ได้ เขาใช้จิตใจอันเด็ดเดี่ยวที่สุดในชีวิตเก็บกดความโมโหของตน “ฉันไม่เข้าใจว่านายหมายความว่ายังไง คุณดัตติโน นาคาเรร่า นายกำลังล้อเล่นอยู่ใช่ไหม”

                “ไม่ใช่”

                “ทำไมเป็นฉัน”

                ดัตติโนแสดงสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘นายถามคำถามโง่งมอะไรเช่นนี้’ ออกมา

“ร่างกายของนายยอดเยี่ยม หน้าตาก็หล่อเหลา ไม่ว่าจะบนเตียงหรือว่าที่หรือว่าที่ไหนๆ ก็อวดได้ ไม่ทำให้ฉันขายหน้าสักนิด ฉันมีเหตุผลอะไรให้ไม่เลือกนายกัน”

                ไลก้ากลับหัวเราะ “ฉันหล่อ อวดได้ เพราะแบบนี้น่ะหรือ”

                “ยังต้องการเหตุผลอีกไหม” ดัตติโนหันหน้าไปตะโกนใส่เคย์เสี่ยงดัง “เฮ้! เคย์! แฟนใหม่ของฉันหล่อไหม”

หนุ่มผิวดำรีบตอบเสียงสูง “หล่อ! หล่อจนเลือดกำเดาไหลเลย!”

                “ดูสิ เคย์พูดแบบนี้แล้ว” ดัตติโนพออกพอใจราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งอวดของเล่นกับเพื่อนไม่มีผิด

                “ปล่อยฉันไปเถอะดัตติโน” ไลก้าพูดอย่างอ่อนแรง “ผู้ชายหล่อเหลาบึกบึนในคุกนี้ยังมีไม่พอให้นายเลือกอีกหรือ”

                “บึกบึนมีเยอะ แต่หล่อเหลามีไม่กี่คน ประสาทรับรู้ความงามของฉันยังไม่บิดเบี้ยวถึงขนาดนั้นหรอกนะ และอีกอย่างคือฉันต้องการนาย” ดัตติโนกดเสียงต่ำ “ต้องการ…ในทุกความหมาย”

                “ฉันปฏิเสธ เดิมทีฉันก็ไม่ได้อยากเป็นแฟนอะไรของนายอยู่แล้ว”

                “นายไม่มีทางเลือกให้ปฏิเสธหรอกนะไลก้า โมเน็ต” ดัตติโนเก็บรอยยิ้ม สีหน้าของเขาในตอนนี้เคร่งขรึมและบึ้งตึงเหมือนกับทรราชของโรมันโบราณ “นี่ไม่ใช่คำเชิญและไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการบอกกล่าว...ฉันตัดสินใจแล้ว นอกจากยอมรับ นายไม่มีทางเลือกอื่นอีก”

                หัวใจของไลก้าพลันบีบรัด...อันตราย! มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเขา ‘อันตราย! รีบหนี! นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่นายรับมือได้!’

                “ถ้าฉันไม่ยอมรับล่ะ” เขาถามอย่างระมัดระวัง

                “เชื่อฟัง...หรือไม่ก็...ตาย” ดัตติโนจ้องไลก้า ดวงตาสีฟ้าราวกับสะกดวิญญาณทำให้ไลก้าไม่สามารถขยับได้! ชายหนุ่มผมทองจอมเผด็จการจ้องแน่วแน่ ทว่ามือกลับหยิบมืดกับส้อมไปจากไลก้า...

                แกรก...

                ไลก้าสะท้านรุนแรง เหงื่อเย็นไหลซึมทั้งร่าง เขาก้มหน้าก่อนจะพบว่าดัตติโนกำลังหั่นเนื้อในจานของเขา อีกฝ่ายตั้งใจหั่นสุดๆ ซ้ำฝีมือยังช่ำชอง การกระทำดูไหลลื่นสง่างาม เนื้อทุกชิ้นถูกหั่นเป็นขนาดเท่ากัน พอดีกับการกินในคำเดียว

                “นาย...กำลังทำอะไร”

                “ช่วยนายหั่นเนื้อไง”

                ดัตติโนหรุบตาลง ขนตาละเอียดเรียงเป็นแพราวกับขนนก ถ้ามองแค่ท่าทางเช่นนี้ของอีกฝ่ายก็เหมือนกับมีกลิ่นอายอ่อนโยนสงบราบเรียบ

                “แขนของแฟนฉันบาดเจ็บ ฉันช่วยเขาหั่นเนื้อ...แหะๆ ถ้าเกิดโมเร็ตติรู้ว่าฉันมีแฟนแล้ว เขาคงจะดีใจจนน้ำตาไหลแน่ๆ” เขาหั่นเนื้อวัวเสร็จอย่างงดงาม พยักหน้าก่อนจะพูดประโยคหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารกลางวันเลย “คืนนี้ฉันจะย้ายไปอยู่กับนาย”

 

w            w            w

 

                ดัตติโน นาคาเรร่าพูดจริงทำจริง เขาย้ายเข้ามาแล้ว

                ไลก้ามองอีกฝ่ายขนของส่วนตัวย้ายมาที่เตียงตาปริบๆ จริงๆ แล้วในคุกไม่อนุญาตให้นักโทษมี ‘ของใช้ส่วนตัว’ มากเกินไป อย่างมากก็แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า พวกเสื้อผ้า เครื่องประดับโลหะนั้นห้ามเด็ดขาด นอกจากสัญลักษณ์ทางศาสนาและแหวนแต่งงาน แต่ว่าไลก้าเห็นดัตติโนหยิบกรอบรูปไม้ออกมา วางไว้บนหัวเตียง เดิมเขาอยากถามว่า ‘นายเอาของแบบนี้เข้ามาอย่างไร’ แต่ลองคิดดูอีกที กระทั่งกุญแจมือดัตติโนยังมี แล้วจะนับประสาอะไรกับแค่กรอบรูปอีกอัน

                รูปบนกรอบรูปนั้นคือรูปแต่งงาน ดูไปน่าจะหลายปีแล้ว ในรูปนั้นบุรุษในชุดสูทผมสีน้ำตาลคนหนึ่งกำลังโอบสตรีผมทองสวมชุดแต่งงานสีขาว ทั้งสองคนอิงแอบแนบชิด ยิ้มให้กับกล้องหวานล้ำ ฉากหลังของภาพคือทะเลและท้องฟ้าสีครามที่เส้นขอบฟ้าจรดน้ำยังสามารถเห็นใบเรือสีขาวเป็นจุด

                “สนใจรูปนี้หรือ” พบว่าไลก้ากำลังจ้องมองรูปนี้ ดัตติโนก็เลยหยิบกรอบรูปชูขึ้น

                ไลก้าละสายตา “ก็แค่รู้สึกแปลกใจ” เขาใช้น้ำเสียงเรื่อยๆ ตามอารมณ์ “นั่นเป็นครอบครัวนายหรือ”

                ดัตติโนนั่งลงบนเตียงก่อนจะวางกรอบรูปลงบนต้นขา “นี่เป็นรูปแต่งงานของฉัน”

                “อะไรนะ!” ไลก้าพิจารณาผู้ชายผมน้ำตาลอย่างละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้คนผู้นี้จะหล่อเหลาเอาการ แต่เห็นชัดๆ ว่าอายุมากกว่าดัตติโน ซ้ำหน้าตาของทั้งสองคนก็ไม่เหมือนกัน “นี่คือนายหรือ ไม่ค่อยเหมือนเลย...นายไปศัลยกรรมมาหรือไง”

                “เขาเป็นสามีของฉัน” ดัตติโนหน้าบึ้ง กล่าวอย่างไม่พอใจ เขาชี้ไปที่สตรีที่สวมชุดแต่งงานในรูป “นี่ต่างหากคือฉัน”

                “อะไรนะ!” ไลก้าตะลึงจนลูกตาแทบถลนออกมา ผู้หญิงผมทองคนนั้นมีดวงตาสีฟ้า ใบหน้างดงาม แล้วก็คล้ายดัตติโนอยู่หลายส่วนจริงๆ แต่ว่า...แต่ว่านี่มันผู้หญิงชัดๆ!

                เขาเบิกตามองดัตติโนอย่างไม่เชื่อ “นายลองพูดอีกทีสิ”

                อีกฝ่ายมีสีหน้าตาบึ้งตึง ปากกระตุก “นี่คือรูปก่อนที่ฉันจะแปลงเพศ”

                ไลก้าคิดว่าคางของตัวเองแทบจะหลุดออกมาแล้ว

                เล่นอะไรเนี่ย ในสมองของเขามีสายฟ้านับพันกำลังผ่าลงมา ดัตติโน นาคาเรร่าคือคนแปลงเพศ เขาเคยเป็น ‘เธอ’ หรือ แล้วยังเคยแต่งงานอีกหรือ แม่งเอ๊ย! นี่มันอะไรกัน คุณไบรอันครับ คุกแห่งนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ปล่อยผมกลับบ้านได้ไหม!

                พรืด...

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” ดัตติโนพลันระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาล้มลงบนเตียง หัวเราะพลางกลิ้งตัวไปมา มือทั้งสองข้างทุบเตียงไม่หยุด ทั่วทั้งคุกแห่งนี้ราวกับถูกเสียงหัวเราะของเราสั่นสะเทือน

                “ฮ่าๆๆๆๆ...นายน่าจะได้เห็นสีหน้านายเมื่อกี้! ฮ่าๆๆๆๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว! นายเชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ นายต้องคิดว่าจริงแน่ๆ ใช่ไหม ฮ่าๆๆๆๆๆ...”

                แก้มของไลก้าร้อนซู่ “นายหมายความว่าไง” เขาตะคอกอย่างหลุดการควบคุม “นายโกหกฉัน”

                ดัตติโนลุกขึ้นมา ที่หางตามีหยาดน้ำตาแห่งความสุขสมอยู่ “แค่เรื่องล้อเล่นเล็กน้อยเท่านั้นน่า” เขากุมข้อมือซ้ายของไลก้า เขย่าราวกับขอคืนดี “อย่าโกรธขนาดนั้นซี่ ฉันแค่ล้อเล่นกับนายเฉยๆ เท่านั้นเอง” เขาพูดพลางชูกรอบรูปแนบกับแก้มไปพลาง “นี่เป็นรูปแต่งงานของพ่อแม่ฉัน นี่...นายดูสิ พ่อแม่ของฉัน ฉันหน้าตายคล้ายแม่ใช่ม้า…”

                ไลก้าสะบัดมืออีกฝ่ายทิ้ง “ฉันไม่คิดว่ามันน่าขำสักนิด”

                “เป็นอะไรไป ล้อเล่นไม่ได้เลยเหรอเนี่ย” ดัตติโนสอดกรอบรูปเข้าใต้หมอน

                “ไม่ขำ...” ไลก้าเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหันตัวปีนขึ้นเตียงไป

                ดัตติโนตบรั้วเตี้ยๆ ของเตียงบน “นี่...ฉันว่าแขนของนายไม่ค่อยสะดวกปีน นายนอนเตียงล่างไหม” เขาแนะนำอย่างใจดี

                “ไม่ต้อง!” ไลก้าไม่มีทางตกหลุมพรางของอีกฝ่าย หากว่าเขานอนเตียงล่างจริงๆ สวรรค์ก็รู้ว่ากลางดึกจะเกิดอะไรขึ้น! อยู่บนเตียงบน อย่างน้อยก็มีข้อได้เปรียบตรงความสูง คนปัญญาอ่อนก็รู้ว่าการได้ยึดครองที่สูงนั้นสำคัญขนาดไหน!

                หลังจากนั้นสามชั่วโมงไลก้าก็พบว่าเขานั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน...เพื่อป้องกันว่ากลางคืนดัตติโนจะมาโจมตี เขาจึงไม่ได้หลับลึก แต่ต่อให้เขาคิดจนหัวระเบิดก็คิดไม่ถึงว่าดัตติโนไม่ได้คิดจะปีนขึ้นไปเตียงบน

...อีกฝ่ายลากไลก้าลงมาโดยตรง

                ไลก้าที่อยู่ในความฝันถูกสะบัดผ้าห่มออกอย่างกะทันหัน มือหนึ่งจับแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บของเขา ลากเขาจากเตียงบนลงมาข้างล่าง ไลก้ากลิ้งตกเตียง แผ่นหลังเจ็บเพราะโดนรั้วเตี้ยตรงขอบเตียง เกือบจะชนจนกระดูกซี่โครงหัก จากนั้นก็ตกลงมาที่พื้นอย่างแรง

                เริ่มแรกเขานึกว่าแผ่นดินไหว ทว่าเมื่อยามที่ร่างกายอุ่นร้อนทาบทับลงบนร่างนั้นเขาถึงรู้ตัวขึ้นมา...เป็นดัตติโนนั่นเอง

                “สวัสดียามค่ำไลก้า” ดัตติโนกล่าวอ่อนโยน ในน้ำเสียงเขาแฝงด้วยความปรารถนา ราวกับเสียงกระซิบร้อนแรงของคู่รัก “พวกเรามาออกกำลังกายยามค่ำที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจเถอะ”

                พูดไปก็ถอดกางเกงของไลก้าออกไป ก่อนจะร่วมรักกับเขาบนพื้นที่เย็นเฉียบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 2 ผีเสื้อกระพือปีก

               

 

ไลก้าเป็นหวัด…

                ครั้งก่อนที่เขาล้มป่วย (ที่ไม่ได้มาจากการได้รับบาดเจ็บ) คือเมื่อหลายปีก่อนตอนปฏิบัติภารกิจที่อินเดีย เพราะว่าเขาซื้อบิสกิตจากแผงข้างถนนมากิน นั่นทำให้เขาทั้งอาเจียนทั้งท้องเสียไปสามวันเต็มๆ แต่ว่า The Thinker ที่เป็นกำลังเสริมกลับหัวเราะเขาเพราะเรื่องนี้เป็นครึ่งปี

                หาก The Thinker ได้ยินว่าเขาเป็นหวัดเพราะมีอะไรกับคนอื่นบนพื้นเย็นจัดล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะหัวเราะเขาจนขาดอากาศหายใจตาย

                ไลก้าก็คิดไม่ออกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เขาเคยเดินทางอย่างยากลำบากบนทุ่งหิมะที่ไซบีเรีย แล้วก็เคยหยุดพักอยู่บนเทือกเขาสูงพามิร์ที่เหน็บหนาวแต่ก็ไม่เคยป่วยมาก่อน ทว่าที่นี่ในเรือนจำแคนยอนที่สภาพแวดล้อมดีงาม เขากลับเป็นหวัด เมื่อเช้าตอนที่ทำงานกับเฮนรี่ที่ห้องสมุด เขาไอไม่หยุด ส่งเสียงบาดหูเป็นพิเศษในห้องโถงความรู้ที่เงียบสงบ

                “เจ้าหนุ่มเป็นอะไร” เฮนรี่หยิบหนังสือสองเล่มออกมาจากชั้น หันเผชิญหน้ากับไลก้าพอดี “ป่วยหรือ”

                ไลก้าสูดน้ำมูก “ผมคิดว่าใช่ แปลกจริงๆ ร่างกายผมแข็งแรงมาตลอด ขนาดอาการป่วยเล็กๆ ยังไม่มี วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรไป...”

                “ฮ่า...นายเคยได้ยินประโยคโบราณนี้ไหม ‘คนที่สุขภาพแข็งแรงทั้งชีวิตสามารถป่วยตายกะทันหันได้ แต่คนที่ป่วยกระเสาะกระแสะกลับไม่ตาย’”

“...คุณจะบอกว่าผมสามารถป่วยตายได้หรือ”

                “แค่สุภาษิตโบราณประโยคหนึ่งเท่านั้น” ชายชราเอาหนังสือเรียงลงในชั้นอีกครั้ง

                ไลก้าคิดว่าเพราะเขาหมกมุ่นในเซ็กซ์มากเกินไปจนทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงถึงเป็นเช่นนี้ ต้องโทษดัตติโน นาคาเรร่าที่สมควรตายนั่น ถ้าใช้คำของเฮนรี่ก็คือ เจ้าหมอนี่เป็น ‘โสเภณีแห่งบาลิโลน’ ร้อยเปอร์เซ็นต์!

                เขาจำเป็นต้องไปห้องพยาบาลอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้หมอออกยาให้เขาหน่อย แต่ไม่ทันรอให้เขาทำตามความคิด เขาก็ถูกดัตติโนโอบรัดตัวไว้แล้ว ชายหนุ่มผมทองราวกับเป็นสตอล์กเกอร์โผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง “ไฮ~ ไลก้า ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันไหม”

                ไลก้าตกใจจนถอยกลังไปสามก้าว “ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

                “ฉันมา...” ดัตติโนลากเสียงยาว “รับนายหลังเลิกงาน”

                “เลิก...เลิกงานอะไร!” ไลก้าแทบจะเอาไม้กวาดกับที่โกยผงกวาดเจ้านี่ทิ้งไป “ทำไมนายไม่ไปทำงาน ไม่ใช่ว่านายควรจะกำลังเย็บตุ๊กตาหมีหรือ”

                “วันนี้พวกเราไม่เย็บหมี พวกเราเย็บตุ๊กตาลิง” ดัตติโนรั้งข้อมือซ้ายของไลก้า “แล้วพวกงานที่ใช้แรงงานไม่ต้องใช้ความรู้สามารถหาคนมาทนได้”

                อาฮะ! เขาน่าจะรู้ตั้งนานแล้ว...ไลก้ากลัดกลุ้มใจ ในคุกที่เป็นสังคมแบ่งแยกชนชั้นก็มักจะมีชนชั้นพิเศษอยู่เสมอ

                เฮนรี่ปิดประตูห้องสมุด ชำเลืองมองสองคนที่ดึงๆ รั้งกันอยู่ก่อนจะก้าวยาวๆ ผ่านไปเร็วๆ

                “สวัสดีคุณเจฟเฟอร์สัน” ดัตติโนทักทายอย่างอารมณ์ดี

                ชายชราตอบ “ขอให้พระเจ้าชำระล้างนาย!”

 

w            w            w

               

พอถึงเวลาพักตอนช่วงบ่าย ดัตติโนก็ตามติดไลก้าราวกับเงาตามตัว จนทำให้ไลก้าไม่สามารถสำรวจอะไรได้ทั้งสิ้น

                อ้างอิงจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์...ของล้ำค่า อิสระ การได้สัมผัสกับธรรมชาติ เวลาว่างที่ได้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ สำหรับเหล่านักโทษแล้วมันช่างสั้นนัก ทว่าในมุมมองของไลก้ากลับยาวนานเชื่องช้าดุจดั่งนั่งเครื่องบินที่โคลงเคลง

                เขานั่งอยู่บนสแตนด์ข้างสนามกีฬาของคุก มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังเล่นบาส โดยมีเคย์ ลาติมอร์เป็นตัวหลัก มีดัตติโนนั่งอยู่ข้างๆ กำลังแนะนำประวัติและวิวัฒนาการของเรือนจำแคนยอนให้กับเขา

                “นายรู้ไหม จริงๆ แล้วสนามนี่สร้างตามขนาดของสนามเบสบอล แต่ว่าภายหลังมีนักโทษบางคนใช้ไม้เบสบอลตีคน พวกเขาเลยไม่อนุญาตให้นักโทษเล่นเบสบอล แล้วเปลี่ยนจากสนามเบสบอลมาเป็นสนามบาสเพราะว่าลูกบาสทุบคนไม่ตาย แล้วก็ยัดเข้าประตูหลังไม่ได้”

                ไลก้าลองนึกภาพว่าถ้าเอาไม้เบสบอลยัดเข้ารูก้นจะมีสภาพอย่างไร แล้วเขาก็ต้องสะท้านกับความคิดนี้

                “ดัตติโน นายชอบออกกำลังกายไหม ถ้าหากว่าชอบ ทำไมไม่ไปเล่นกับพวกเคย์ล่ะ มัวแต่มาดูอยู่ตรงนี้ทำไม”

                “ไลก้า ฉันชอบออกกำลังกายบนเตียง แต่ว่าตอนนี้ที่นี่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบบนเตียงได้...”

                ไลก้าคิดในใจว่าอีกฝ่ายยังรู้จักมียางอายบ้าง ไม่ถึงกับร่วมรักอย่างโจ่งแจ้งไม่สนอะไร

ดัตติโนพูดต่อไป “...เพราะจะโดนยามยิงตาย”

“...”

                ชายหนุ่มผมทองชี้ไปที่หอสังเกตการณ์สามหอในคุก บนหอมีติดตั้งโคมไฟฉาย ยามสองนายแบ่งเป็นหนึ่งกลุ่มถือปืนไรเฟิลคอยเปลี่ยนเวรตามเวลา ควบคุมสังเกตคุกแห่งนี้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

“นายดูนั่น ครั้งแรกเขาจะยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นการเตือน ครั้งที่สองก็ยิงตายเลยทันที”

                ไลก้าหรี่ตา “หอนั่นสามารถมองเห็นทุกมุมของคุกไหม”

                “ขอบเขตการมองเห็นของทั้งสามหอนั่นครอบคลุมทุกพื้นที่ของคุก นอกจากที่ที่ถูกเพดานบัง”

                “งั้นที่ที่โดนเพดานบังมีใครคอยสอดส่องล่ะ”

                “มีกล้องวงจรปิดไง”

                ไลก้าวาดเค้าโครงแบบแปลนเรือนจำแคนยอนในใจ “เป็นที่ที่มีการป้องกันเข้มงวดจริงๆ” เขากล่าวเสียงเบา

                ดัตติโนยืดขาทั้งสองข้าง ไลก้าพบว่าขาของอีกฝ่ายทั้งเรียวยาวและตรง “แต่ว่ามีที่หนึ่ง พอดีเป็นมุมอับของหอสังเกตการณ์และก็ไม่มีกล้องวงจรปิด พวกเราเรียกว่า ‘ทางสวรรค์’”

                ไลก้าหันขวับ “มีที่แบบนี้ด้วยรึ”

                “นายอยากไปไหม” ดวงตาสีฟ้าของดัตติโนเป็นประกายระยับ “ที่นั่นเป็นที่ที่เกิดเรื่องชกต่อยใช้กำลังกันบ่อยๆ ทุกคนมีเรื่องส่วนตัวที่อยากจัดการใน ‘ทางสวรรค์’ ไม่มากก็น้อย ฉันเคยทำที่นั่นครั้งหนึ่ง...ถึงแม้พื้นจะสกปรกไปหน่อย แต่ว่าบรรยากาศไม่เลวเชียวล่ะ” เขาใช้น้ำเสียงราวกับพนักงานขายของในโทรทัศน์แนะนำสินค้า

                “ฉันไม่อยากไป” ไลก้าปฏิเสธการล่อลวงอย่างหนักแน่น แต่ว่าเขาคิดไว้แล้วว่าถ้าหากเป็นไปได้ เขาจะล่อดัตติโนไปที่ทางสวรรค์ แล้วก็จัดการอย่างลับๆ เขาคิดแผนหลายวิธีที่จะจัดการชีวิตของดัตติโนเอาไว้แล้ว

                “เหรอ น่าเสียดายจัง ที่นั่นเป็นสถานที่เดตที่ดีเลยล่ะ” ดัตติโนกล่าว

                “...เดตหรอ”

                “เหมือนกับที่พวกเราทำตอนนี้”

                “...นายหมายความว่าพวกเรากำลังเดตกันหรือ”

                ท่าทางของดัตติโนเหมือนกับจะบอกว่ามันแน่อยู่แล้ว “พวกเรากำลังคบกันนี่ สองคนที่กำลังคบกันนั่งดูบาสท่ามกลางสายลมและแสงแดดยามบ่ายด้วยกัน ไม่ใช่เดตแล้วเรียกว่าอะไร”

                สวรรค์...ไลก้าคิดอย่างสิ้นหวัง เจ้าหมอนี่สมองมีปัญหา ซ้ำยังไม่น้อยเสียด้วย ทนายของเขาไม่ได้ให้เขาไปตรวจสมองหรือ ไม่ว่าเจ้านี่จะทำผิดอะไรมาก็ไม่ควรส่งเข้าคุก แต่ควรส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช! แบบนี้ถึงจะมีประโยชน์ไม่ว่าจะเพื่อตัวดัตติโนเองหรือเพื่อสังคม!

                ไลก้าสูดน้ำมูก มานั่งตากลมบนสแตนด์เพียงครู่เดียว แต่อาการหวัดของเขาคล้ายหนักขึ้นแล้ว ตอนนี้เขาทั้งเจ็บคอ ทั้งน้ำมูกไหล ทว่าเมื่อตอนที่เขาคิดจะใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกนั้น ดัตติโนก็รั้งเขาไว้

                “หยุดๆๆ สกปรกที่สุด!” หนุ่มผมทองร้องเสียงดัง “นายไม่มีทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าหรือ” 

                ไลก้าค้นกระเป๋ากางเกงนักโทษ มีเพียงลูกอมเม็ดหนึ่ง “ฉันจะไปมีของแบบนั้นได้ยังไง”

                เพิ่งพูดจบ ดัตติโนก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาผืนหนึ่งก่อนจะส่งให้ไลก้า ซ้ำยังเอาลูกอมมาจากมือของเขา “ให้นาย ไม่ต้องคืน”

                ไลก้าใช้ผ้าเช็ดหน้าถูจมูก “คิดไม่ถึงว่าศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วยังมีคนพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวอีก”

                “ฉันก็แค่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมกับความสะอาดส่วนตัวเท่านั้น”

                คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่จะให้ความสนใจกับด้านประหลาดพวกนี้เป็นพิเศษ ตอนกลางคืนที่ทำรักจนช่วงล่างของทั้งสองคนเปียกชื้นทำไมไม่เห็นจะมีความเห็นอะไร

                ดัตติโนแกะเปลือกลูกอมก่อนจะโยนเข้าปาก “นายเป็นหวัดหรือ”

                “เมื่อคืนโดนความเย็น” ไลก้าตอบด้วยความโมโห

                “สุขภาพนายแย่มาก ควรใส่ใจในการออกกำลังกายนะ นายดูฉันสิ ไม่เป็นอะไรเลย”

                ...แต่ฉันกลับหวังให้นายเป็น! ไลก้าลอบคิดในใจ

                ในสนามมีคนโยนลูกบาสลงห่วง ทำให้เกิดเสียงโห่ร้องดังลอยมา

                “ฉันต้องไปห้องพยาบาลอีกสักรอบ ให้หมอออกยาแก้หวัดให้” ไลก้าพูด แล้วก็พอดีไปถามหมอว่าสามารถออกยาแก้สมองเลอะเลือนสักกล่องได้ไหม

                ดัตติโนอมลูกอมอยู่ส่งผลให้เสียงอู้อี้ “ให้ไปเป็นเพื่อนไหม”

                “ไม่ต้อง!” ไลก้ารีบบอก เขาต้องหาเหตุผลสะบัดดัตติโนทิ้ง “เอ่อ...นายก็รู้ ในห้องพยาบาลมีเชื้อโรคเยอะแยะ เดี๋ยวก็แพร่เชื้อใส่นายหรอก”

                “อ้อ นายกำลังเป็นห่วงฉันใช่ไหม รู้ใจจริงๆ!” หนุ่มผมทองเผยสีหน้าซาบซึ้งใจ “แฟนดีกว่าคู่ขาจริงๆ ก่อนหน้านี้ที่ฉันป่วยเล็กน้อย บาร์ดอล์ฟไม่เพียงไม่สนใจฉัน แต่ยังมีดูมีความสุขอีกด้วย!”

                ...ฉันเข้าใจเขา!

ไลก้าสะอื้นไห้ในใจ หากนายป่วยขึ้นมาฉันจะเปิดแชมเปญฉลอง!

                เขาล่ะกลัวดัตติโนโพล่งประโยคขึ้นมาว่า ‘ในเมื่อนายดีกับฉันแบบนี้ งั้นฉันก็ยิ่งต้องไปกับนาย’ แต่ว่าสวรรค์คุ้มครอง ชายหนุ่มจอมเผด็จการพูดแค่ว่า “งั้นนายไปเถอะ” จากนั้นก็ยัดของเล็กๆ ชิ้นหนึ่งใส่มือไลก้า

                นั่นคือเปลือกลูกอมเมื่อกี้ ดัตติโนพับมันเป็นหัวใจดวงเล็ก ๆ

                 “ขอให้นายหายไวๆ” เขาโค้งมุมปากเผยรอยยิ้มบริสุทธิ์และหวานล้ำ

                ไลก้าลุกขึ้นยืน “นายเก่งนะ”

                “ขอบคุณ ทุกคนก็พูดแบบนี้แหละ” ดัตติโนรับคำเยินยอที่ไม่ตรงกับใจของไลก้าโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

                ไลก้ามองเปลือกลูกอมรูปหัวใจในมือ อยากจะหัวเราะออกมาสุดๆ “นายเหมือนเด็กผู้หญิงจริงๆ พกผ้าเช็ดหน้าเอย พับดาวเอย”

                “งั้นหรือ” รอยยิ้มของดัตติโนเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันตรายเล็กน้อย “ฉันไม่คิดว่าเหมือนเด็กผู้หญิงแม้แต่นิด พกผ้าเช็ดหน้าหมายถึงรักษาความสะอาด ประณีต ละเอียด พับกระดาษหมายถึงงานอดิเรกของฉันกว้างขวาง ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเพศเลย แล้วที่ฉันพับก็ไม่ใช่ดวงดาวแต่เป็นหัวใจ”

                “ก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันต้องไปหากระปุกมาใส่มันลงไปไหม”

                ดัตติโนขมวดคิ้วทั้งสองข้าง “ไม่เหมือนกัน ดวงดาวไกลสุดขอบฟ้าไม่มีวันจับต้องได้ แต่ว่าหัวใจ...” เขาชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง “อยู่ที่นี่”

                ไลก้าตะลึง คิดหาความหายลึกซึ้งในคำพูดของดัตติโนอยู่นาน เขาหมุนตัวราวกับหุ่นยนต์ เอียงคอคิดหาความหมายจากคำพูดอีกฝ่าย เมื่อเดินไปสองก้าวก็ถอยกลับมาถาม “เอ่อ ฉันอยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วพวกเราสามารถจับต้องดวงดาวได้แล้ว ‘ก้าวเล็กๆ ของฉัน แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ’”

                ดัตติโนหัวเราะพรืด การที่เขาหัวเราะแบบที่ไม่ใช่เพราะเซ็กซ์ การคุกคามหรือการเสียดสี แต่หัวเราะเพราะมีความสุขอย่างบริสุทธิ์แบบนี้ดูดีมาก ราวกับผีเสื้อสีทองกระพือปีกอยู่บนดอกไม้บาน

ไลก้ามองจนเหม่อไป คนที่ดูดีแบบนี้ทำไมนิสัยเป็นแบบนั้นกันนะ

                ใบหน้าของดัตติโนแต้มรอยยิ้มดึงดูดใจคน เขายื่นมือไปตบก้นไลก้า “อึ้งอะไรล่ะ ยังไม่รีบไปห้องพยาบาลอีก! แล้วเอาลูกอมมาให้ฉันด้วยนะ ลูกอมของคุณหมอล้วนเป็นของนำเข้าชั้นดีจากยุโรป ไม่เอามาสักหน่อยก็เสียดายแย่!”

 

w            w            w

 

                “ผมแนะนำให้คุณฟื้นฟูร่างกายด้วยตนเองนะคุณโมเน็ต” ในห้องพยาบาล คุณหมอที่สวมแว่นกรอบทองแนะนำไลก้าอย่างเป็นกันเองและอ่อนโยน “ดื่มน้ำให้มาก พักผ่อนเยอะๆ ภูมิคุ้มกันร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็ว”

                “ผมขอให้หมอสั่งจ่ายยาให้ผม คุณหมอ...” ไลก้าทนพอแล้วกับ ‘ทฤษฎีฟื้นฟูร่างกายด้วยตนเอง’ ในคลินิกที่ตลาดมืด หมอไม่มีการพูดไร้สาระเยอะแยะแบบนี้ ขอแค่ให้เงินพวกเขาก็สามารถกรอกยาเพนิซิลินเต็มสระว่ายน้ำบ้านคุณได้

                “ให้ยาแอสไพรินนายเป็นไง”

                “...คุณหมอ ถึงผมจะเรียนหนังสือมาไม่เยอะ แต่ผมก็รู้ว่าแอสไพรินเป็นยาแก้ปวด ไม่ได้รักษาหวัด ซ้ำมันยังเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไป หากผมต้องการจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมาหาคุณโอเคไหม”

                “น่าเสียดายจริงๆ! ถ้าคุณไม่รู้ คุณก็กินเป็นยาหลอกไปได้!”

                ไลก้ามองคุณหมอโดยไม่พูดอะไร หมอเองก็มองเขาโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน

                สุดท้ายคุณหมอก็ยักไหล่ “โอเค ออกยาให้คุณ ดูจากสายตาของคุณแล้ว มันเหมือนกับลูกสุนัขที่โดนทิ้งไม่มีผิด จะให้คนปฏิเสธไหวได้อย่างไร”

                “ผม...เหมือนอะไรนะ”

                “ไม่มีอะไร คุณน่าจะมีอาการหูหลอนไปเองล่ะมั้ง”

                ดังนั้นไลก้าจึงได้แต่นั่งเงียบๆ รอหมอเขียนประวัติผู้ป่วยและใบสั่งยา

                “ใช่แล้วคุณหมอ” เขาถาม “คุณมียาอะไรที่สามารถทำให้คน..เอ่อ...ไม่แข็งบ้างไหมครับ”

                มือที่เขียนประวัติผู้ป่วยของคุณหมอชะงักลง “นายแน่ใจใช่ไหมว่าที่ต้องการไม่ใช่ยาที่สรรพคุณกลับกัน”

                “ผมต้องการแบบนั้น”

                “พ่อหนุ่ม นายกำลังคิดอะไรไม่ตกหรือเปล่า ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่านายมีอะไรที่ปิดบังไว้ หรือยากจะพูดออกมา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องย่ำยีร่างกายตัวเองแบบนี้มั้ง!” คุณหมอเป็นห่วง

                “คุณแค่บอกผมว่ามีหรือไม่มียาแบบนี้ก็พอแล้ว คุณหมอ...” ไลก้าพูดอย่างหมดแรง

                “โอเค มี...”

                “เป็นยาอะไร สั่งจ่ายยานี่ให้ผมได้ไหม”

                “ยาเอสโตรเจน”

                “...”

                ไลก้ามองคุณหมอเงียบๆ อีกครั้ง และคุณหมอก็มองเขาเงียบๆ อีกครั้งเช่นกัน ใบหน้าไม่รู้สึกผิดเหมือนกำลังพูดว่า ‘เป็นนายที่อยากบังคับฉันเอง ฉันก็พูดตามความจริงแล้ว มาจ้องฉันทำไมกันล่ะ’

                ไลก้าดึงประวัติผู้ป่วยออกจากมือคุณหมอ “ขอบคุณคุณหมอ ผมเอาแค่ยาแก้หวัดก็พอแล้ว” ลายมือบนประวัตินั้นหวัดมาก ใบสั่งยายิ่งแล้วไปกันใหญ่ ไลก้าเคยอ่านบทความในนิตยสาร TIME บทหนึ่ง ในนั้นบอกว่าที่อเมริกาในทุกปีจะมีคนประมาณเจ็ดพันคนเสียชีวิตเพราะลายมือหวัดของหมอบนใบสั่งยา ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ใช่หนึ่งในคนโชคร้ายนั้น

                คุณหมอราวกับรู้สึกว่าตนได้ทำร้ายไลก้าลงไป ดังนั้นจึงผลักกระปุกลูกอมบนโต๊ะมาตรงหน้าเขา “เอาลูกอมไหม หยิบตามสบายเลยไม่ต้องเกรงใจ”

                ไลก้าเชื่อฟังอย่างดีโดยการยื่นมือลงไปกำเต็มๆ มือ ในกระปุกว่างลงไปครึ่งหนึ่งทันที คุณหมอมองไลก้าเก็บลูกอมลงในกระเป๋ากางเกงอย่างเจ็บปวดแต่ก็ไม่สามารถออกปากห้ามได้ เป็นตัวเขาเองที่ให้ไลก้า ‘หยิบตามสบาย’ แต่เขาคิดไม่ถึงว่าไลก้าจะ ‘ไม่เกรงใจ’ ขนาดนี้

                “ขอบคุณครับคุณหมอ” ไลก้าออกจากห้องพยาบาลไปด้วยความพออกพอใจ ตอนนี้เขาเพิ่มอีกแผนลงใน ‘แผนลอบฆ่าดัตติโน’ นั่นก็คือวางยาพิษในลูกอม

 

w            w            w

 

                เพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษสร้างเล่ห์เล่นกลในยา เภสัชกรในห้องยาให้ไลก้านำใบสั่งมารับยาหนึ่งครั้งต่อวัน และต้องกินยาต่อหน้าเขา หลังจากออกจากห้องพยาบาล ไลก้าไม่ได้ตรงกลับห้องขังทันที แต่กลับไปที่ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญข้างสนาม เขาต่อไปที่เบอร์ชั่วคราวเบอร์หนึ่ง สายถูกโอนไปยังบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งในเปอร์โตริโกก่อนจะโอนกลับมาที่อเมริกาอีกครั้ง ผู้ที่รับโทรศัพท์คือผู้หญิงเสียงเรียบเฉยคนหนึ่ง ไลก้าจำได้ว่าเป็นเสียงเลขาฯ ของคุณไบรอัน แฟร์แบร์น

                “สวัสดีค่ะ” เลขาสาวกล่าว จากนั้นเธอก็ไม่พูดอะไรอีก

                “ผมต้องการพบเขา...ด่วน” ไลก้าพูดแค่ประโยคนี้ จากนั้นก็รีบวางสาย คุณเลขารู้ว่าเขาคือใคร เธอจะนำคำร้องขอของเขาไปบอกต่อคุณไบรอัน แฟร์แบร์น จากนั้นก็โยนเบอร์โทรชั่วคราวนั่นทิ้งไปเพื่อป้องกันคนติดตาม ครั้งหน้าหากเขาต้องการติดต่ออีกก็ต้องต่อไปยังอีกหมายเลขหนึ่ง นี่เป็นวิธีการติดต่อที่เขาใช้เสมอ ปลอดภัย ง่ายและเร็ว แต่แค่ต้องทดสอบความจำเล็กน้อย

                เมื่อโทรศัพท์เสร็จไลก้าก็กลับห้องอย่างมีความสุข ระหว่างที่เดิน ลูกอมก้อนใหญ่ในกระเป๋ากางเกงก็ถูจนต้นขาเขาเจ็บ พอถึงห้องขัง เขาพบว่าในห้องเล็กราวกับที่เก็บกระดูกนั้นมีคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด ดัตติโนนอนอยู่บนเตียง สองมือหนุนหัว มีคนห้าคนจัดแถวอยู่ตรงหน้าเขา

ไลก้าจำได้ว่าในห้าคนนั้นมีบาร์ดอล์ฟ แบรนซ์ ชายร่างสูงใหญ่ที่ตอนนี้ดูโมโหโกรธเกรี้ยว แต่ก็ยังมีความเกรงกลัวและกระวนกระวายเล็กๆ นอกนั้นอีกสี่คน มีคนหนึ่งเป็นคนดำร่างสูงใหญ่ คนหนึ่งเป็นคนเอเชียร่างผอม คนหนึ่งคล้ายเป็นชายชาวลาตินอเมริกัน และมีคนผิวขาววัยกลางคนหัวล้าน มีชั่วความคิดหนึ่งที่ไลก้าคิดหวังว่าสถานการณ์ตอนนี้คือดัตติโนตายแล้ว ทั้งห้าคนนี้ยืนอยู่หน้าเตียงไว้อาลัย แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อได้ยินเสียงดัตติโนพูด

                “...ฉันพูดไปตั้งกี่รอบแล้ว ให้พวกนายดูแลลูกน้องของตัวเองให้ดี พวกนายไม่ได้ยินหรือดูแลไม่ได้กันแน่ สมองของพวกนายเล็กเหมือนน้องชายหรือไง” เสียงของดัตติโนเคร่งขรึมและเย็นชา ไลก้ายืนอยู่ด้านนอกห้องขัง จากมุมของเขามองไม่เห็นหน้าดัตติโน แต่เขาเดาว่าสีหน้าบนใบหน้านั้นต้องเย็นเฉียบแน่นอน

                คนดำตัวใหญ่กล่าว “พวกเราไม่สามารถบังคับได้ทุกคน...ดัตติโน ฉันเคยเตือนคนอื่นแล้วว่าห้ามสร้างเรื่อง แต่ปัญหาใช่ว่าจะแก้ได้ภายในวันสองวัน”

                “ฉันไม่สนอาเธอร์ คิง” ดัตติโนกล่าว “ถ้าเล็กๆ น้อยๆ ฉันทำเป็นมองไม่เห็นได้ แต่ว่าสู้กันเป็นกลุ่มยังไงก็ไม่อนุญาต พวกนายคิดจะจัดการปัญหากันเอง หากเอาไม่อยู่ ฉันจะเปลี่ยนคนมาดูแลเรื่องพวกนี้แล้วก็ถือโอกาสซัดพวกนายจนอมพาต ส่งพวกนายไปรักษานอกคุก เอาพวกนายออกจากคุกแคนยอนโดยไว”

                ชายลาตินอเมริกาบ่นเป็นภาษาสเปนประโยคหนึ่ง ดัตติโนก็ใช้ภาษาสเปนตอบกลับเขา จากนั้นดัตติโนก็พูด “พวกนายไสหัวออกไปซะ”

                ทั้งห้าคนเรียงกันออกไป ไลก้าพิงเข้ากับรั้วเปิดทางให้พวกเขา จากนั้นก็ได้ยินดัตติโนพูด “เข้ามาสิไลก้า” ทั้งห้าคนนั้นใช้สายตาซับซ้อนมองมาที่ไลก้า สุดท้ายอาเธอร์ คิงที่ผ่านเขาไปเป็นคนสุดท้ายก็ตบไหล่เขา ตบจนเขาแทบจะเข้าไปติดในช่องว่างของรั้วแล้ว

                ไลก้านวดกระดูกไหปลาร้าพลางเข้ามาในห้องขัง ดัตติโนซ้อนขาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน นอนอย่างสบายอกสบายใจ จากนั้นลูกอมก็เหมือนสายฝนพุ่งลงบนร่างของเขา

                “พระเจ้า!” ดัตติโนลุกขึ้นนั่งอย่างประหลาดใจ“หมอคงเกลียดนายตาย”

                “หวังว่าเขาคงไม่ใช้หน้าที่การงานมาแก้แค้นหรอกนะ ฉันยังต้องไปตรวจที่นั่นอีก”

                “ต้องใช่แน่นอน”

                ดัตติโนกวาดลูกอมเข้าด้วยกัน “ไลก้า นั่ง...” เขาชี้ไปที่ข้างกายตัวเอง ไลก้านั่งลงบนขอบเตียงอย่างระมัดระวัง ระหว่างทั้งสองคนถูกกั้นด้วยภูเขาลูกอมกองเล็กๆ

                หนุ่มผมทองเลือกลูกอมออกจากมากองภูเขาย่อมๆ นั่นเม็ดหนึ่ง แกะเปลือกออก “ฉันว่านะไลก้า นายคงไม่ได้วางยาพิษลงในนี้ใช่ไหม”

                ใจไลก้ากระตุกวูบ แต่ว่าใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนสี “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันไม่วางยาพิษฆ่าคนหรอก”

                “เหรอ งั้นก็ดี” นิ้วเรียวยาวของดัตติโนหยิบลูกอมขึ้นมา ชูขึ้นตรงหน้าตัวเอง “ฉันเคยมีรูมเมทคนหนึ่ง คิดจะใช้วิธีแบบนี้ฆ่าฉันแต่ก็ไม่สำเร็จ ฉันพบว่าเขาเจตนาร้าย ดังนั้นก็เลยมอบ ‘การสั่งสอนที่หอมหวาน’ ให้เขาเล็กน้อย”

                อ้อ การสั่งสอนที่หอมหวาน...ไลก้าไม่อยากรู้สักนิดว่าเป็นการสั่งสอนแบบไหน ฟังแล้วก็ดูไม่ใช่เรื่องดีอะไร ดัตติโนพูดราวกับเชือดไก่ให้ลิงดู “ฉันเอาลูกอมกองนั้นครึ่งหนึ่งยัดเข้าปากด้านบน อีกครึ่งหนึ่งยัดเข้าปากด้านล่าง เขาถูกส่งไปที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองเพราะสารหนู ภายหลังก็ไม่มีใครพบเค้าอีก”

                ไลก้าตัวแข็งยามหันมอง การสั่งสอนนี่มันช่าง ‘หอมหวาน’ ที่สุด เขาอดจะดีใจขึ้นมาไม่ได้ โชคดีที่ตนไม่ได้เดินตามรอยคนน่าสงสารนั่น ดูไปแล้วแผนลอบฆ่าคงต้องตัดทิ้งไป

                ดัตติโนโยนลูกอมเข้าปาก “รสมิ้นท์” เขาว่า “นายชอบมิ้นท์ไหม ไลก้า”

                “เอ่อ...ไม่” ไลก้าครุ่นคิดว่าตอบอย่างไรจึงจะเหมาะ “ฉันไม่ชอบของหวาน”

                “ทางที่ดีนายควรเริ่มเรียนรู้ที่จะชอบมันเสียตั้งแต่ตอนนี้” พูดจบดัตติโนก็พุ่งเข้ามาจูบริมฝีปากเขา

                “…อื้อ!” ไลก้าถอยหลังหลบ แต่ว่าชายหนุ่มจอมเผด็จการใช้มือกดหลังคอเขาไว้ อีกมือหนึ่งบีบคางเขา กักส่วนหัวเขาไว้แน่นหนา ทำให้เขาไม่มีทางถอยหลังได้อีก ในระหว่างที่เขาดิ้นรนทำให้กองภูเขาลูกอมนั้นพังครืน แม่งเอ๊ย...!

                ไลก้าได้ลิ้มรสมิ้นท์ ดัตติโนงัดให้เขาอ้าปากก่อนที่ลิ้นปราดเปรียวจะตามเข้ามาเกี่ยวพันไปทั่วโพรงปาก ดัตติโนดูดลิ้นไลก้า ส่งลูกอมมิ้นท์เข้ามา กลิ่นหอมเย็นกระจายเข้าเต็มปากราวกับอมน้ำแข็งก้อนหนึ่ง และก็เหมือนมีเปลวไฟระริกบนลิ้น

                แต่ว่าไลก้าไม่มีกะจิตกะใจจะไปชิมว่าลูกอมอร่อยหรือไม่ ทั้งสมองของเขามีแต่จูบที่ไม่ทันตั้งตัว พวกเขาจูบกันแล้ว สวรรค์...พวกเขาจูบกันแล้ว พวกเขาทำรักกันหลายครั้ง แต่ว่าจูบกลับเป็นครั้งแรก การกระทำที่อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวแบบนี้มันช่าง...หอมหวาน

                ในขณะที่ลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันนั้น ลูกอมมิ้นท์ก็ไหลลงสู่ลำคอของไลก้า เขาส่งเสียงขาดอากาศหายใจก่อนจะผลักไสพันธนาการจากตัวดัตติโนอย่างรุนแรง เขาค้อมเอวลงไอออกมาอย่างรุนแรง จนลูกอมมิ้นท์ที่ราวกับก้อนหินชั่วร้ายค่อยๆ ไหลจากหลอดอาหารมาถึงกระเพาะอาหาร

                “อิ...เชี่ย...แค่กๆๆ นายคิดให้ลูกติดคอฉันจนตายเหรอ...” ไลก้าไอพลางพูดแบบติดขัดๆ ไปพลาง

                ดัตติโนช่วยเขาลูบหลัง “ฉันไม่ได้คิดจะให้ติดคอนายตาย ฉันแค่คิดว่าสมมติใช้วิธีนี้กินลูกอม ฉันโดยยาพิษ นายก็โดนด้วย”

                “พูดยังไงก็คิดจะฆ่าฉันตายไม่ใช่เรอะ!”

                “ฉันไม่คิดจะทำร้ายนายจริงๆ” ดัตติโนลูบผมของไลก้า “นี่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข”

                “แม่งเอ๊ย...” ร่วมทุกร่วมสุข! ไลก้ายังไม่ทันพูดประโยคนี้ออกมา ปากก็โดนยัดของอีกสิ่งหนึ่งเข้าไปอุดเสียงเขา

                “ชิมอันนี้” ดัตติโนใช้นิ้วโป้งลูบริมฝีปากไลก้า

                ไลก้าเลียของที่ดัตติโนใส่เข้ามาในปาก...หวานมาก เป็นช็อกโกแลต

                “อร่อยไหม” หนุ่มผมทองเอียงคอถาม

                ไลก้าพยักหน้า ช็อกโกแลตของหมอเป็นของชั้นเยี่ยมจริงๆ เทียบกับช็อกโกแลตราคาถูกที่ปกติเขาเอามากินเสริมพลังงานเวลาทำภารกิจแล้วช่าวงต่างกันราวฟ้ากับเหว ช็อกโกแลตลื่นราวกับผ้าไหม ละลายบนลิ้นของเขา กลิ่นหอมหวานเข้มข้นเต็มโพรงปาก ระหว่างนั้นยังมีรสขมน้อยๆ ไลก้าลองกัดช็อกโกแลตลงไป พลันมีอีกรสหนึ่งทะลักออกมา เหมือนกับของเหลวสดชื่น หอมเข้มข้นและเผ็ดร้อน

                “ช็อกโกแลตสอดไส้เหล้า” เขากล่าว

                “หา...สอดไส้เหล้าหรือ” ดัตติโนพูดรัวเร็ว “ฉันชอบช็อกโกแลตสอดไส้เหล้า เพราะถ้านายไม่กัดลงไปก็ไม่มันวันรู้ว่าข้างในซ่อนอะไรไว้” พูดจบเขาก็ประคองใบหน้าไลก้า จุ๊บริมฝีปากแผ่วๆ ไม่เหมือนกับจูบเข้มข้นเมื่อครู่ จูบนี้ทั้งแผ่วทั้งจาง แต่อ่อนโยนเป็นที่สุด เหมือนกับขนนกแผ่วเบาลอยบนริมฝีปาก

                ผมของดัตติโนสีกับใบหูเขา ทำให้เขารู้สึกจั๊กจี้อยากหัวเราะหน่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าแก้มร้อน บรั่นดีในช็อกโกแลตทำให้ไลก้ามึนเมา ไม่เพียงบนใบหน้า กระทั่งในหัวก็ร้อน เขาตอบรับจุมพิตอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า ดูดดึงริมฝีปากชายหนุ่มผมทอง แลกลิ้นกับอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า

                กลิ่นหอมของมิ้นท์ซึมเข้าสู่ปาก แต่ยิ่งกว่านั้นคือรสหวานของช็อกโกแลตและบรั่นดีเข้มข้น กลิ่นยอดเยี่ยมเหล่านี้ผสมรวมเข้าด้วยกัน ราวกับกลายเป็นกลิ่นอายของดัตติโน มันช่างหอมหวาน เผ็ดร้อน และน่าหลงใหล

                แขนทั้งสองข้างของดัตติโนโอบคอไลก้า ร่างกายของทั้งสองคนแนบชิดเข้าด้วยกัน ห้องขังแคบๆ เต็มไปด้วยกลิ่นอายคลุมเครือไม่ชัดเจน กระทั่งอากาศยังเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นมา

                ไลก้ารู้สึกหายใจไม่สะดวก หัวใจเต้นเร็วเกินไป เขาค่อยๆ ผละออกจากดัตติโนเล็กน้อย ตอนนี้ถึงหาจังหวะหายใจกลับมาได้ เขารู้สึกว่าทั้งร่างไม่เป็นธรรมชาติ มือข้างที่ใส่เฝือกห้อยอยู่กับคอ แต่อีกมือหนึ่งไม่รู้ว่าควรวางที่ไหน...ก่อนหน้านั้นเขาโอบเอวของดัตติโนแน่น เหมือนกับที่ดัตติโนโอบคอเขา แต่เขาก็รู้สึกว่าแบบนี้มีอะไรไม่ถูกต้อง             

เขาก็ไม่รู้ว่าควรมองไปที่ไหน ดวงตาสีฟ้าของดัตติโนมีม่านน้ำปกคลุม แก้มแดงจัด หอบหายใจรุนแรง ตรงคอเสื้อนักโทษตัวบางเผยให้เห็นรอยบุ๋มลึกของกระดูกไหปลาร้า ทุกรายละเอียดราวกับบ่งบอกถึงความร้อนแรงเป็นนัย ไลก้าแทบจะเดาได้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ดัตติโนที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนากดเขาลงกับเตียง ถอดกางเกงของเขาออกก่อนจะทำรักกับเขาบนลูกอมที่กระจายไปทั่ว

                ไม่ แบบนี้ไม่ได้...กริ่งเตือนภัยในสมองของไลก้าร้องดัง เขาผลักดัตติโนออกก่อนจะกระโดดลงจากเตียง แนบตัวเข้ากับรั้วเตรียมจะหาทางหลบหนีตลอดเวลา “อย่าทำแบบนี้ ดัตติโน” เขาลองใช้น้ำเสียงเตือน “ฉันป่วย ทำแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ดี ไม่ว่าจะกับนายหรือกับฉันทั้งนั้น”

                “ฉันรู้...” ดัตติโนนั่งลงบนเตียง เล่นเปลือกลูกอม “ฉันไม่ได้คิดจะทำกับนาย เดี๋ยวก็จะถึงเวลาเช็กชื่อกับมื้อเย็นแล้ว ฉันไม่อยากพลาดอาหารเย็นหรอกนะ” เขางอนิ้วมือทำท่าให้ไลก้าเข้ามาใกล้ ไลก้าขยับเข้าไปอย่างระมัดระวังราวกับบนร่างของดัตติโนมีไฟ แค่สัมผัสแผ่วเบาก็บาดเจ็บกระนั้น

                ดัตติโนจับข้อมือซ้ายของไลก้า เปิดฝ่ามือเขาออก ไลก้าตัวสั่น อยากจะชักมือกลับแต่ข้อมือกลับถูกยึดไว้แน่น

                “นายควรไปเอากระปุกใสมา” มุมปากชายหนุ่มผมทองยกขึ้นโค้งจนเป็นรัศมีสวยงาม “ตอนนี้พวกเรามีลูกอมเยอะแยะมากมาย แล้วก็จะมีพวกนี้อีกมากมาย...”

                เขาเอาเปลือกลูกอมที่พับเป็นรูปหัวใจวางไว้บนฝ่ามือมือไลก้าอีกหนึ่งดวง

 

w            w            w

 

                ‘ไม่ต้องวางแผนให้มันละเอียดเกินไป เพราะอย่างไรแผนการก็ตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน’ นักฆ่า The Thinker

                แต่ก่อนไลก้าคิดว่านี่เป็นความคิดอันขี้เกียจของ The Thinker แต่ตอนนี้เขาเพิ่งได้สัมผัสกับมัน ไม่เสียแรงที่ The Thinker เป็นนักเรียนดีเด่นที่คุ้นเคยกับปรัชญาเป็นอย่างดี คำที่พูดออกมาล้วนมีเหตุมีผล

                ในเรือนจำแคนยอนแห่งนี้ คุณไม่มีทางรู้เลยว่าวินาทีถัดไปจะเกิดอะไรขึ้น

                เพื่อที่จะโชว์ถึงความมีมนุษยธรรม เรือนจำแคนยอนจึงมีระบบพิเศษระบบหนึ่ง...ทุกครั้งที่ถึงวันเกิดของนักโทษคนใด นักโทษคนนั้นจะได้รับผลไม้เป็นพิเศษในมื้อเย็น

                เรือนจำแคนยอนมีนักโทษหลายพัน มักจะมีบางคนที่วันเกิดชนวันเดียวกัน ไลก้าเห็นหลายคนไปรับ ‘ของขวัญวันเกิด’ ดัตติโนก็ไปรับส้มมา แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันเกิดของเขา เขาแค่เผยรอยยิ้มราวกับปลาฉลามให้กับนักโทษที่ทำหน้าที่แจกผลไม้ตอนรับอาหาร นักโทษก็มอบส้มให้เขาแต่โดยดี

                ดัตติโนปลอกเปลือกส้มก่อนจะวางลงตรงหน้าไลก้า “นายไม่สบาย ควรกินผลไม้ที่เสริมวิตามินเยอะๆ”

                “เอ่อ...ขอบคุณ” ไลก้าหยิบส้มที่ปอกสะอาดสะอ้าน “นายช่างเอาใจใส่จริง”

                ดัตติโนนั่งเท้าคาง ควบคุมให้ไลก้ากินผลไม้จนหมด “นั่นมันแน่นอนยู่แล้ว ฉันจะเป็นแฟนหนุ่มที่อบอุ่นและใส่ใจ”

                “แค่กๆๆ!” ส้มเกือบจะติดคอไลก้า

                ในตอนที่เขาลิ้มรสผลไม้ก่อนอาหารอยู่นั้น ด้านหลังก็มีเสียงโหวกเหวกลอยมา

                “เฮ้ แซม บังเอิญจริงว่าไหม พวกเราฉลองวันเกิดวันเดียวกัน!”

                เสียงหัวเราะหยาบคาย

                ไลก้าหันไปมองก็เห็นนักโทษรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังแกล้งหนุ่มร่างผอมชื่อแซม แซมตัวสั่น ห่อตัวลงราวกับว่าถ้าห่อตัวเองเป็นก้อนเล็กๆ แบบนี้ก็จะไม่มีคนเห็น

                นักโทษร่างใหญ่หยิบแอปเปิ้ลในจานของแซมก่อนจะโยนกะน้ำหนักด้วยมือ “แอปเปิ้ล ฉันชอบแอปเปิ้ล ยกแอปเปิ้ลของนายให้ฉันได้ไหมล่ะ”

แซมจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “แต่...แต่ว่าวันนี้เป็น...วันเกิดของฉัน”

“ของฉันเหมือนกัน ดังนั้นน่ะนะ นายควรจะเอาแอปเปิ้ลนายให้ฉัน อวยพรวันเกิดให้ฉัน บิดก้นเล็กๆ ของนายแล้วก็ร้องเพลงวันเกิดให้ฉัน!”

รอบๆ ห้อมล้อมไปด้วยนักโทษกลุ่มหนึ่งที่รอเรื่องสนุก พอได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็หัวเราะกันลั่น

“พอแล้วเกรกอร์ คืนแอปเปิ้ลให้แซมซะ” เสียงเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดเสียงหัวเราะ

 อแล้ว ิบส้มโออด้ ่งหนึ่งเข้าไป                 ดัตติโนเด็ดกะหล่ำดอกในจานของไลก้าไปพลางพูดเสียงดังพลาง “พวกเรารู้กันทั้งนั้นว่าวันนี้ไม่ใช่วันเกิดนาย อาทิตย์ก่อนนายก็เพิ่งแย่งสาลี่ของโทมัสไปแบบนี้ แม่ของนายสามารถคลอดนายออกมาติดกันสองครั้งได้หรือ หรือว่าจะบอกว่าหลังจากเธอคลอดนายแล้วพบว่านายเป็นคนเลวแบบไร้ทางแก้ก็เลยยัดนายกลับเข้ามดลูกอีกครั้ง ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งนายก็ปีนออกมาจากช่องคลอดเองงั้นสิ”

เกรกอร์สีหน้าขาวสลับเขียว เขามองรอบด้านก่อนจะพบว่าคนที่มุงรอบด้านไม่มีใครสนับสนุนเขาเลย...พวกเขาล้วนมีสีหน้าราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุก...ท่าทีของเขาพลันอ่อนลง แต่ยังพูดอย่างชั่วร้าย “ดัตติโน ฉันรู้ว่านายเจ๋ง แต่นายยุ่งเรื่องชาวบ้านให้มันน้อยๆ หน่อย”

ไลก้าได้ยินคำพูดร้ายๆ เช่นนี้ก็พลันรู้สึกว่าเรื่องราวน่าสนใจขึ้นมา ดัตติโนเป็นตัวหลักของเรือนจำแคนยอน แต่ว่าบนอาณาจักรของเขากลับมีคนกล้าออกตัวสู้ เป็นเพราะอิทธิพลของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนที่ไลก้าคิด หรือว่าเกรกอร์ผู้นี้ใจกล้าเกินกันนะ

ผู้ชายต้องการใช้อำนาจและเซ็กซ์มาระบายกำลังวังชาที่เหลือล้น ในคุกที่ว่างจนน่าเบื่อเป็นยิ่งกว่านี้ ดัตติโนใช้กำลังบีบบังคับให้คนอื่นยอมสวามิภักดิ์ คนที่ยอมเชื่อฟังเขากลับไปรังแกคนที่อ่อนแอยิ่งกว่า เหมือนกับห่วงโซ่อาหารชั้นแล้วชั้นเล่า และในตอนนี้ สิงโตกลับออกมาปกป้องมดที่ไม่ได้รับความยุติธรรม...นี่มันอะไรกันเนี่ย

ไลก้ามองดัตติโนวางมีดและส้อมพลาสติกลงอย่างนึกสนใจ อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน ก้าวข้ามเก้าอี้นั่งเดินไปตรงหน้าเกรกอร์ คนที่มุงดูเรื่องสนุกอยู่รอบด้านถอยหลังกันไปหลายก้าว เปิดช่องว่างให้ราวกับกลัวโดนลูกหลงจากการต่อสู้ของทั้งสองคน

                “วันเกิด” ดัตติโนพูดด้วยความเย็นชา เกรกอร์ทั้งสูงทั้งกำยำ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เหมือนกับนักมวย ดัตติโนต้องเงยหน้าถึงจะประสานสายตากับเขาได้ แต่ว่าในด้านความทรงพลังกลับไม่แพ้สักนิด “นายเป็นเด็กในโรงเรียนอนุบาลหรือไง เพื่อแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง นายตรงเข้าไปแย่งแอปเปิ้ลเลยยังดีกว่าสร้างเรื่องที่มีเหตุผลชั่วๆ แบบนี้อีก แม่นายทนเจ็บปวดอุ้มท้องคลอดนายออกมาอย่างยากลำบาก นายกลับเอาวันที่เธอได้รับความเจ็บปวดมาเพื่อแย่งแอปเปิ้ลลูกหนึ่งงั้นหรือ ไม่สู้คลอดลูกสุนัขออกมา อย่างน้อยก็ยังช่วยคาบรองเท้าได้!”

พูดจบดัตติโนส่งหมัดหนึ่งชกจนเกรกอร์คว่ำลงกับพื้น

การกระทำของเขารวดเร็วจนคาดไม่ถึง เหมือนกับสายฟ้าฟาดผ่าน ไม่เพียงแต่เกรกอร์ที่ร่างสูงใหญ่ไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ กระทั่งไลก้าที่สายตาดียังไม่สามารถมองการกระทำของดัตติโนออกได้ทั้งหมด เห็นแค่เพียงเงาที่พร่าเลือนในอากาศ จากนั้นเกรกอร์ก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงไปเพราะพายุเฮอริเคนแคทรีนา

ดัตติโนยกตัวเกรกอร์ครึ่งบนขึ้นมา เกรกอร์นั้นดั้งหัก เลือดสดๆ ไหลเต็มใบหน้าเขา ดัตติโนหยิบแอปเปิ้ลของแซมโบกไปมาตรงหน้าของเกรกอร์

“ชอบกินแอปเปิ้ลหรือ อืม...งั้นฉันป้อนนายดีไหม”

เขาเอาแอปเปิ้ลทั้งลูกยัดใส่ปากของเกรกอร์ แอปเปิ้ลลูกไม่ใหญ่ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่สามารถยัดเข้าปากมนุษย์ได้ มุมปากของเกรกอร์แทบจะปริขาดอยู่แล้วทั้งที่เพิ่งยัดแอปเปิ้ลเข้าไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง

“ทำไมไม่กินล่ะเกรกอร์ ไม่ใช่ว่าชอบกินแอปเปิ้ลหรือ”

เกรกอร์ส่งเสียงร้องฮือๆ

ดัตติโนส่งเสียงจึ๊กจั๊ก “อะไร วิธีที่ฉันป้อนนายไม่ถูกงั้นหรือ งั้นฉันเปลี่ยนวิธีเป็นไง” เขาไม่ดึงดันยัดแอปเปิ้ลแล้ว แต่ปล่อยเกรกอร์ลงพื้นก่อนจะยกขาเหยียบขยี้แอปเปิ้ลลูกนั้น เนื้อผลไม้แตกกระจาย น้ำแอปเปิ้ลผสมกับเลือดสดๆ และน้ำลายของเกรกอร์ไหลรวมกัน เกรกอร์ที่อยู่ใต้เท้าของดัตติโนดิ้นสะบัดราวกับปลา ลำคอส่งเสียงร้องครวญครางหากแต่ไร้ความช่วยเหลือ แซมนั้นตกใจจนไม่รู้หนีไปถึงไหนนานแล้ว คนที่มุงดูบางส่วนมีสีหน้าสงสารจนทนไม่ไหว แต่ก็มีบางส่วนกลับมีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้ก้าวออกมาห้ามปรามดัตติโนหรือช่วยเหลือเกรกอร์  

จนกระทั่งผู้คุมเป่านกหวีด ดัตติโนถึงยกเท้าออก

“พวกนายกำลังทำอะไรกัน! กระจายตัวออกเดี๋ยวนี้! สองมือไว้หลังศีรษะ ย่อตัวลง! ห้ามขยับ!”

กลุ่มคนมุงกลายเป็นนกแตกรัง ดัตติโนปล่อยเกรกอร์ที่ใกล้ขาดอากาศหายใจก่อนจะทำตามคำสั่งของผู้คุม วางมือทั้งสองอยู่ศีรษะแล้วก็ย่อลงไป ผู้คุมหลายนายวิ่งมาจับมือทั้งสองของดัตติโนไพล่หลังและล็อกกุญแจมือไว้ มีผู้คุมนายหนึ่งตรวจบาดแผลให้กับเกรกอร์ก่อนจะเอาแอปเปิ้ลที่เละไม่มีชิ้นดีออกจากปาก

“อาจจะมีชิ้นเล็กๆ ติดหลอดลม รีบส่งไปห้องพยาบาลเร็ว” ผู้คุมพูดกับนักโทษสองนาย “นาย แล้วก็นายรีบมาช่วยเร็ว!” เขาชี้ให้นักโทษยกใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของเกรกอร์

“ส่วนนาย…” ผู้คุมอีกนายกระชากดัตติโนให้ลุกขึ้นก่อนจะผลักเขา “...ชอบก่อเรื่อง คิดว่าเรือนจำแคนยอนเป็นบ้านนายรึไง กักตัวหนึ่งอาทิตย์!”

 

w            w            w

 

ไลก้าได้ใช้ค่ำคืนที่สงบสุขเป็นคืนแรกนับแต่เข้าคุกมา ขอบคุณพระเจ้า...ถึงแม้ไลก้าจะบอกว่าตัวเองไม่นับถือพระเจ้าก็ตาม

ดัตติโนเข้าห้องกักตัว ดังนั้นจะไม่มีคนล็อกเขาไว้กับหัวเตียง แล้วก็จะไม่มีคนมาดึงเขาลงจากเตียงกลางดึกบังคับให้เขาทำเรื่องแบบนั้นอีก ในที่สุดเขาก็สามารถพักผ่อนสบายๆ ได้หนึ่งอาทิตย์เต็ม! และนั่นก็หมายความว่าเขาสามารถไปทำเรื่องที่ก่อนหน้านี้ทิ้งไว้ได้แล้ว!

แต่เขาก็ยังมีสองเรื่องที่คิดไม่ตก ข้อแรก...ทำไมดัตติโนถึงออกหน้าแทนแซมแล้วซัดเกรกอร์แบบนั้น ดูไปแล้วเขาก็ไม่เหมือนกับคนที่มีความยุติธรรมขนาดนั้น ข้อสอง...เมื่อตอนที่ผู้คุมเป่านกหวีด ดัตติโนก็ไม่ขัดขืน หรือว่าเขายังเกรงกลัวผู้คุ้มอีก

ข้อแรกนั้นไม่มีคำตอบเป็นการชั่วคราว แต่ข้อสองไลก้าได้รับคำตอบจากเฮนรี่เมื่อไปทำงานที่ห้องสมุดในวันรุ่งขึ้น

“ดัตติโนเป็นหัวโจกของคุก ประโยคนี้ไม่ผิด แต่ว่าพวกผู้คุมเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า หรือว่าคิงของโลกมนุษย์จะสามารถต่อต้านอำนาจพระเจ้าได้หรือ”

“ผมนึกว่าพวก ‘ทูตสวรรค์’ เหล่านั้นถูกหลอกให้มอมเมา มีความคิดไปทางเลวๆ” ไลก้าเอาคำของเฮนรี่มาล้อไปพลางเอาหนังสือเรื่อง ‘สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ’ ของอุมแบร์โต เอโกจากรถเข็นหนังสือใหม่ไปไว้ที่ชั้นหนังสือประเภทศาสนา

เฮนรี่กลอกตาทีหนึ่ง “พระเจ้าอดกลั้นต่อบาปในโลกมนุษย์ ขอแค่เพียงนครโซดอมและกอมเมอร์ราห์ยังมีคนชอบธรรมอยู่สิบคน พระองค์จะไม่ทำลายสองนครนี้ แต่ว่าในที่สุดพระองค์ก็ลงโทษสวรรค์ พระองค์ให้คนที่ดีหนีไป และทำลายนครแห่งคนบาปทิ้ง หากมีวันนั้นจริงๆ นะพ่อหนุ่ม” ชายชราชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ฉันเห็นว่านายก็เป็นคนที่ใช้ได้ หากว่ามีวันแบบนั้นจริงๆ นายก็รีบหนีไปเถอะ อย่าหันกลับมามอง หนีไปให้ไกล ออกจากนครแห่งบาปนี้” (4)

ที่ชายชราชอบนำประโยคจากงานประพันธ์มาใช้แต่งเรื่องหลอกลวงนั้นไลก้าชินแล้ว เขาหัวเราะพลางกล่าว “ผมไม่ใช่คนดีอะไร ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เข้าคุกหรอก”

“นายทำอะไรผิดถึงเข้ามาในนี้”

ไลก้านึกไปถึงคำโกหกที่คุณไบรอัน แฟร์แบร์นเตรียมมาให้เขา “ผมขโมยรถสองคันเอาไปขาย”

เฮนรี่เลิกคิ้ว “แค่นี้หรือ”

“...โอเค หลายคัน”

“ทนายของนายจะต้องไร้ประโยชน์มากแน่ๆ” เฮนรี่พูด “ฉันรู้จักเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาขโมยของอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ไม่ถูกจับเข้าคุก แต่ถูกให้บำเพ็ญประโยชน์หนึ่งปีกับสามเดือน”

“ของที่เขาขโมยคงไม่ใช่ของแพงมีค่าอะไร”

“ใครจะไปรู้ บางทีนายน่าจะลองยื่นเรื่องขอลดโทษ...ไปหา ‘นกฮูก’ สิ ให้เขาแนะนำนาย”

“นกฮูกคือใครกัน”

“รองหัวหน้าห้องสมุด พวกเราล้วนเรียกเขาว่า ‘นกฮูก’ นกฮูกแห่งมิเนอร์ว่า (5)

“อาฮ่า! งั้นคุณก็เป็นแอนดี้ (6) ของเรือนจำแคนยอน”

“ใช่ ไม่ผิด”

“ผมควรจะไปหาเขาที่ไหน”

เฮนรี่ยักไหล่ “อาทิตย์หนึ่งเขาจะมาห้องสมุดครั้งหนึ่ง”

“เขาไม่ต้องมาทำงานทุกวันหรือ”

“เวลาส่วนใหญ่เขาจะอยู่ที่ห้องขังของเขา”

“เขาชื่ออะไร” ไลก้าถามอีก “ผมหมายถึงชื่อจริงของเขา ผมคงไม่สามารถเรียกเขาว่าคุณนกฮูกมั้ง”

“เรียกเขาว่านกฮูก เขาชอบชื่อนี้” เฮนรี่บ่นพึมพำ

ดังนั้นไลก้าจึงไม่ถามเรื่องชื่อจริงของ ‘นกฮูก’ อีก

“งั้นคุณเจฟเฟอร์สันล่ะ”

“ฉันทำไม”

“คุณทำผิดอะไรถึงเข้ามาในคุกนี้”

ได้ฟังคำถามนี้เฮนรี่ก็วางงานที่ทำลง เมื่อครู่เขากำลังใช้แปรงเล็กๆ ทำความสะอาดฝุ่นบนสันหนังสือ “นายอยากรู้จริงๆ หรือ พ่อหนุ่ม”

“แน่นอน คุณดูไม่เหมือนคนทำเรื่องชั่วๆ มันเป็นเพราะ...”

“ฉันฆ่าคนตาย” เฮนรี่หันหน้าไปมองหนังสือปกแข็งบนชั้น ชั้นแล้วชั้นเล่า

ไลก้าพลันรู้สึกใจสั่นอย่างน่าประหลาด ชายชราพูดต่อ “นี่ไม่ใช่เรื่องน่าฟังอะไร ฉันเคยมีลูกสาวคนหนึ่ง ลูกสาวคนเดียวของฉันกับภรรยา พวกเราเพิ่งมีลูกสาวคนนี้ตอนพวกเราอายุสี่สิบ การคลอดลูกสำหรับภรรยาของฉันที่อายุมากขนาดนั้นนับว่าเป็นเรื่องลำบาก เธอตายเพราะคลอดลำบาก ดังนั้นจึงเหลือฉันเพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูลูกสาวตัวน้อย”

ดวงตาสีฟ้าอมเทาของเฮนรี่อ้อยอิ่งอยู่บนชั้นหนังสือสูงใหญ่ “เธอฉลาดมากและสวยมาก เหมือนกับแม่ของเธอสมัยสาวๆ ตอนที่เธออายุสิบแปดปี เธอได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง เธอรักหลงรักมันอย่างบ้าคลั่ง ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อมัน ยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อมัน แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไร แค่แวบแรกฉันก็มองออกแล้ว ฉันอยู่มานานขนาดนี้จะมองไม่ออกเลยเชียวหรือว่าคนไหนดีหรือเลว...ฉันเตือนลูกสาว เตือนให้เธอเลิกกับผู้ชายคนนั้นแต่ว่าเธอไม่ฟัง เธอบ้าคลั่งไปกับความรัก ผู้หญิงที่อยู่ในห้วงแห่งความรักล้วนแต่โง่งม”

เฮนรี่หยุดครู่หนึ่งแล้วก็หยิบแปรงเริ่มปัดฝุ่นบนหนังสืออีกครั้งจนฝุ่นปลิวลงมา ไลก้าถาม “ต่อมาล่ะ”

“ต่อมา...ผู้ชายคนนั้นทำการค้าแล้วพบกับปัญหาจนต้องไปกู้เงินนอกระบบ แต่กลับใช้คืนไม่ไหว มันพ่ายแพ้ไปทั้งหมด ไม่มีทางเดินต่อไป ในเวลานี้ แค่มีใครก็ได้โยนเชือกเส้นสุดท้ายมันก็จะดิ้นรนไปคว้าเอาไว้ คนที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบหาตัวมันจนเจอ บอกว่าสามารถลดหนี้ส่วนหนึ่งให้มันได้ ข้อแม้คือต้องช่วยขนส่งยาเสพติด มันตอบตกลงแต่กลับไม่กล้าลุยสู่อันตรายด้วยตัวเอง ดังนั้นมันจึงให้แฟนสาวของมัน...ลูกสาวของฉัน...ไปทำเรื่องนี้แทน เธอตอบตกลงช่วยมันขนยาเสพติดสามครั้ง สองครั้งแรกปลอดภัยไม่มีเรื่องอะไร แต่ครั้งที่สามกลับถูกตำรวจจับได้คาหนังคาเขา ยาเสพติดถูกยึด ลูกสาวฉันเผชิญกับข้อกล่าวหา แต่นี่ไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด คนที่ปล่อยเงินกู้กับคนที่ซื้อขายยาเสพติดกลัวว่าเธอจะซัดทอดถึงพวกมัน ดังนั้นพวกมันจึงฆ่าเธอทิ้ง เธอตายในบ้านของตัวเอง ตำรวจบอกว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพราะกลัวโทษ แต่ฉันไม่เชื่อ เธอเป็นเด็กดีขนาดนั้น เธอศรัทธาในพระเจ้าจะฆ่าตัวตายได้อย่างไร ฉันรู้...เธอจะต้องถูกคนฆ่าตายแน่นอน แต่ไม่มีใครฟังฉัน ไม่มีใครยอมช่วยเหลือฉัน ฉันเคยไปหาทั้งตำรวจ ทนาย นักข่าว กระทั่งนักสืบเอกชน แต่พวกเขาล้วนบอกว่าช่วยฉันไม่ได้ บอกว่าหาหลักฐานไม่ได้ กระทั่งบอกว่าฉันเป็นโรคหมกมุ่น ฉันไม่มีทางเลือกจึงได้แต่อาศัยตัวเอง ฉันต้องแก้แค้นให้ลูกสาว ก่อนอื่นคนที่สมควรตายคือผู้ชายที่ทำร้ายลูกสาวฉัน ฉันพกปืนกระบอกหนึ่งไปหามัน ตอนที่เจอมัน มันอยู่ในไนต์คลับเต้นเปลื้องผ้าสำมะเลเทเมา มันกับพวกพรรคหมาพวกจิ้งจอกเพื่อนของมันเดินออกมาจากไนต์คลับ มันเมาจนขนาดพูดยังไม่ชัด และก็จำฉันไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงก้าวเข้าไปยิงมัน เดิมคิดว่าหลังจากฆ่ามันแล้วค่อยไปหาคนปล่อยเงินกู้ แต่ไปได้ไม่ไกลเท่าไร เพื่อนของผู้ชายคนนั้นก็ตามมาคิดจะจัดการฉัน ฉันยิงออกไปอีกสองนัด ยิงถูกขาคนหนึ่ง แต่ปืนของฉันถูกคนอื่นแย่งไป ฉันแก่แล้วการเคลื่อนไหวก็ชักช้า พวกมันสิที่หนุ่มแน่นมีกำลัง ฉันถูกส่งตัวไปโรงพัก ฉันบอกพวกคนขโมยเงินภาษีชาวบ้านว่าผู้ชายคนนั้นควรได้รับโทษแต่ไม่มีใครเชื่อฉัน คนปล่อยเงินกู้และขายยาปิดบังทุกอย่างจนหมดจด ฉันเดาว่าผู้ชายคนนั้นตายแล้ว พวกมันอาจจะดีใจกันไม่หวาดไม่ไหวเพราะคนที่รู้แผนชั่วของพวกมันน้อยลงไปอีกคน...ก็ตามที่ฉันเล่ามา”

ฟังที่เฮนรี่เล่าจบก็เงียบงันอยู่นาน ที่แท้คุณเฮนรี่ที่ดูเย็นชา เบื้องหลังกลับมีเรื่องราวเช่นนี้ เขานึกภาพออกมาภาพหนึ่ง บนถนนในชิคาโกยามค่ำ ชายชราผมขาวคนหนึ่งถือปืนหนึ่งกระบอก เดินอยู่ภายใต้แสงไฟนีออนและเงามืด เขาเป็นฆาตกรฆ่าคน เป็นบิดาที่สูญเสียลูกสาว เป็นเทพีแห่งการแก้แค้นที่ยิงธนูออกไป เป็นคนธรรมดาที่สุดคนหนึ่ง แต่กลับเลือกเส้นทางที่หันหลังกลับไปไม่ได้

“คุณไม่ควรทำแบบนี้” ไลก้ากล่าวเสียต่ำ “จะต้องมีทางอื่นอีกแน่นอน” เช่นว่าจ้างนักฆ่าอาชีพ ตัวไลก้าเองก็เคยรับงานประเภทนี้มาไม่น้อย แก้แค้นเพื่อพ่อแม่ แก้แค้นเพื่อลูก แก้แค้นเพื่อคนรัก แก้แค้นเพื่อเพื่อน กระทั้งลงมือเพื่อคนที่ไม่รู้จัก แค่เพื่อความชอบธรรมอย่างบริสุทธิ์ นักฆ่าแยกตัวออกจากกฎหมาย ไม่อยู่ในขอบเขตของโลก คนที่ว่าจ้างนักฆ่า นอกจากใช้เงินกับแบกรับความผิดชอบชั่วดีในจิตสำนึกแล้ว จริงๆ แล้วไม่ต้องรับภาระอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น

“ฉันไม่รู้” เฮนรี่กล่าว

เขาหยิบหนังสือ ‘สมัญญาดอกกุหลาบ’ ลงมาจากชั้นหนังสือ “หนังสือเล่มนี้ไม่ควรวางที่นี่ มันอยู่ผิดที่...เหมือนกับคนมากมายเช่นกัน”

เขาทำความสะอาดจนสะอาด หยิบมันลงบนรถเข็นอีกครั้ง

ช่วงบ่ายไลก้าไปที่ห้องยารับยา กลืนยาลงไปต่อหน้าเภสัชกร เภสัชกรตรวจลิ้นของเขาให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ซ่อนยาไว้ใต้ลิ้น ไลก้าคิดว่าเภสัชกรนั้นระมัดระวังกับเรื่องเล็กน้อยมากเกินไป มันก็แค่ยาแก้หวัดเท่านั้น ไม่ใช่ยาอันตรายเสียหน่อย

ต่อมาเขาไม่ได้ไปดื่มด่ำกับเวลาพักอันมีค่าที่สนาม แต่ว่าไปพบผู้บัญชาการเรือนจำ ต้องการพบผู้บัญชาการเรือนจำนั้นง่ายมาก เขาไปหาผู้คุมบอกเป้าหมายของเขาตรงๆ ผู้คุมพิจารณาเขาที่ท่าทางพิลึกครู่หนึ่ง สุดท้ายไม่พูดอะไร พาเขาไปห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำ

ผู้บัญชาการเรือนจำยังคงมีสีหน้าอมทุกข์อยู่เช่นเดิม ห่อตัวอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ เดิมทีตัวเขาก็ไม่สูงอยู่แล้ว โต๊ะตัวมโหฬารนั่นยิ่งทำให้เห็นถึงความตัวเล็กของเขา เขาเหมือนกับสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ตื่นตัวไปซ่อนหลังพุ่มไม้เตี้ยๆ เอาโต๊ะเขียนหนังสือนั่นเป็นโล่กำบังราวกับทำเช่นนี้แล้วจะสามารถปกป้องเขาได้

“ไลก้า โมเน็ต” เสียงของผู้บัญชาการเรือนจำแหลมเล็ก “คิดไม่ถึงว่านายจะมาหาฉันเร็วขนาดนี้ มีอะไรให้ฉันรับใช้ไหม”

ไลก้าตรงเข้าประเด็นทันที “ฉันอยากเปลี่ยนห้องขัง”

“ที่นี่คือเรือนจำไม่ใช่หอพักนักศึกษา นายคิดอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้งั้นหรือ”

“ผมรู้ว่าแค่ติดสินบนผู้คุมก็เปลี่ยนห้องได้ตามสบาย” ไลก้าไม่พอใจนัก “คุณต้องการเท่าไร คุณไบรอัน แฟร์แบร์นยินดีจ่ายเงินก้อนนี้แน่นอน”

ผู้บัญชาการเรือนจำร้อง “อืม” คำหนึ่ง “ตอนนี้นายอยู่ห้องเดียวกับดัตติโน นาคาเรร่าใช่ไหม ”

“ตอนนี้เขาอยู่ในห้องกักตัว รอจนเขาออกมาผมก็คงต้องไปนอนห้องพักคนป่วยแล้ว!” ไลก้าโบกแขนข้างที่มีเฝือกอย่างโมโห

ผู้บัญชาการเรือนจำเคาะมือทั้งสองข้างลงกับโต๊ะอย่างไม่สงบ “คุณโมเน็ต ไม่ใช่ว่าฉันไม่ยอมช่วย ฉันยินดีแต่ไร้หนทางจริงๆ”

“แค่เปลี่ยนห้อง แค่ประโยคเดียวเรื่อง...”

“...เหมือนกับที่เบื้องหลังคุณมีคุณไบรอัน แฟร์แบร์น...ดัตติโน นาคาเรร่าก็มีอิทธิพลพิเศษหนุนหลังเช่นกัน” ดวงตาของผู้บัญชาการเรือนจำกลอกไปมา พูดเรื่องนี้ราวกับทำให้เขารู้สึกเครียดอย่างยิ่ง “ไม่อย่างนั้นเขาจะกล้ากร่างไม่สนใจใครแบบนี้หรือ!”

“เบื้องหลังเขามีอิทธิพลอะไร”

ผู้บัญชาการเรือนจำถลึงตามองเขาอย่างโมโห “นี่ฉันพูดไม่ได้หรอกนะคุณโมเน็ต ก็เหมือนกับที่ฉันไม่สามารถบอกฐานะของท่านผู้นั้นเบื้องหลังคุณให้กับคนอื่น”

ไลก้าประทับตา ‘คนสองหน้า’ ให้แก่ผู้บัญชาการเรือนจำในใจ เขาคิดไปถึงคำพูดของคุณไบรอัน แฟร์แบร์นก่อนที่จะเข้ามาในคุก “ไม่สามารถบอกเนื้อหาของภารกิจให้ใครก็ตามฟัง ต่อให้ติดต่อกับผมก็ไม่สามารถพูดถึงภารกิจ ความคืบหน้าของภารกิจก็พูดได้ต่อหน้าผมเท่านั้น ผู้บัญชาการเรือนจำจะเป็นเพื่อนของคุณ คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากเขาได้ แต่ไม่สามารถเชื่อเขาได้ทั้งหมด” ตอนนี้ไลก้าเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณไบรอัน แฟร์แบร์นถึงเตือนให้เขาระวังผู้บัญชาการเรือนจำผู้นี้ คนผู้นี้ไม่ใช่พันธมิตรที่เชื่อถือได้ แต่เป็นคนกลางที่เล่ห์เหลี่ยมจัด ใครที่มีผลประโยชน์เขาก็จะเปลี่ยนเป็นหมาไนวิ่งตามเลือดสดและชิ้นเนื้อ

คุณไบรอัน แฟร์แบร์นยังบอกอีกว่า “เป้าหมายของคุณคืออับราฮัม เคลล็อก แต่นั้นไม่ใช่ชื่อจริงของเขา ในคุกเขาใช้อีกชื่อหนึ่ง กระทั่งผมยังไม่รู้ว่าชื่อนั้นคืออะไร คุณต้องอาศัยแรงกำลังของคุณหามันมา ในเรือนจำมีคนของเขา แถมยังมี The Hangman จึงไม่สามารถเชื่อใครได้ทั้งสิ้น ข่าวกรองที่น่าเชื่อถือมีอยู่สามอย่าง ข้อแรกคือเวลาที่อับราฮัมเข้าคุก...เมื่อยี่สิบปีก่อน อีกข้อหนึ่งคือเขาจะถูกปล่อยตัวในเดือนสี่ ข้อสามคืออายุของเขา วันเดือนปีเกิดบนเอกสารของเขาไม่ตรง แต่อายุเขาต้องเกินหกสิบปีแล้วแน่ๆ ผมมีรูปของเขารูปหนึ่ง แต่ว่าเวลาผ่านไปยี่สิบปี เกรงว่าหน้าตาของเขาคงเปลี่ยนไปนานแล้ว ดังนั้นจึงเป็นได้เพียงเอกสารประกอบการพิจารณาเท่านั้น ภารกิจเช่นนี้ยากลำบาก ดังนั้นผมจึงยินดีจ่ายค่าตอบแทนจำนวนมาก อย่าทำให้ผมผิดหวังคุณ The Mist”

ไม่สามารถเปิดเผยข่าวสารใดๆ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำรู้ได้ ดังนั้นไม่สามารถหาตัวอับราฮัมได้จากเขา...ไลก้าต้องคิดวิธีอื่น

“ผมต้องการเข้าห้องเก็บเอกสาร” เขากล่าว “ผมต้องการค้นเอกสารนักโทษ”

ริมฝีปากของผู้บัญชาการเรือนจำสั่นราวกับไม่ยินยอม

“ทำไม นี่ก็ไม่ได้หรือ”

“ประตูห้องเก็บเอกสารถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ตอนเข้าประตูนอกจากต้องใช้กุญแจแล้วยังต้องรูดบัตรยืนยันตัวตน ทุกครั้งที่เปิดประตู คอมพิวเตอร์หลักของเรือนจำจะมีการเก็บข้อมูล รูดบัตรของใครก็จะบันทึกชื่อคนนั้น และเบื้องบนก็จะมีการตรวจสอบบันทึกเหล่านี้”

“ผมรู้มาว่ามีนักโทษคนหนึ่งดูแลเอกสาร” ไลก้ากล่าว “เขายังเป็นรองหัวหน้าห้องสมุดด้วย เขาทำอย่างไรถึงได้งานนี้ล่ะ”

ผู้บัญชาการเรือนจำเลียริมฝีปาก “เขาไม่ใช่คนที่ผมแต่งตั้ง ก่อนที่คนก่อนหน้าผมจะขึ้นตำแหน่ง เขาก็ดูแลเอกสารและห้องสมุดอยู่แล้ว”

“เขาช่วยคุณหลบภาษีแล้วก็ฟอกเงินด้วยหรือเปล่า”

“คุณโมเน็ต! ได้โปรดอย่าพูดพล่อยๆ” ผู้บัญชาการเรือนจำเสียงดังขึ้น

“ผมไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น คุณผู้บัญชาการเรือนจำ ผมแค่ต้องการเข้าห้องเอกสารไปค้นข้อมูลเล็กน้อย”

ผู้บัญชาการเรือนจำใกล้จะระเบิดอารมณ์แล้ว เหมือนกับปลาปักเป้าที่พองจนเป็นลูกกลมๆ จากนั้นเขาลดความโกรธลงอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นคนเตี้ยห่อตัวเองอีกครั้ง

“คุณสามารถรูดบัตรผมเข้าไปได้” เขาพูดอย่างอ่อนแอ “แล้วก็กุญแจของผม แต่ว่าเข้าไปได้แค่ห้องเอกสาร มะรืนนี้คุณต้องคืนบัตรและกุญแจให้ผม”

“ไม่มีปัญหา ต่อให้โดนเบื้องบนตรวจบันทึกก็ไม่มีอะไร ผู้บัญชาการเรือนจำเข้าห้องเก็บเอกสารมีอะไรประหลาดหรือ” ไลก้าพูดอย่างไม่รู้สึกอะไร

ผู้บัญชาการเรือนจำแกะพวงกุญแจออกจากเอว หยิบกุญแจสีทองเหลืองจากในนั้นออกมา ดูไปแล้วเหมือนเป็นกุญแจที่ไม่ได้ใช้งานมานานมาก จากนั้นเขาก็เปิดลิ้นชักออก หาบัตรสีดำล้วนทั้งใบออกมา วางของทั้งสองสิ่งนี้ลงบนโต๊ะ ทำท่าให้ไลก้าหยิบมันไปราวกับไม่ยินยอมสัมผัสร่างกายใดๆ กับไลก้า

“ขอบคุณ” ไลก้ายกมุมปาก เอากุญแจและบัตรใส่ลงไปในกระเป๋ากางเกง “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านผู้บัญชาการเรือนจำ”

ผู้บัญชาการเรือนจำกระโดดเหยงขึ้นราวกับแมวตกใจ “ยังมีเรื่องอะไรอีก” เขาแทบจะกรีดร้องยามพูดออกมา

ไลก้าหยิบปากกาแท่งหนึ่งออกมาจากกล่องใส่ปากกาบนโต๊ะ แล้วก็อุกอาจฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากสมุดโน้ตและเขียนตัวอักษรลงไป

“เอาตัวอักษรเหล่านี้ส่งไปที่อีเมล์นี้ จากนั้นจะมีคนส่งของส่วนหนึ่งมาให้ผม รอจนคุณได้รับของเหล่านั้น ขอให้คุณเรียกผมมาแล้วเอาของให้ผม”

ผู้บัญชาการเรือนจำจ้องตัวอักษรสีดำบนนั้น “นี่เป็นภาษาของชาติไหนน่ะ ทำไมฉันถึงอ่านไม่ออก”

ที่ไลก้าเขียนลงไปคือรหัสลับกลุ่มหนึ่ง มีเพียงคนจัดสินค้าของเขาถึงอ่านรู้เรื่อง เขาบอก “อ่านไม่ออกสิถึงดี คุณส่งเมลล์เสร็จแล้วจำไว้ว่าต้องเผากระดาษทิ้ง หั่นให้เป็นชิ้นหรือโยนลงในท่อน้ำ...ห้ามพิมพ์ผิดเด็ดขาด เพราะไม่งั้นไม่แน่ว่าของที่ส่งมาอาจจะเป็นผงเชื้อแอนแทรกซ์ก็ได้”

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้บัญชาการเรือนจำกระตุก เขาจ้องไลก้าเหมือนกับจ้องคนที่ฆ่าพ่อของตัวเอง ราวกับสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังนั้นสามารถทะลุสมองของไลก้าได้ ไลก้าสอดปากกาลงในกล่องใส่ปากกาเหมือนเดิมก่อนจะตบๆ เสื้อนักโทษ “งั้นผมลาล่ะ”

“ระวังตัวด้วย คุณโมเน็ต” ผู้บัญชาการเรือนจำพูดเสียงแผ่ว “ดัตติโน นาคาเรร่าถูกขังอยู่ในห้องกักตัวไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยแล้ว ในคุกนี้ยังมีคนอีกมากมาย...ที่ไม่หวังดี”

ไลก้าชะงักฝีเท้า “คุณจะบอกอะไร”

“แค่เตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น” เสียงของผู้บัญชาการเรือนจำเบาลงเรื่อยๆ ราวกับมีคนปรับลดเสียงจนค่อยๆ ปิดลง “ไบรอัน แฟร์แบร์นส่งคนเข้ามาหลายคน คนที่กลับไปครบสามสิบสองจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสักคน”

ไลก้าครุ่นคิดคำของผู้บัญชาการเรือนจำ นึกรู้ว่าคนมากเล่ห์นั้นจะบอกใบ้อะไร

ในเรือนจำแคนยอนมีไอสังหารกระจายไปทั่ว…

และ The Hangman ก็อยู่ที่นี่…

“ขอบคุณสำหรับความหวังดี” ไลก้าหันหลังกลับ “มีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องการสอบถามคุณ”

“อะไรหรือ”

“นักโทษที่ดูแลห้องเก็บเอกสารนั่น เขาชื่ออะไรครับ”

“เขาชื่อเอ็ดเวิร์ด แกลโล มีฉายาในคุกว่า ‘นกฮูก’ ”

ไลก้าจดจำชื่อนี้ “ขอบคุณมากครับ” เขากล่าว

 

w            w            w

 

ตอนที่ผู้คุมมาหาไลก้า เขากำลังทำงานอยู่ที่ห้องสมุด มีหนังสือใหม่อีกส่วนหนึ่งเข้าห้องสมุด เขากับคุณเฮนรี่กำลังยุ่งกับการแบ่งหมวดหมู่ ติดเครื่องหมาย กรอกเลขบาร์โค้ด นี่เป็นงานที่จุกจิกน่าเบื่อ ไลก้าเบื่อมาตั้งนานแล้ว ดังนั้นการมาถึงของผู้คุมจึงทำให้เขารู้สึกดีใจ

“ไลก้า โมเน็ต มีคนอยากพบคุณ”

“ใครกัน” เขาถาม

“ทนายความของคุณ”

เฮนรี่ทำปากบอกให้ไลก้าจัดการทิ้งซะ

แน่นอนว่าไลก้าไม่ทำเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้ต้องการให้ทนายมาช่วยเขาออกจากคุกจริงๆ ‘ทนายความ’ ผู้นี้ น่าจะเป็นคนที่คุณไบรอัน แฟร์แบร์นส่งมาติดต่อกับเขา

ไลก้าทายถูกเป็นส่วนใหญ่ ทนายนั้นมาติดต่อจริงๆ แถมยังไม่ใช่ว่าส่งใครมา...แต่เป็นคุณไบรอัน แฟร์แบร์นตัวเป็นๆ

หัวหน้า ‘โทเทม’ คนใหม่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะในชุดสูท สวมแว่นตาเหมือนกับพวกคนที่ดูดีแต่ภายนอกบนถนนวอลสตรีท

“ลมอะไรหอบคุณมาถึงที่นี่...คุณ”

“ครูซ...ทนายของคุณ” ไบรอัน แฟร์แบร์นยิ้มน้อยๆ ทำท่าให้ไลก้านั่งลง “ผมเคยบอกแล้วว่าจะไม่มีทางส่งคนอื่นมาปรึกษาเรื่องความคืบหน้า”

ไลก้านั่งลงบนโต๊ะอีกด้าน “ผมไม่คิดว่าคุณ...จะมาด้วยตนเอง”

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา” หัวหน้าคนใหม่กล่าว “คุณโทรศัพท์มา มีเหตุการณ์อะไรนอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นหรือเปล่า” เขาบุ้ยปากมาที่เฝือกที่แขนไลก้า

“คุณให้ผมไปแอฟริกาล่าละมั่ง แต่กลับไม่บอกว่าที่นั่นแม่งยังมีช้างป่าตกมันอีกเป็นฝูง”

รอยยิ้มของคุณไบรอัน แฟร์แบร์นยังคงเป็นธรรมชาติ แต่ว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความฉงน

“อะไรฝูงหนึ่งนะ”

“ดัตติโน นาคาเรร่า...เคยได้ยินชื่อนี้ไหม”

“ไม่เคย เป็นคนอเมริกาใต้หรือ”

“เป็นคนอิตาลี” ไลก้ารู้สึกว่าไหล่ซ้ายเริ่มเจ็บ “พี่ใหญ่ของเรือนจำแคนยอน...”

“เขาทำอะไรนาย”

“ความอัปยศหลายอย่าง ผมไม่อยากพูดถึงจริงๆ ให้ตายเถอะ”

สีหน้าของคุณไบรอันเปลี่ยนเป็นลึกลับ “ผมคิดว่า...กำลังของคุณพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“งั้นคุณจ้างเขาแล้วกัน”

“เอ่อ...ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น คุณ The Mist”

ไลก้าเปลี่ยนท่านั่งบนเก้าอี้แข็ง “ผู้บัญชาการเรือนจำที่รักของพวกเราบอกว่า เบื้องหลังดัตติโน นาคาเรร่ามีอิทธิพลหนุนหลัง ผมให้เขาเปลี่ยนห้องขังให้ผมเขาก็ไม่ยอม เขากลัวอิทธิพลนั่น...เหมือนกับเกรงกลัวโทเทม” เขาใส่สีตีไข่

คุณไบรอัน แฟร์แบร์นขยับตัวอย่างไม่สงบ “ผมจะไปตรวจสอบ ในเมื่อเป็นคนอิตาลี งั้นก็อาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลมาเฟียท้องถิ่น เพียงแต่ว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน บางทีอาจจะเป็นชื่อปลอม...โทเทมกับตระกูลมาเฟียแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หากว่าสามารถหาตัวดัตติโน นา...”

“ดัตติโน นาคาเรร่า”

“...หากหาได้ว่าหัวหน้าของนาคาเรร่าคือใคร ผมจะให้เขาออกคำสั่งให้ช้างป่านี่ไปไกลจากคุณ”

“ขอบคุณเป็นอย่างสูง”

“งั้น...จะว่าไปแล้ว ความคืบหน้าของภารกิจคุณเป็นอย่างไร”

“เอ็ดเวิร์ด แกลโลคุณคุ้นชื่อนี้ไหม”

คุณไบรอันส่ายหน้า “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“งั้นก็ช่างเถอะ เพราะอย่างไรก็ไม่ใช่ชื่อจริง”

“คุณคิดว่าเขาคืออับราฮัม เคลล็อกหรือ”

“ผมก็ไม่รู้ แต่ว่าเป็นไปได้ ผมได้รับกุญแจห้องเก็บเอกสารมา ผมจะรีบไปตรวจสอบ”

คุณไบรอันแสดงสีหน้ายินดี “ฉันจะคอยฟังข่าวดี”

 

w            w            w

 

ในอาทิตย์หนึ่งจะมีสองวันที่ห้องสมุดจะปิดตอนเวลาพัก วันอื่นๆ เฮนรี่จะอยู่เวรที่นั่นเพื่อจัดการเรื่องยืมคืนหนังสือของนักโทษ รวมถึงคอยเตือนไม่ให้พวกเขามาทำตัวพาลพาโลบนอาณาเขตของเขา เฮนรี่บอกว่ารอให้แขนของไลก้าหายดีเสียก่อนทั้งสองคนจึงจะสลับกันเข้าเวร ไลก้ารีบแสดงตนว่าเขายินดีที่จะอุทิศตนให้กับโถงความรู้นี้

วันนี้พอดีกับที่เป็นวันหยุด ประตูใหญ่ของห้องสมุดล็อก แต่ว่านี่ไม่เป็นปัญหาสำหรับไลก้า เขาเป็นพนักงานของห้องสมุด แน่นอนว่าก็ต้องมีกุญแจประตูใหญ่ วันแรกที่มาถึงห้องสมุดเฮนรี่ก็มอบกุญแจให้เขาแล้ว

ในห้องสมุดเงียบเชียบ ในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นกระดาษราวทุกสิ่งอย่างที่สะสมมาตกตะกอนอยู่ในที่แห่งนี้ ไลก้าปิดประตูลง ค่อยๆ ย่องขึ้นไปชั้นสอง ชั้นสองมีชั้นหนังสือว่าง ๆ สิบกว่าชั้น พื้นที่นอกเหนือจากนั้นเป็นโกดัง ห้องน้ำและห้องทำงานอีกไม่กี่ห้องที่ไม่รู้ให้ใครใช้ ข้างๆ ห้องทำงานคือห้องเก็บเอกสาร ห้องเก็บเอกสารนี้สร้างเหมือนกับห้องเซฟในธนาคาร ประตูใหญ่เป็นสแตนเลส ไม่เหมือนกับห้องทำงานอื่นๆ ที่เป็นประตูไม้ บนประตูนอกจากจะมีรูกุญแจแล้วยังมีเครื่องอ่านบัตร ไลก้าไม่รู้ว่าควรรูดบัตรก่อนหรือว่าปลดกลอนออกก่อน ดังนั้นเขาจึงลองสอดกุญแจลงในช่องแล้วบิด ปรากฏว่ากุญแจไม่ขยับ เขาเลยหยิบบัตรยืนยันตัวตนเสียบเข้ากับเครื่องอ่าน จากนั้นเสียง ‘ปิ๊บ’ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง บนเครื่องอ่านบัตรมีไฟสีเขียวสว่างขึ้น ตอนนี้ลองบิดกลอนอีกทีก็ขยับได้แล้ว

ไลก้าผลักประตูสแตนเลส อากาศอับชื้นเข้าปะทะเขาราวกับเข้าไปยังสุสานโบราณ เขาดึงกุญแจออกรู ดึงบัตรออกจากเครื่องอ่านและปิดประตูลง

ห้องเก็บเอกสารใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก เอกสารจำนวนมากแบ่งแยกตามประเภทใส่ไว้ในแต่ละลิ้นชัก ไลก้าดึงลิ้นชักสองสามช่องเพื่อตรวจเอกสารในนั้น เขาพบว่าพวกมันจัดวางตามลำดับโดยละเอียดและมีประสิทธิภาพ เอกสารของนักโทษเรียงตามตัวอักษรแรกของนามสกุล เอกสารที่เกี่ยวกับเรือนจำกลับใช่วิธีการแบ่งโดยเรียงตามปี ต้องยอมรับว่าเอ็ดเวิร์ด แกลโลจัดการเอกสารในห้องเก็บเอกสารได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ช่วยประหยัดเวลาให้ไลก้าได้ไม่น้อยเลย

ไลก้าหารายชื่อนักโทษที่ได้รับปล่อยตัวอย่างรวดเร็ว คนที่ถูกปล่อยตัวในเดือนสี่มีทั้งหมดสิบเจ็ดคน ไลก้าแยกหาเอกสารของสิบเจ็ดคนนี้ เขาตัดสิบสองคนที่อายุไม่ตรงตามข้อมูลออก ในคนที่เหลืออีกห้าคนปรากฏชื่อของเอ็ดเวิร์ด แกลโลเป็นหนึ่งในนั้น

บังเอิญเกินไปไหม...ไลก้าสงสัย บุคคลลึกลับที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เหมือนในเรื่อง ‘รอการมาของโกโดต์’ (7) โกโดต์ที่ไม่เคยปรากฏตัวเลยคือคนที่เขากำลังตามหาหรือเปล่า

เขาพลิกเอกสารของเอ็ดเวิร์ด แกลโล แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่า ‘โกโดต์’ ผู้นี้กลับไม่ตรงกับเงื่อนไข อับราฮัมเข้าคุกมาเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่บนเอกสารของเอ็ดเวิร์ด แกลโลกลับเขียนว่าเวลาที่เขาเข้าคุกคือยี่สิบสามปีก่อน หลังจากอยู่ที่คุกอื่นนานหกปีถึงถูกส่งตัวมาที่เรือนจำแคนยอน

ไลก้าถอนหายใจก่อนจะวางเอกสารของเอ็ดเวิร์ด แกลโลกลับเข้าในลิ้นชัก นี่ไม่มีอะไร...เขาคิด ก็เหมือนกับในนิยายสืบสวนสอบสวน คนที่น่าสงสัยที่สุดกลับไม่ใช่ฆาตกร

เขาพลิกเอกสารของสี่คนที่เหลืออ่าน ที่ทำให้เขาตกใจและหวาดหวั่นก็คือไม่มีคนไหนสอดคล้องกับข้อมูลของอับราฮัมที่ว่าอายุเกินหกสิบปี เข้าคุกมายี่สิบปี พ้นโทษติดทัณฑ์บนเดือนสี่ คนที่สอดคล้องกับข้อมูลทั้งสามกลับไม่มีอยู่!

หรือว่าข่าวกรองของคุณไบรอัน แฟร์แบร์นผิดพลาด

หรือว่า...เอกสารถูกแก้ไขแล้ว

ในใจของไลก้าเย็นเยียบ กระทั่งข่าวสารพื้นฐานยังไม่ถูกต้องแล้วเขาจะทำภารกิจให้สำเร็จได้อย่างไร

ไลก้ากัดริมฝีปาก บังคับให้ตัวเองใจเย็นลง บางทีอาจจะมีส่วนไหนผิดพลาด หากว่าอับราฮัมไม่ได้พ้นโทษโดยติดทัณฑ์บนเดือนสี่ล่ะ หากว่าเขาไม่พ้นโทษ แต่เป็นรับโทษเต็มจำนวนแล้วจึงออกจากคุกล่ะ จุดที่แตกต่างเล็กๆ ใดๆ ก็ตามสามารถก่อให้เกิดความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

ดังนั้นไลก้าจึงหารายชื่อนักโทษที่รับโทษครบเวลา และจะถูกปล่อยตัวในเดือนสี่ เขาเจออีกชื่อหนึ่งที่คุ้นเคย...ดัตติโน นาคาเรร่า

“ถึงแม้เขาไม่ใช่อับราฮัม แต่ฉันก็ควรดูเอกสารเขา” ไลก้าพูดในใจ “บางทีอาจจะเข้าใจว่าเขาสังกัดกับกลุ่มอิทธิพลไหน จริงๆ แล้วเขามีฐานะอะไร”

คิดได้เช่นนี้ไลก้าจึงพลิกเปิดเอกสารของดัตติโน รูปที่ถ่ายดัตติโนตอนเข้าคุกนั้นสว่างสดใส เหมือนกับดาราฮอลลีวู้ด รายละเอียดของเขาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อาชีพก่อนเข้าคุกคือผู้จัดการบริษัทประกันภัย (สมัยนี้ฝีมือของผู้จัดการบริษัทประกันภัยล้วนดีขนาดนี้เลยหรือ) ยังไม่แต่งงาน บันทึกความน่าเชื่อถือเยี่ยมยอด บิดาเป็นคนอิตาลี มารดาเป็นคนอเมริกัน เข้าคุกด้วยข้อหาซ่อนสิ่งเสพติด เวลาเข้าคุกคือเมื่อหกเดือนก่อน...พอดีกับที่คุณไบรอันเสนอมอบหมายภารกิจให้ไลก้า

นี่ก็เป็นเรื่องบังเอิญหรือ…

ไลก้าไม่ทันคิดให้ลึกซึ้ง เพราะในทันใดนั้น สิ่งที่เยียบเย็นและแข็งขึงจ่อลงที่แผ่นหลังของเขา

“ห้ามขยับ” เสียงด้านหลังทุ้มต่ำ เสียงดูมีอายุแต่ก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามกล่าว “วางของในมือลง ยกมือขึ้น ห้ามหันกลับมา”

 

 

Top Hit


Special Deal