new

[ทดลองอ่าน] - ฤาขันที มิอาจมีรัก

ผู้แต่ง : 蒟蒻 (Ju Rou)

วาดภาพปก : Leila
ผู้แปล :
เซียงเซียง 



- ๑ -

 

“เจ้าชื่ออะไร”

ผู้ถามคือขันทีเฒ่าที่ใบหน้าเหมือนก้อนหมั่นโถว หนังตาบวมหนาจับจ้องขันทีน้อยที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า

“บ่าวชื่อ...ฉินเต๋อเป๋า”

ขันทีน้อยท่าทางไม่เกินสิบสามสิบสี่ขวบ นิ้วมือกำชายเสื้อแน่น ก้มหน้าต่ำ

“เดิมรับหน้าที่อยู่ที่ไหน” สุ้มเสียงแหลมเล็กไม่เร่งไม่ช้าถามต่อ

“เดิม…เดิมอยู่อุทยานหงเต๋อขอรับ”

“เจ้ารู้จักข้าหรือไม่”

ขันทีน้อยเงยหน้านิดหนึ่ง กวาดมองก้อนซาลาเปานั้นแค่แวบเดียวแล้วตอบ “รู้…รู้จัก กงกงคือหวงกงกงของสำนักพระบรรทม”

“อืม” ขันทีเฒ่าคล้ายพึงใจอยู่บ้าง “ย้ายมาที่นี่กี่วันแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าค่อยเริ่มคลายจากอาการเกร็ง ปากคอฉาดฉานในยามปกติก็ค่อยๆ กลับคืนมาเมื่อเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “เรียนกงกง เกือบสองเดือนแล้วขอรับ”

ขันทีเฒ่าแซ่หวงหลับตาผงกศีรษะขึ้นลง “หลายวันนี้เพิ่งเกษียณขันทีสูงวัยออกจากวังไปชุดหนึ่ง ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อแจกจ่ายงานชั้นดี”

ฉินเต๋อเป่าฉีกยิ้มกว้าง ถลันเข้าไปคุกเข่าบีบนวดเท้าให้ขันทีเฒ่า “กงกง ท่านว่า…”

ขันทีเฒ่าแย้มยิ้มเช่นกัน สุ้มเสียงแหลมเล็กอย่างยิ่ง “ข้าดูไม่ผิดจริงๆ เจ้าลิงน้อยตัวแสบช่างหัวไวนัก สมควรมีงานชั้นดีให้เจ้าเป็นรางวัล”

ฉินเต๋อเป่าอุทานอย่างตื่นเต้น “เป็นงานอันใดหรือขอรับ”

หวงกงกงกลับยังอมพะนำ “ข้าถามเจ้าหน่อย ในวังนี้ผู้ใดเป็นที่ทรงโปรดที่สุด”

ฉินเต๋อเป่าทำท่าครุ่นคิด “ตอนบ่าวทำงานอยู่ที่อุทยานหงเต๋อ ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่ทรงแต่งตั้งฮองเฮาเสียที ดังนั้นผู้มีอำนาจสูงสุดของวังหลังย่อมเป็นพระสนมเอกเต๋อเฟย”

หวงกงกงทำสุ้มเสียงหมั่นไส้อย่างไม่เห็นด้วย “เชอะ พวกจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์บังหน้า ปีหนึ่งยังพบพระพักตร์ฝ่าบาทไม่ถึงสองครั้งด้วยซ้ำ นับเป็นที่โปรดปรานอะไรกัน”

“เช่นนั้น...หรือจะเป็นพระสนมอวิ๋น?”

หวงกงกงส่ายหน้าเหมือนเดิม “แม้พระสนมอวิ๋นจะให้กำเนิดพระโอรสสององค์ แต่ฝ่าบาทก็มิได้ทรงโปรดปรานสักเท่าไร”

ฉินเต๋อเป่ามุ่นคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก “บ่าวได้ยินว่า องค์หญิงหก พระธิดาในพระสนมฉีของตำหนักชิงจื่อคือคนที่ฝ่าบาททรงรักทรงเอ็นดูที่สุด แต่เสียดายที่วิกลจริต…” พูดถึงตรงนี้พลันรีบยกมือปิดปาก เหลือบมองขันทีเฒ่าตรงหน้าแวบหนึ่ง

หวงกงกงกลับผุดยิ้มบางๆ “นับว่าเจ้าทายถูกกึ่งหนึ่งแล้ว นี่เป็นความลับที่คนในวังล้วนรู้กันทั่ว ไม่คิดว่าเจ้ากลับเดาอยู่นาน จะว่าไปก็ไม่แปลก เจ้าขลุกอยู่กับพวกขี้ข้าตรงอุทยานหงเต๋อที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเหล่านั้น ย่อมไม่เคยได้ฟังข่าววงในแบบนี้ จากนั้นยังถูกส่งมาดูแลดอกไม้ใบหญ้าแถวนี้อีก หรือเป็นต้นไม้พวกนี้ซุบซิบให้เจ้าฟัง”

ฉินเต๋อเป่าได้แต่ยิ้มแห้ง “กงกงโปรดชี้แนะ…”

ขันทีเฒ่ายิ้มแฉ่งจนผิวหน้าย่นยู่เป็นก้อน ก่อนก้มลงไปกระซิบเสียงค่อย “ในวังนี้ยังมีใครเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าหัวหน้าฝ่ายดูแลสถานที่ท่านนั้น…”

ใบหน้าฉงนของฉินเต๋อเป่านิ่งค้างอยู่นาน ก่อนกระตุกวูบเหมือนนึกขึ้นได้เฉียบพลัน “เหลี่ยว…”

หวงกงกงยื่นมือไปปราม “มิผิด วันนี้ข้าจะให้เจ้าไปรับใช้เขา รีบเก็บสัมภาระเถอะ”

ฉินเต๋อเป่าตกใจจนพูดไม่ออก กลับโดนอีกฝ่ายผลักให้เดินไป

 

v          v          v

 

                นามของคนผู้นี้แม้ไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่กลับมีข่าวลือหลายครั้ง ซึ่งค่อนข้างเกินจริง ฉินเต๋อเป่ามาถึงเรือนท้ายสวนตามคำบอกของสำนักพระบรรทม ประตูปิดสนิท เขาเคาะสองครั้งพลางถาม “มีคนอยู่หรือไม่”

สุ้มเสียงแผ่วเบาดังมาจากห้องด้านใน “นั่นใคร”

เขาผลักประตูเข้าไป ในห้องมีเพียงคนผู้หนึ่งที่นอนตะแคงบนเตียง เรือนผมรุ่ยร่าย ยันร่างขึ้นมองเขา “เจ้าเป็นใคร”

ฉินเต๋อเป่ารีบตอบ “ข้าคือฉินเต๋อเป่าที่เพิ่งถูกส่งตัวมา ไม่ทราบ…”

คนผู้นั้นลุกขึ้นนั่ง “ข้าชื่อเหลี่ยวเซียง เมื่อเช้าเว่ยกงกงบอกว่าจะส่งคนมาแทนจ้าวไหวที่ล้มป่วยเมื่อหลายวันก่อน คงเป็นเจ้ากระมัง เจ้านั่งก่อน”

ฉินเต๋อเป่าเพียงฟังเขาพูดประโยคแรกก็ตะลึงค้างแล้ว เมื่อครั้งอยู่ที่อุทยานหงเต๋อได้ยินพวกคนในวังพูดถึงเหลี่ยวเซียงคนนี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย สีหน้าเหยียดหยามสุดขีด บอกว่าเขาแต่งหน้าเข้มทุกวัน กิริยาวาจายั่วยวนสะดีดสะดิ้งยิ่งกว่าคณิกาในหอนางโลม ไม่ใช่ท่าทางซูบซีดอิดโรยเช่นนี้ หน้าตาจะชายจะหญิงก็แยกไม่ออก กระทั่งขันทีก็ไม่เหมือน กลับเหมือนบัณฑิตที่บอบบางคนหนึ่งมากกว่า ขณะกำลังพิเคราะห์ ได้ยินเหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่นั่งหรือ” จึงรีบถอนสายตาจาบจ้วงกลับมา รับคำคราหนึ่งแล้วนั่งลงที่เก้าอี้กลมด้านข้าง

“เจ้าชื่อฉิน…?”

“เต๋อเป่า...ฉินเต๋อเป่า”

“อ้อ” เหลี่ยวเซียงพยักหน้า “ข้างๆ เป็นห้องเดิมของจ้าวไหว เครื่องเรือนครบครัน เจ้าก็พักห้องนั้นไปก่อนแล้วกัน ที่นี่ไม่มีงานอะไรมาก แค่รดน้ำดอกไม้ในสวนทุกวัน และคอยปัดฝุ่นบ้างเป็นระยะ เมื่อถึงเวลาอาหารจะมีคนยกสำรับมาส่ง บางครั้งข้าอาจไม่อยู่กินที่นี่”

ฉินเต๋อเป่าอดเงยหน้าพินิจเขาในขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดมิได้ พลางนึกแปลกใจ นี่ก็ยามเว่ย (1) แล้ว คนผู้นี้ไฉนยังนอนอยู่บนเตียง ได้ยินว่าฝ่าบาทแทบไม่ยอมอยู่ห่างจากเขา แต่ที่นี่กลับเงียบเหงาปานนี้ คิดว่าข่าวลือคงไม่จริง ได้ยินว่าคนผู้นี้สามารถดูดกลืนจิตวิญญาณผู้คน ไฉนข้าไม่รู้สึกเช่นนั้น

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้วสงสัย “เจ้ามาจ้องหน้าข้าทำไม ที่ข้าพูดเจ้าได้จำไว้แล้วหรือยัง”

“จำ จำไว้แล้วขอรับ” ฉินเต๋อเป่าลนลานผงกหัว

เหลี่ยวเซียงพยักหน้าให้เขา “เจ้าออกไปก่อน เดี๋ยวยามโหย่ว (2) มาปลุกข้าอีกครั้ง ข้าเพลียมาก อยากนอนพัก”

สองประโยคสุดท้ายยิ่งค่อยกว่าเดิม ราวกับเสียงกระซิบ

ฉินเต๋อเป่าเห็นเขานอนลงอีกครั้ง ได้แต่หมุนตัวเดินออกจากห้อง อุ้มห่อสัมภาระไปยังห้องที่อยู่ติดกัน

 

v          v          v

 

ขณะจัดข้าวของ ได้ยินเสียงคนตบประตูดังสนั่น “เสี่ยวไหวจื่อ (3) เสี่ยวไหวจื่อ”

ฉินเต๋อเป่ารีบวิ่งออกมา “ใครน่ะ”

คนผู้นี้แต่งเครื่องแบบขันทีขั้นสี่ ทำเอาฉินเต๋อเป่าตกใจคุกเข่าแทบไม่ทัน “กงกง บ่าวเพิ่งมาใหม่ เสี่ยวไหวจื่อคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วขอรับ”

“ข้าคือหวังเฉี่ยน ขันทีหน้าพระตำหนัก ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เหลี่ยวเซียงกงกงเข้าเฝ้าด่วน รีบไปเชิญเขาออกมาเถอะ” หวังเฉี่ยนเอ่ยเร่งเขาด้วยดวงตายิ้มแย้มเป็นกันเอง

“เซียงกงกงยังนอนพักอยู่ เห็นว่าเพลียมาก…”

ฉินเต๋อเป่าพูดถึงตรงนี้ก็โดนถีบโครมลงพื้น ดวงตาแย้มยิ้มเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นดุดันทันใด “เจ้างั่ง ช่างไม่รู้จักกฎระเบียบ! ไม่ได้ยินที่ข้าบอกหรือว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าด่วน”

“ไยหวังกงกงต้องรังแกเด็กที่เพิ่งมาใหม่ ข้ามิใช่อยู่นี่แล้วหรือ” กระแสเสียงเฉื่อยชาสุดขีด เหลี่ยวเซียงก้าวออกมาพลางคาดสายรัดเอว ก่อนพ้นประตูยังหันกลับมากำชับ “อาหารค่ำของข้าบอกพวกนั้นว่าไม่ต้องส่งมาแล้ว”

คนผู้นั้นพยักหน้าค้อมเอวเดินตามเหลี่ยวเซียงไป ฉินเต๋อเป่าคลำซี่โครงที่โดนเตะ สบถด่าเบาๆ หลายคำ พร้อมถุยน้ำลายไล่หลังคนผู้นั้น

 

v          v          v

 

อาหารของที่นี่ดีกว่าของอุทยานหงเต๋อหลายเท่า พอดีฉินเต๋อเป่าอยู่ในวัยตะกละจึงกินเสียพุงกางแล้วเข้านอนแต่หัววัน กระทั่งประตูก็ยังลืมปิด ดีที่เหลี่ยวเซียงมิได้กลับมาทั้งคืน

วันถัดมาท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ประตูเรือนก็ถูกทุบเสียงดังสนั่น ฉินเต๋อเป่าเดินงัวเงียขยี้ตามาเปิดประตู พลันถูกคนที่เข้ามาผลักไปทางหนึ่ง ผู้มาเป็นขันทีร่างล่ำสองคน แบกผ้าห่มนวมม้วนหนึ่งตรงดิ่งไปที่ห้องของเหลี่ยวเซียง ฉินเต๋อเป่ารีบถลันไปถาม “นี่...พวกท่านจะทำอะไร”

ขันทีทั้งสองมิได้เหลือบแล นำผ้าห่มนวมวางบนเตียงเสร็จก็ผละไป ขณะที่เขากำลังตกตะลึงตาค้าง ปากขมุบขมิบสองครา เหลี่ยวเซียงก็โผล่หน้าออกจากม้วนผ้านวม ส่งเสียงแหบพร่า “เสี่ยวฉินจื่อ เตรียมน้ำร้อนมาถังหนึ่ง”

ฉินเต๋อเป่ายืนงงอยู่นานค่อยรู้สึกตัว รีบรับคำแล้วออกไปทันที โชคดีที่ฟืนไฟตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่ถึงครู่น้ำร้อนควันฉุยถังหนึ่งก็ถูกยกเข้ามา เขากระซิบเรียกที่ข้างเตียง “กงกง น้ำพร้อมแล้วขอรับ”

เรียกอยู่สองคำค่อยมีแขนเปลือยข้างหนึ่งยื่นออกมาจากผ้าห่ม “พยุงข้าลุกขึ้น” เขารีบเข้าไปจับท่อนแขนนั้นอย่างเบามือ อีกมือหนึ่งควานหาแขนเปลือยอีกข้าง ออกแรงเล็กน้อยประคองเหลี่ยวเซียงลุกขึ้น เรือนกายในผ้าห่มปราศจากอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว ฉินเต๋อเป่ารีบเบือนสายตาหลีกไปไม่กล้ามองมาก

เหลี่ยวเซียงอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ศีรษะซุกแนบกับบ่าเขา ใบหน้ามีเส้นผมรุ่ยร่ายปรกลงมากว่าครึ่ง มองไม่ชัดว่าอยู่ในอารมณ์ใด น้ำเสียงแตกพร่ารุนแรง “พาข้า…ไปที่ถังน้ำ”

ฉินเต๋อเป่ารับคำ พยุงเขาลงจากเตียง เห็นเขาก้าวเท้าแทบไม่ไหว เรือนร่างอ่อนยวบราวกับโคลนเหลว จึงช้อนร่างเขาอุ้มไปวางในถังน้ำเสียเลย

เหลี่ยวเซียงระบายลมหายใจยาวๆ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสถูกน้ำร้อน ก่อนหันมองขันทีน้อยพร้อมพยักหน้ายิ้มกล่าว “เจ้าอายุยังน้อย แต่เรี่ยวแรงกลับไม่น้อยเลย”

ฉินเต๋อเป่าเขินจนหน้าแดง “เดิมบ่าวก็ทำงานกุลีอยู่แล้ว”

“เอ๊ะ…” เหลี่ยวเซียงมุ่นคิ้ว “เมื่อวานเจ้ายังไม่รู้จักแทนตัวเองว่าบ่าวเลย ไฉนวันนี้จึงพูดขึ้นมาแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าผงะนิดหนึ่งแล้วก้มหน้ากล่าวว่า “เมื่อวานบ่าวเลอะเลือน ถึงกับลืมแล้ว”

เหลี่ยวเซียงโบกมือไปมา “ช่างเถอะ ไม่ต้องคำก็บ่าวสองคำก็บ่าวอีกแล้ว ได้ยินคำว่าบ่าวทีไร เหมือนเป็นการย้ำเตือนตลอดเวลาว่าข้าก็คือบ่าวคนหนึ่ง”

“เอ่อ ขอรับ” ฉินเต๋อเป่าได้แต่ก้มหน้ารับคำ เห็นเหลี่ยวเซียงเอนพิงขอบถัง ปิดตาไม่พูดจาอีก อดรู้สึกแปลกใจมิได้ มิใช่ฝ่าบาทเรียกตัวเขาไปเข้าเฝ้าหรอกหรือ เมื่อก่อนตอนทำงานในอุทยานหงเต๋อ พระสนมเอกเต๋อเฟยเคยถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าครั้งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นกลับมาใบหน้าอิ่มเอิบสดใส ทั่วทั้งอุทยานราวกับจัดงานฉลองเทศกาลกระนั้น แม้แต่เขาซึ่งเป็นขันทีชั้นต่ำสุดก็ยังได้รางวัล แล้วไฉนเหลี่ยวเซียงคนนี้ราวกับถูกจับตัวไปลงทัณฑ์อย่างทารุณจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้

“กงกง…” ฉินเต๋อเป่าเพิ่งอ้าปากก็พลันนึกเสียใจขึ้นมา เขาไหนเลยจะสามารถถามเรื่องพวกนี้ได้

สายตาของเหลี่ยวเซียงกวาดมองผ่านหมอกควัน “ทำไม?” เห็นขันทีน้อยอ้ำอึ้งอยู่นานไม่ยอมพูด เขาจึงย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด “มีอะไรก็พูดมาตามตรง อึกอักอยู่ได้”

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกได้ถึงแววขุ่นข้องจางๆ จึงเอ่ยเสียงค่อย “กงกงเป็นอะไรไป ท่าทางเหมือนเหนื่อยมาก”

สีหน้าของเหลี่ยวเซียงมิได้บึ้งตึงต่อไป กลับหัวเราะออกมาแทน “ทำเจ้าแตกตื่นใช่ไหม” เขาผ่อนเสียงให้นุ่มขึ้น “ไม่ต้องกลัว เห็นบ่อยเข้าเดี๋ยวก็ชินไปเอง” พูดจบก็ระบายลมหายใจยาวเหยียด แววตาท่ามกลางไอน้ำที่ลอยล่องยิ่งทวีความเลือนราง

 

v          v          v

 

ย่างเข้าเดือนสาม ช่วงกลางวันเริ่มยาวนาน เหลี่ยวเซียงไม่ค่อยอยู่ในเรือน บ่อยครั้งที่ไม่เห็นหน้าค่าตาตลอดวัน งานในเรือนก็พลอยน้อยไปด้วย ทำให้ฉินเต๋อเป่าว่างจัด บางครั้งจึงไปเล่นพนันกับพวกขันทีน้อยคนอื่นๆ บ้างก็คุยเล่นสนุกสนานกับพวกนางกำนัลที่คุ้นเคยกัน วันเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำ

วันนี้บังเอิญได้เจอเสี่ยวลู่จื่อที่เคยทำงานตรงอุทยานหงเต๋อด้วยกันพอดี ทั้งคู่ไม่พบหน้ามานาน ย่อมมีเรื่องให้สนทนาไม่น้อย

เสี่ยวลู่จื่อลากเขามาถึงด้านหลังภูเขาจำลอง หน้าตาตื่นเต้นดีใจสุดขีดเมื่อกล่าว “ได้ยินว่าเจ้าก้าวเดียวทะลุฟ้า ถูกย้ายไปรับใช้เซียงกงกงแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าหัวเราะระรื่นพลางพยักหน้า

เสี่ยวลู่จื่อจับแขนเขาแน่น “ก็แปลว่าเจ้าเคยเห็นฮ่องเต้แล้ว?”

ฉินเต๋อเป่าสั่นหน้า “ไม่เคยเห็น”

เสี่ยวลู่จื่อเห็นเขาโพล่งตอบเร็วมากจึงไม่เชื่อถือนัก “ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่เคยห่างเซียงกงกง แล้วไฉนเจ้าถึงไม่เคยเห็น”

ฉินเต๋อเป่าเริ่มฉุน “ทุกครั้งฝ่าบาททรงให้คนมาตาม ข้าจะเคยเห็นได้อย่างไร”

“เฮ้อ...!” เสี่ยวลู่จื่อถอนใจยาวๆ “ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นคนแรกในกลุ่มเราที่ได้เห็นฝ่าบาทเสียอีก จริงสิ เจ้ารู้ไหม เฝิงหย่วนถูกส่งไปอยู่ที่ตำหนักของพระสนมลี่แล้ว”

เฝิงหย่วนคือขันทีน้อยที่เข้าวังมาพร้อมกับพวกเขา รูปร่างค่อนข้างท้วม นิสัยซื่อสัตย์มีน้ำใจ สนิทกับฉินเต๋อเป่าพอสมควร ครั้นได้ยินข่าวคราวของเขาก็อดเป็นห่วงขึ้นมามิได้ กลับเห็นเสี่ยวลู่จื่อขมวดคิ้ว เห็นชัดว่านั่นมิใช่งานที่ดี จึงถาม “ตำหนักพระสนมลี่ มีอะไรยุ่งยากหรือ”

เสี่ยวลู่จื่อค้อนเขาวงหนึ่ง “ไฉนเจ้าดักดานเช่นนี้ นางกำนัลที่เพิ่งตายไปเมื่อหลายวันก่อน เห็นว่าเป็นเพราะป้อนอาหารเก่าเก็บให้แมวของพระสนมลี่กิน แมวก็เลยป่วย นางตัวดีก็เลยสั่งโบยสาวใช้คนนั้นจนเนื้อตัวแตกยับ แล้วเอาศพไปโยนทิ้งในสระเฟิ่งหลิน”

ฉินเต๋อเป่าตกใจหน้าซีด ได้แต่ตะลึงมองเสี่ยวลู่จื่อ

เสี่ยวลู่จื่อขึ้นหน้าอีกก้าว กดเสียงให้ค่อยลง “ข้านึกอยู่แล้วว่าคนซื่ออย่างเจ้าอ้วน ช้าหรือเร็วก็ต้องโดนนางหญิงใจโฉดคนนั้นลงโทษจนตายแน่”

ฉินเต๋อเป่าถ่มน้ำลายคำหนึ่งทันที “อย่าพูดส่งเดช!”

เสี่ยวลู่จื่อยิ้มแห้งๆ “แล้วคนที่เจ้าไปรับใช้เล่า นิสัยประหลาดหรือเปล่า”

ฉินเต๋อเป่าเอียงคอครุ่นคิด “ไม่เห็นมีอะไรประหลาด นิสัยก็ดี ยังไม่เคยดุด่าข้าเลย ดีกว่าขันทีโจวคนนั้นตั้งเยอะ”

เสี่ยวลู่จื่อผุดยิ้มมีเลศนัย “หน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร เหมือนที่พวกนั้นลือกันว่ากระตุ้งกระติ้ง เดินบิดก้นซ้ายทีขวาทีหรือไม่?”

นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉินเต๋อเป่าต้องพลอยหัวเราะผสมโรงไปกับเขาแน่ แต่ยามนี้ไม่ทราบเพราะอะไรในใจกลับขุ่นเคืองขึ้นมา สุ้มเสียงกระด้างเมื่อตวาดว่า “พวกนั้นพูดจาส่งเดช เซียงกงกงไม่มีท่าทางแบบนั้นสักหน่อย”

เสี่ยวลู่จื่อเห็นอีกฝ่ายโมโหก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก จากนั้นก็คุยเรื่องทั่วไปอีกสองสามคำก็แยกย้ายกันไป

 

v          v          v

 

กลับถึงเรือนท้ายสวน พบว่าประตูเปิดอยู่ เหลี่ยวเซียงนั่งอยู่ในห้องอย่างที่น้อยครั้งจะเห็น กำลังเท้าคางใจลอย พอเห็นฉินเต๋อเป่าก็ผงกศีรษะเบาๆ “ชงชามากาหนึ่ง”

จนกระทั่งกาน้ำชาวางลงบนโต๊ะและกำลังจะเตรียมล่าถอยออกไป เหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้นอีกว่า “เจ้านั่งลงเถอะ ข้ารู้สึกเบื่อๆ อยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าก่อน”

ฉินเต๋อเป่าได้แต่นั่งลงตามสั่ง ทำท่าทางเหมือนล้างหูรอฟังเต็มที่

เหลี่ยวเซียงจิบชาคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามพลางคลึงถ้วยชาในมือเล่น “ที่บ้านเจ้ามีใครบ้าง”

“ที่บ้าน…น่าจะยังมีท่านพ่ออยู่” ฉินเต๋อเป่าตอบเกร็งๆ

“น่าจะ?” เหลี่ยวเซียงเลิกคิ้วมองเขา

“เอ่อ ถ้าเขาไม่ถูกเจ้าหนี้ตีตาย ก็คงเหลือแต่เขาคนเดียวแล้ว เขาเป็นผีพนัน เดิมข้ายังมีพี่สาวอีกคน แต่ถูกท่านพ่อขายให้ซ่องคณิกาไปตั้งแต่อายุสิบสาม เงินที่ได้ก็ผลาญเกลี้ยงในวันถัดมา ข้าเองก็ถูกเขาขายมาที่นี่เช่นกัน” ฉินเต๋อเป่าพูดพลางขอบตาเริ่มแดง

เหลี่ยวเซียงหลุบตา เอ่ยเพียง “อ้อ” เบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกว่าตัวเองเสียกิริยาเกินไป จึงรีบเช็ดตาแล้วถาม “กงกง แล้วบ้านท่านยังมีใครอีกหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงมองเขาแวบหนึ่งค่อยตอบ “บิดามารดาข้ายังอยู่ทั้งคู่ แล้วก็มีน้องชายอีกคน”

ฉินเต๋อเป่าเห็นเขาพูดถึงน้องชายด้วยแววตาเป็นประกายจึงรีบถามเอาใจ “ท่านรักน้องชายมากกระมัง”

เหลี่ยวเซียงแย้มยิ้มดังคาด หน้าตาเขาเพียงนับว่าหมดจด แต่ยามยิ้มกลับงามล้ำ มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เขาพยักหน้าขึ้นลง “ใช่ น้องชายข้าเฉลียวฉลาดตั้งแต่เด็ก สิบกว่าขวบก็แตกฉานโคลงกลอน อาจารย์ของเขาบอกว่าถ้าเขามาสอบรับราชการในเมืองต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน”

“โอ?” ฉินเต๋อเป่าเห็นเขากล่าวด้วยแววตาสุกใสจึงรีบซักต่อ “ต่อมาเป็นอย่างไร”

เหลียวเซียงพลันเงียบขรึม ก้มหน้าหมุนถ้วยชาในมือ พอนานเข้าฉินเต๋อเป่าก็เข้าใจว่าเขาคงไม่พูดอะไรอีกแล้ว กลับได้ยินเหลี่ยวเซียงเอ่ยขึ้นว่า “ต่อมาท่านพ่อท่านแม่ก็เอาข้ามาขายเพื่อเป็นค่าเดินทางเข้าเมืองหลวงให้น้องชาย”

ฉินเต๋อเป่านิ่งงันทันใด เขารู้ดี หลายปีมานี้บ้านเมืองร่มเย็น จะมีครอบครัวไหนที่ยินดีให้ลูกไปเป็นขันที ดังนั้นทุกปีราคาจัดหาขันทีจึงสูงขึ้น ส่วนมากมักถูกโจรลักพาตัวมาขาย พ่อเขาที่เป็นผีพนันถือเป็นข้อยกเว้น คิดไม่ถึงว่าครอบครัวของเหลี่ยวเซียง…จะใจดำปานนี้

เหลี่ยวเซียงเพียงแตะมื้อเที่ยงแค่สองคำก็ให้เขายกออกไป ไม่ทราบเพราะคุยเรื่องเก่าๆ จึงทำให้จิตใจเศร้าหมองหรือเพราะสาเหตุอื่นใด

ฉินเต๋อเป่าคร้านจะไปขบคิด กินอิ่มก็ขึ้นเตียงงีบกลางวัน เดือนนี้เขาสุขสบายจนขี้เกียจ รูปร่างก็สูงขึ้น นอนๆ อยู่ก็เผลอเตะตู้ข้างเตียง เสียงดังปึกจนเขาตกใจสะดุ้งตื่น เช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยข้างแก้มแล้วเตรียมหลับต่อ หากกลับแว่วเสียงสนทนาดังมาจากห้องข้างๆ เรือนหลังนี้ปกตินอกจากนางกำนัลแก่ๆ ที่ส่งอาหารและซักเสื้อผ้าแล้วแทบไม่มีคนอื่นเข้ามา แต่ที่ได้ยินรางๆ เป็นเสียงบุรุษ หรือว่า...จ้าวไหวที่ช่วงก่อนล้มป่วยจะกลับมาทำงานต่อแล้ว ฉินเต๋อเป่าค่อยๆ ลุกจากเตียง เปิดประตูเบาๆ ย่องไปแนบหูแอบฟังที่ข้างหน้าต่างห้องของเหลี่ยวเซียง

หลังเสียงสั่นเครืออู้อี้หลายคำก็ตามมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ทำไม...เจ้ายังโกรธอยู่อีกหรือ”

ฉินเต๋อเป่าฟังถึงตรงนี้ก็กระตุกวูบในใจ สุ้มเสียงห้าวทุ้มเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เสียงขันทีอะไรแน่นอน และในวังหลวง บุรุษแท้ก็มีแค่…

พลันได้ยินเสียงเหลี่ยวเซียง “นี่ทรมานกันชัดๆ…อือ ปล่อยกระหม่อมไปเถอะ เมื่อวานกระหม่อมยังกระอักโลหิตไม่มากพออีกหรือ”

คนผู้นั้นกล่าวว่า “เจ้ากลัวว่าข้าจะทำเจ้าตายหรือ ไม่ต้องห่วง หมอหลวงพวกนั้นไม่ได้รู้จักแต่กินข้าว ยาที่หลายวันก่อนมอบให้เจ้า ได้กินหรือไม่”

เสียงของเหลี่ยวเซียงผิดจากปกติ ละมุนละไมกว่าเดิมมาก ยามกล่าวยังปนเสียงครางแผ่ว “ถ้ายังทรมานแบบนี้ต่อไป ยาดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ หลายวันนี้มีคนส่งนางรำกลุ่มหนึ่งมาถวายแล้วนี่นา หรือไม่มีถูกใจสักคน?”

ได้ยินอีกฝ่ายกระแทกเสียงเย็นชา “ถ้าเจ้าวิตกเรื่องนี้ มิสู้ไปช่วยข้าเลือกแล้วส่งไปที่ตำหนักบรรทมให้ข้าสักหลายคน  ถ้าไม่ดีพอ เจ้าก็ต้องปรนนิบัติข้าต่อไป”

เหลี่ยวเซียงไม่พูดอีก ทำให้เสียงกึกกักของเตียงยิ่งดัง ฟังจนฉินเต๋อเป่าใบหูแดงเถือก ไม่ทราบนานแค่ไหน เหลี่ยวเซียงค่อยพึมพำว่า “ฝ่าบาท ไว้ชีวิตบ่าวด้วยเถอะ”

คนผู้นั้นถอนใจคราหนึ่ง ตามด้วยเสียงขยับเสื้อผ้าดังสวบสาบ ฉินเต๋อเป่ารีบคุกเข่าที่หน้าประตู ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง ไม่ถึงครู่ ประตูห้องถูกดึงเปิด คนผู้นั้นชะงักฝีเท้า “เจ้าเพิ่งมาใหม่หรือ?”

ฉินเต๋อเป่ารู้สึกเหมือนหัวใจจะกระโจนออกมาจากปาก ตอบเสียงตะกุกตะกักว่า “บ่าว…บ่าวเสี่ยวฉินจื่อ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี”

ถ้อยคำชุดนี้ได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เริ่มเข้าวัง แต่เนิ่นนานไม่ได้นำมาใช้ ยามกะทันหันก็ไม่ทราบว่ากล่าวถูกหรือผิด ได้แต่ตัวสั่นงันงกอยู่กับที่

ได้ยินเสียงดัง “อืม” คำหนึ่ง ตามด้วย “เงยหน้าขึ้นมา”

เขาเงยหน้าขลาดๆ กลัวๆ เห็นนายเหนือหัวที่สุ้มเสียงทระนงถือดี ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มุมปากประดับรอยยิ้มเบาบาง กำลังก้มมองเขา “เสี่ยวฉินจื่อ พักนี้เหลี่ยวเซียงสุขภาพไม่ดี เจ้าอย่าลืมตุ๋นยาบำรุงให้เขาทุกวันด้วย”

เขาก้มหน้ารับคำเสียงสั่นติดๆ กัน เมื่อเงยหน้าอีกครั้ง ฮ่องเต้ก็เดินไปแล้ว เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตะกายลุกขึ้น เดินเข้าห้องของเหลี่ยวเซียง

บนเตียงยุ่งเหยิง เสื้อผ้าของเหลี่ยวเซียงกระจายอยู่ตามพื้น เขานอนฟุบเหนือเตียง กำลังโงหัวมองข้างนอก ริมฝีปากโดนกัดจนปริแตกมีเลือดไหลซิบ พอเห็นฉินเต๋อเป่ายืนตะลึงจึงกวักมือเรียก พลางเอ่ยเสียงอ่อนระโหย “เสี่ยวฉินจื่อ ไปเตรียมน้ำร้อนมาถังหนึ่ง”

 

v          v          v

 

“สูงอีกหน่อย สูงอีกหน่อย เบี้ยวแล้ว! เจ้าเด็กพวกนี้ ตาเหล่ตาเขหรืออย่างไร” ขันทีเฉียน หัวหน้าฝ่ายงานพิธียืนกำกับขันทีน้อยหลายคนที่กำลังติดสายรุ้งบนเสาคานอยู่ที่ใต้ชายคาตำหนัก ระหว่างแผดด่าก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อมันเยิ้มบนใบหน้า

ขันทีใต้บัญชาของเขาเข้ามารายงานว่า “กงกงไปรับลมที่ระเบียงทางเดินก่อนเถอะ ทางนี้บ่าวจะดูแลให้เอง”

เฉียนกงกงพยักหน้า กำชับสองสามคำก็เดินออกมา พอหมุนตัวก็ชนถูกคนผู้หนึ่งจนเกือบล้มลงพื้น เขาเดือดดาลใหญ่ กำลังจะอ้าปากผรุสวาท พอเห็นเป็นเจิ้งชวี ขันทีหน้าพระตำหนักก็รีบเก็บงำอารมณ์โกรธทันใด แล้วถามว่า “เจิ้งกงกง นี่จะรีบไปไหนหรือ”

เจิ้งชวีเหงื่อท่วมศีรษะ มองเขาแวบหนึ่ง “เฉียนกงกง ท่านรู้หรือไม่ว่าฝ่าบาทอยู่ที่ไหน”

“นี่ข้าจะทราบได้อย่างไร” เขาปรายมองเจิ้งชวี “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“โธ่…” เจิ้งชวีใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อพลางกล่าว “ใต้เท้าเจ้ากรมพิธีการบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องการเข้าเฝ้า ข้าวิ่งหาในวังหลวงอยู่ครึ่งค่อนวันแล้วยังหาฝ่าบาทไม่เจอ”

ขันทีเฉียนจุ๊ปาก “เรือนท้ายสวน ท่านไปหามาหรือยัง”

“แน่นอนว่าไปแล้ว เสี่ยวฉินจื่อที่เรือนนั้นบอกว่าเซียงกงกงถูกฝ่าบาทเรียกตัวไปตั้งนานแล้ว ไม่อยู่ที่นั่น”

“ถ้าอย่างนั้น…ท่านลองไปถามที่ห้องเครื่องว่าพระกระยาหารเที่ยงของวันนี้จะส่งไปที่ไหน”

เจิ้งชวีตบหัวตัวเองเบาๆ “ข้าลืมไปได้อย่างไร ขอบคุณเฉียนกงกงมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าเลี้ยงเหล้าตอบแทน” จบคำก็เร่งรุดจากไป

 

v          v          v

 

ส่วนฮ่องเต้เจาหยวน...จิ่งซวิน ในขณะนั้นกำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนข้างของตำหนักฉีหลัน ศีรษะหนุนอยู่บนตักของเหลี่ยวเซียง มือข้างหนึ่งเขี่ยปอยผมของเขาไปมา พลางสนทนาเรื่องสัพเพเหระทั่วไป

“ทำไมร้อนแบบนี้” จิ่งซวินพูดพลางแหวกคอเสื้อ มองไปที่นอกผ้าม่าน “คนโบกพัดไปตายกันหมดแล้วหรือ”

เหลี่ยวเซียงเลิกมุมผ้าม่านขึ้น เห็นนางกำนัลที่มีหน้าที่โบกพัดไม่ทราบฟุบหลับกับแท่นวางเท้าตั้งแต่เมื่อไร จึงยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มหยิบพัดจากมือนางแล้วหันมาปลอบว่า “อย่าเอะอะไปเลย กระหม่อมพัดให้แล้วกัน”

ฮ่องเต้หลับตานอนบนตักเขา รู้สึกลมเย็นๆ วูบผ่านใบหน้าเป็นระลอกค่อยคลายร้อนลงบ้าง จึงไม่ไปสืบสาวเอาความอีก ทว่ามือกลับเลื้อยเข้าไปในสาบเสื้อของเหลี่ยวเซียง สัมผัสผิวเนื้อที่นวลเนียนและเย็นเล็กน้อยในนั้น

เหลี่ยวเซียงเบี่ยงตัวออกอย่างอึดอัด “อย่าเล่น”

บุรุษกลับทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงคลึงเคล้นตามอำเภอใจ พลางเอ่ยถามไปคนละเรื่อง “ที่ข้าพูดเมื่อครู่นี้ เจ้าจำไว้แล้วใช่ไหม”

เหลี่ยวเซียงชะงักเล็กน้อย “ว่ากระไร” ก่อนนึกขึ้นได้ทันใด “เรื่องที่ว่าให้กระหม่อมเป็นผู้รินน้ำจัณฑ์ในงานเลี้ยงเทศกาลตวนหยาง (4) ใช่หรือไม่” อีกฝ่ายที่นอนหนุนตักเขาผงกศีรษะขึ้นลง “เพราะอะไรถึงต้องเป็นกระหม่อม หรือเห็นว่าฎีกาทูลขอให้ประหารกระหม่อมยังไม่มากพอ?”

จิ่งซวินยืดตัวบิดขี้เกียจ “เจ้าไปก็แล้วกัน จะถามมากเรื่องทำไม” กล่าวพลางฉวยพัดในมือเขาเหวี่ยงไปทางหนึ่ง โน้มคอเขามาใกล้แล้วจูบบนกลีบปากสีซีด ระงับอาการต่อต้านอันอ่อนแรงของเขา มิคาดเพิ่งรั้งเสื้อเขาลงมา

ข้างนอกพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา ตามด้วยเสียงเหนื่อยหอบ “ฝะ…ฝ่าบาท ใต้เท้าจ้าวจากกรมพิธีการมีเรื่องด่วนขอเข้าเฝ้า บอกว่าท่านอ๋องของแคว้นชี่เหอหลัวเยียรุดถึงเมืองหลวงเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

จิ่งซวินได้แต่ถอนมือกลับไป กล่าวกับข้างนอกว่า “เจิ้น (5) รู้แล้ว ให้เขาไปรอที่ตำหนักไท่อาน”  

เหลี่ยวเซียงยิ้มพราย กระชับสาบเสื้อให้เข้าที่ก่อนเอ่ยเสียงกังวานใส “บ่าวจะช่วยผลัดฉลองพระองค์ให้ฝ่าบาท”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- ๒ -

 

เทศกาลตวนหยางวันนั้นอากาศร้อนผิดปกติ เหลี่ยวเซียงอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่ จากนั้นให้ฉินเต๋อเป่าไปตำหนักหลี่อานพร้อมกัน เพราะคืนนี้ฮ่องเต้จะจัดงานเลี้ยง ดังนั้นเหล่าขันทีกับนางกำนัลจึงยุ่งกับการทำความสะอาดและตกแต่งสถานที่ ทุกคนพอเห็นเหลี่ยวเซียงก็ทยอยกันโค้งคำนับและหลีกทางให้ ขันทีน้อยหลายคนถึงกับแย่งกันเข้ามาเสนอหน้า “เซียงกงกง ฉากบังตาหยกเขียวลายบุปผาสกุณาที่วางอยู่ด้านหลังบัลลังก์มังกรมีรอยแตกร้าวตั้งแต่เมื่อไร ไม่ทราบว่าต้องเปลี่ยนหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงทำท่าครุ่นคิด “ข้าจำได้ว่าในคลังเก็บของยังมีอีกอันที่เป็นทองฝังมุก เปลี่ยนเป็นอันนั้นแล้วกัน”

พวกขันทีน้อยรีบรับคำแล้วไปทำตามสั่งทันที

ฉินเต๋อเป่ามองเหลี่ยวเซียงด้วยสายตางุนงง “กงกง เรื่องแบบนี้ยังต้องถามท่านด้วยหรือ?”

เหลี่ยวเซียงชะงักนิดหนึ่ง “ไม่ถามข้าแล้วจะไปถามใคร หรือเจ้าจะให้ข้าเอาแต่กินกับนอนโดยไม่ทำอะไร”

ยามนี้ฉินเต๋อเป่าค่อยนึกขึ้นได้ว่าเหลี่ยวเซียงมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลสถานที่จึงยิ้มหน้าม้าน

เหลี่ยวเซียงคล้ายต้องการพูดต่อ ทว่ากลับถูกขันทีคนหนึ่งลากไปตรวจดูเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร

ครึ่งวันผ่านไปกับการวิ่งวุ่นทางนั้นทางนี้ ฉินเต๋อเป่าเดินตามข้างหลังจนสองขาปวดเมื่อยไปหมด เมื่อทุกอย่างตกแต่งเกือบแล้วเสร็จ เหลี่ยวเซียงพลันถามเขาว่า “นี่เวลาใดแล้ว”

ยามเซินสามเค่อ (6) ขอรับ” เขาตอบ

เหลี่ยวเซียงพยักหน้า “เดี๋ยวข้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เจ้าอยู่ดูแลทางนี้แล้วกัน” จบคำก็จ้องหน้าเขาแล้วกล่าวต่อ “เมื่องานเลี้ยงเริ่ม เจ้าไปขอเหล้าบ๊วยที่เฉินกงกงให้ที บอกว่าข้าเป็นคนขอ ไว้ดื่มแก้อาการอ่อนเพลีย”

ฉินเต๋อเป่ารับคำอย่างกระฉับกระเฉง เมื่ออีกฝ่ายผละไปก็หยิบแส้ปัดฝุ่นขึ้นมา ทำท่าปัดซ้ายปัดขวาตามโต๊ะและเก้าอี้

 

v          v          v

 

แสงสายัณห์สาดส่องขั้นบันไดหน้าตำหนักใหญ่เป็นสีแดงฉาน กลางตำหนักจุดไฟทุกมุม ครอบด้วยโคมแก้ว สว่างไสวเหมือนยามกลางวัน เมื่อสายลมพัดพรู สายรุ้งบนเสาคานพลิ้วไหวเบาๆ ภายในตำหนักใหญ่ที่อร่ามเรืองรองแห่งนี้ค่อยๆ เพริศแพร้วแวววาวราวกับทิพย์พิมาน

ฉินเต๋อเป่ากำลังยืนตาลายพิงเสาต้นหนึ่ง พลันมีเสียงกลองดังขึ้น ประดาขุนนางทยอยกันเข้ามา ไม่ช้าเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะก็อื้ออึงไปทั้งตำหนักหลี่อาน เขารีบผลุบไปซ่อนที่หลังเสา รอคอยคำสั่งอย่างนอบน้อมเหมือนกับขันทีชั้นผู้น้อยคนอื่นๆ ขณะกำลังเบื่อหน่ายนั้นเอง สายตาพลันเหลือบเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งยืนอยู่ข้างบัลลังก์มังกร

เมื่อขุนนางเข้านั่งประจำที่ ฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ฝูงชนรีบคุกเข่ากราบกราน เปล่งคำถวายพระพร

จากนั้นได้ยินคำว่า “ลุกขึ้น” ฮ่องเต้เจาหยวนยิ้มตรัส “งานเลี้ยงวันนี้ต่างจากที่ผ่านมา มีอาคันตุกะพิเศษเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง คิดว่าขุนนางทุกท่านคงเคยได้ยิน ท่านนี้ก็คืออ๋องไท่ถ่าแห่งแคว้นชี่เหอหลัวเยีย”

ทุกคนแลเห็นบุรุษร่างบึกบึนที่จมูกโด่งตาคมซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างแต่แรกแล้ว คนผู้นั้นขึ้นหน้าคารวะ กล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ไท่ถ่าถวายบังคมฝ่าบาท” เขาพูดได้ไม่คล่องนัก คำถวายพระพรชุดใหญ่ที่ตามหลังมา ล้วนเป็นหร่วนหนิงจง เสนาบดีกรมพิธีการที่เชี่ยวชาญด้านภาษาชี่เหอหลัวเยียช่วยแปลให้เขา จากนั้นก็แปลคำอวยพรของฮ่องเต้ให้เขาฟังอีกทีเช่นกัน

ยามนั้นใกล้ถึงยามโหย่ว (7) จิ่งซวินจึงชูจอกเปิดงานเลี้ยง

 

v          v          v

 

หลังการแสดงฟ้อนรำและคารวะน้ำจัณฑ์สามรอบผ่านไป ก็ถึงเวลาบรรเลงดนตรีของนักสังคีตประจำวังหลวง จิ่งซวินขยิบตาให้เหลี่ยวเซียงที่อยู่ด้านข้าง

เหลี่ยวเซียงผงกศีรษะ ถือป้านสุราเดินลงจากบันไดหยก รินน้ำจัณฑ์ให้เหล่าขุนนางตามลำดับขั้น ด้วยฐานะของเขา ความจริงไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่นี้ ดังนั้นทุกคนจึงงุนงงทำอะไรไม่ถูก ปฏิกิริยาก็ต่างกันออกไป...

บ้างก็หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่แม้แต่จะเหลือบแล กระทั่งถึงกับยกจอกเทเหล้าทิ้ง

บ้างก็แย้มยิ้มกว้างขวางท่าทางตื่นเต้นดีใจ กล่าวอย่างเกรงใจว่า “ไหนเลยจะกล้ารบกวนเซียงกงกง”

ยังมีบางคนแค่พยักหน้าอย่างขอไปทีโดยไม่เอ่ยวาจาสักคำ ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในสายตาของคนผู้นั้นบนบัลลังก์มังกร มุมปากปรากฏรอยยิ้มใคร่ครวญ

และแล้วก็เกิดความผิดพลาดที่เบื้องหน้าของท่านอ๋องแห่งชี่เหอหลัวเยียจนได้ ปกติในวังของอ๋องผู้นี้ก็เลี้ยงขันทีไม่น้อย เขามีนิสัยมัวเมาราคะ มักเอาขันทีในวังไปแลกเปลี่ยนกับแคว้นเพื่อนบ้านเสมอ จึงเข้าใจว่าที่นี่จะเหมือนกับแคว้นอื่น พอเห็นเหลี่ยวเซียงเดินมารินเหล้าให้ ก็รู้สึกต้องชะตายิ่งนัก ทว่าไม่ทราบถึงความพิเศษของฐานะเขา เข้าใจว่าเป็นแค่ขันทีทั่วไปคนหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ทันคิดหน้าคิดหลังก็ยื่นมือออกไปรวบเอวของเหลี่ยวเซียงมานั่งบนตักตน ทำเอาเหลี่ยวเซียงตกใจอุทานคำหนึ่ง ป้านสุราหลุดจากมือลงพื้นแตกกระจาย

เกิดความแตกตื่นไปทั่วทุกมุมห้อง แม้แต่เหรินลู่อ๋องที่กำลังปิดตาสงบจิตใจก็พลอยเบิกตาไปด้วย เหลี่ยวเซียงไหนเลยจะเคยได้รับการปฏิบัติจากคนนอกเยี่ยงนี้ จึงดิ้นขัดขืนโดยไม่สนใจมารยาทอันใดอีก ทว่าเจ้าไท่ถ่าคนนี้กลับเรี่ยวแรงมหาศาลผิดมนุษย์ กำราบขันทีที่บอบบางคนนี้ได้อย่างง่ายดาย เขาคิดแค่ว่าเหลี่ยวเซียงแสร้งกระบิดกระบวน จึงลูบคลำไปตามเนื้อตัวพลางเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยภาษาดอกไม้

ขณะที่ผู้คนตกตะลึงตาค้าง จิ่งซวินบนบัลลังก์มังกรได้ลุกยืนขึ้นช้าๆ

หร่วนหนิงจงที่อยู่ใกล้ไท่ถ่ากว่าใครตั้งสติได้ก่อน รีบกล่าวกับเขาด้วยภาษาชี่เหอหลัวเยียเป็นชุด บอกเขาว่าเหลี่ยวเซียงมีสถานะพิเศษ ไม่อาจล่วงเกินได้ ไท่ถ่าได้ฟังก็ปล่อยแขนที่จับไว้แน่นทันที เหลี่ยวเซียงรีบผลักเขาเต็มแรงจนตัวเองหล่นไปนั่งกับพื้น ท่าทางเหมือนยังตกใจไม่หาย

มิคาด ไท่ถ่าคนนั้นกลับไม่ยอมเลิกราเพียงนี้ ได้ยินว่าฐานะเหลี่ยวเซียงไม่ธรรมดายิ่งเกิดความสนใจกว่าเดิม ลุกขึ้นกล่าวพึมพำๆ เป็นชุดกับจิ่งซวิน จิ่งซวินขมวดคิ้วมองหร่วนหนิงจง

หร่วนหนิงจงไม่เคยเกลียดตัวเองเท่าเวลานี้มาก่อนที่เข้าใจภาษาชี่เหอหลัวเยีย เขาปาดเหงื่อเหนือหน้าผากก่อนกล่าว “เขา…เขาพูดว่า ยินดีใช้สาวงามห้าร้อยนางแลกกับ…แลกกับ…เซียง...กง...กง” สามคำสุดท้ายเบาหวิวเหมือนเสียงยุง ทว่าเหล่าขุนนางยังคงได้ยินอย่างชัดแจ้ง ทั่วบริเวณเงียบกริบ สายตาทุกคู่มุ่งไปที่ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกร โดยเฉพาะราชครูหลี่เซิ่งถิงถึงกับเอียงคอไปมองว่าฮ่องเต้ได้พกกระบี่ติดตัวมาหรือไม่

ใบหน้าประดุจน้ำแข็งสลักของจิ่งซวินปรากฏรอยยิ้มสายหนึ่ง เมื่อกล่าว “ได้สิ” หยุดเล็กน้อยค่อยพูดต่อ “แต่ว่า ในวังของเจิ้นมีสาวงามเต็มไปหมด หากท่านต้องการเขา ก็เอาพื้นที่ของเขตซ่าฮาทางตะวันตกเฉียงเหนือมาแลก”

หร่วนหนิงจงแปลให้ไท่ถ่าฟังอีกรอบ

ไท่ถ่าคิดไปคิดมาแล้วยิ้มกล่าวอะไรบางอย่าง…

หร่วนหนิงจงแปลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านไท่ถ่ากล่าวว่า...เมื่อครู่เขาแค่พูดเล่น”

สีหน้าจิ่งซวินค่อยผ่อนคลายลง ซ้ำยังตบมือสองครา “ไท่ถ่าอ๋องช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ยิ่ง ดื่มสุราอย่างเดียวออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง เช่นนั้นให้นางรำที่ส่งมาจากแคว้นชี่เหอหลัวเยียออกมาร่ายรำเถอะ”

ทุกคนโล่งอกไปตามๆ กัน ไม่ช้าทั่วทั้งโถงก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาอีกครั้ง เหลี่ยวเซียงถูกขันทีน้อยสองคนเข้ามาพยุง เศษชิ้นส่วนที่แตกหักของป้านสุราก็ถูกเก็บกวาดออกไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เมื่อครู่ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นกระนั้น

 

v          v          v

 

กว่างานเลี้ยงจะเสร็จสิ้น ขุนนางกว่าครึ่งก็เมาจนยืนไม่ตรงทาง แต่ละคนถูกประคองปีกออกจากวังไป

เจิ้งชวีสั่งขันทีน้อยหลายคนเข้ามาพยุงฮ่องเต้ที่เมาไม่ได้สติกลับเข้าตำหนักบรรทม หลังจากช่วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็พยุงขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง เป่าเทียนดับและปิดประตูตำหนัก คืนนี้เป็นเวรของเขา แต่ในงานเลี้ยงเขาแอบดื่มไปหลายจอก ยามนี้กำลังมึนได้ที่ จึงพิงประตูหลับไปโดยไม่รู้ตัว...

ห้วงเคลิ้มได้ยินเสียงคนเรียก ที่แท้เป็นเสียงของฮ่องเต้ เขาสะดุ้งตื่นทันใด พบว่าเสียงนั้นดังมาจากในตำหนักจริงๆ ขันทีน้อยอีกสองคนสติยังแจ่มใส รีบเข้ามาพยุงเขาลุกขึ้น เขาจัดแจงเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าข้างในไป

ภายในตำหนักใหญ่มีนางกำนัลจุดโคมไว้แล้ว จิ่งซวินนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายังเหลือเค้ามึนเมาอยู่บ้าง แววตาเข้มขรึมเจือรอยดุดัน เขาดื่มน้ำแกงแก้เมาที่ส่งขึ้นมาอึกหนึ่ง ก่อนกล่าว “ไป ไปตามเหลี่ยวเซียงมาให้เจิ้น”

 

v          v          v

 

ตอนนั้นล่วงเข้ายามสาม (8) แล้ว เหลี่ยวเซียงถูกเรียกตัวเข้าเฝ้ากะทันหัน ผมเผ้ารุ่ยร่าย เสื้อตัวนอกเพียงคลุมบนร่างหลวมๆ สายรัดเอวก็ยังไม่มีเวลาคาด เพิ่งเดินถึงประตูตำหนักกลับหยุดยืนนิ่งมิได้เดินเข้าไป จิ่งซวินนั่งบนตั่งมองมาแต่ไกล ท่าทางเหมือนพายุกำลังก่อตัว เจิ้งชวีรีบเดินนำขันทีและนางกำนัลล่าถอยออกมา ก่อนปิดประตูอย่างแน่นหนา

จิ่งซวินพลันลุกพรวด ก้าวยาวๆ ตรงมาฉุดมือเหลี่ยวเซียงไปที่เตียง เหลียวเซียงขัดขืนเล็กน้อย กลับกลายเป็นกระตุ้นอารมณ์กักขฬะให้ลุกโชน ยิ่งออกแรงเหวี่ยงโครมจนล้มเขาคว่ำบนเตียง ตามด้วยยื่นมือมากระชากเสื้อผ้า

เหลี่ยวเซียงใช้สองมือกุมคอเสื้อไว้แน่น จิ่งซวินง้างเท่าไรก็ไม่ออก จึงสะบัดฝ่ามือตบหน้าไปหนึ่งฉาด พลางตวาด “บังอาจแข็งข้อรึ!” หนึ่งฝ่ามือที่ฟาดลงไป เขาเองก็พลอยหายเมาไปด้วย เห็นมุมปากเหลี่ยวเซียงมีหยาดเลือดรินไหล อดผงะมิได้ ยื่นมือไปลูบแก้มอีกฝ่ายพลางถามน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ็บมากไหม”

เหลี่ยวเซียงปราศจากความรู้สึก เพียงกระชับสาบเสื้อมิดชิด คล้ายเตรียมลุกจากเตียง

จิ่งซวินผลักเขานอนลงแล้วคร่อมทับ “เรื่องในคืนนี้ เจ้าไม่ชอบใจหรือ?”

เหลี่ยวเซียงถูกเป่ารดด้วยกลิ่นเหล้าเต็มหน้าจนต้องมุ่นคิ้ว เบือนหน้าไปทางหนึ่ง ไม่โต้ตอบสักคำ

จิ่งซวินยังคงกล่าวด้วยท่าทีละมุนละไม “เจ้าไม่รู้ หน้าด่านสำคัญโดยส่วนใหญ่ของแคว้นชี่เหอหลัวเยียล้วนอยู่ในเขตซ่าฮา ถ้าไม่มีตรงนั้น เขาก็เป็นได้แค่ลูกแกะตัวหนึ่งที่เผยตัวต่อหน้าพยัคฆ์ ต่อให้เจ้าไท่ถ่านั่นโง่แค่ไหน ก็ไม่มีทางตกลงแน่นอน”

เหลี่ยวเซียงยังเงียบงัน แต่ถูกบุรุษกดทับจนแทบหายใจไม่ออก

จิ่งซวินเห็นต้นคอที่ขาวผ่องของเขา จิตใจหวามไหวจนห้ามไม่อยู่ ขณะจะก้มลงไปดูดดื่ม เหลี่ยวเซียงกลับผลักเขาเต็มแรงหวิดร่วงจากเตียง นี่ไม่ต่างจากการถูกราดน้ำเย็นบนศีรษะ ฮ่องเต้โทสะลุกโชน ดึงคอเสื้อของเหลี่ยวเซียงขึ้นมา แล้วตบหน้าเขาหลายฉาด แค่นเสียงเย็นเฉียบ “โอหัง ข้าโปรดปรานเข้าหน่อยทำเป็นเล่นตัว ถ้าวันนี้เจิ้นไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง วันหน้าไยมิใช่ถูกเจ้าลามปามยิ่งกว่านี้”

เหลี่ยวเซียงโดนตบจนแก้มแดงเถือก ร่างอ่อนระทวยบนเตียง เนื้อตัวสั่นสะท้าน

จิ่งซวินกระชากเขาขึ้นมาตบต่อ มิคาดมือหนักไปหน่อย แขนเสื้อของเขาขาดแควกออกมา เผยเห็นท่อนแขนกว่าครึ่ง ตอนนี้การดิ้นรนของเหลี่ยวเซียงอ่อนแรงไปมาก น้ำตาไหลพรูจากหางตาลงมาตามร่องแก้ม หากยังคงกัดฟันแน่นไม่ยอมเปล่งเสียง

การโรมรันอันยาวนานยิ่งกระพืออารมณ์ของจิ่งซวิน เพลิงพิโรธก็แปรสภาพเป็นไฟปรารถนา เขาใช้แขนเสื้อข้างนั้นมัดสองมือของเหลี่ยวเซียงอย่างแน่นหนา จากนั้นฉีกเสื้อผ้าที่เหลือจนเกลี้ยง ยกท่อนขาที่เรียวเล็กนวลเนียนทั้งสองข้างขึ้นแล้วกระแทกแก่นกายของตนเองเข้าไปในร่างเขาอย่างดุเดือด

ชั่วขณะที่ล่วงล้ำ เหลี่ยวเซียงสะดุ้งเฮือกเหมือนกล้ามเนื้อกระตุก มีของเหลวไหลเยิ้มออกมาตรงจุดที่สอดประสาน หยดลงบนผ้าห่มสีเหลืองทอง จิ่งซวินรู้ว่านั่นคือเลือด นี่ไม่เพียงไม่อาจขัดขวางความคึกคะนองของเขา ตรงข้ามกลับทำให้เขายิ่งตักตวงความสุขจากเรือนกายที่อ่อนแอจนสิ้นท่าอย่างบ้าคลั่ง ความอุ่นร้อนของเหลี่ยวเซียงเผาไหม้สัมปชัญญะของเขา เมื่อเขาถอนออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ ค่อยรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาเขย่าคนข้างกาย

“เหลี่ยวเซียง ทำไมเจ้าตัวร้อนอย่างนี้”

ไม่มีคำตอบ  แน่นอนเหลี่ยวเซียงไม่มีทางตอบเขาได้ เขาสลบไปนานแล้ว

 

v          v          v

 

ล้มป่วยครานี้สาหัสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนกิ่งไม้กลางป่าถูกสุมทับด้วยกองหิมะ สุดท้ายก็ทานน้ำหนักไม่ไหว หักโค่นลงมา

หมอหลวงจางลูบเคราพลางแจกแจงสาเหตุของโรค เช่นว่าลมปราณอ่อน เลือดน้อย จิตใจกลัดกลุ้มกังวล นอนหลับไม่พอ...เหล่านี้เป็นต้น

จิ่งซวินหมดความอดทนในที่สุด จึงตวาด “ใครให้เจ้าพูดเรื่องพวกนี้ แค่บอกมาว่าช่วยได้หรือไม่ก็พอ”

หมอหลวงจางน้ำเสียงลนลาน “ช่วยได้ ช่วยได้พ่ะย่ะค่ะ แค่พักฟื้นสักระยะ และกินยาที่กระหม่อมจัดให้ตามเวลา ไม่กี่วันก็หาย เพียงแต่…”

จิ่งซวินเลิกคิ้ว “แต่อะไร เจ้าไม่พูด หรือจะให้เจิ้นเดาเอาเอง?”

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ช่วงนี้ฝ่าบาทอย่าได้ทรงโปรดปรานจนเกินควร…เอ่อ ถ้าเซียงกงกงไม่พักรักษาตัวให้ดี เกรงว่าจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง” หมอหลวงก้มหน้าทูลตอบ

จิ่งซวินพยักหน้าให้เขาออกไป ก่อนหันไปกำชับหวังเฉี่ยนทางด้านข้าง “อย่าลืมส่งยาของเหลี่ยวเซียงมาที่นี่ทุกวัน อ้อ…ตามขันทีคนที่อยู่ในเรือนเขามาด้วย รับใช้จนชินแล้วน่าจะคล่องแคล่วกว่า”

หวังเฉี่ยนรับคำแล้วรีบไปจัดการทันที

 

v          v          v

 

เมื่อเหลี่ยวเซียงลืมตาอีกครั้ง พบว่าข้างเตียงมีเงาคนสองคน เป็นขันทีเว่ยและฉินเต๋อเป่านั่นเอง

ฉินเต๋อเป่าสบสายตาเขาก็อุทานว่า “เซียงกงกง ท่านฟื้นแล้ว”

เหลี่ยวเซียงจะลุกขึ้นกลับรู้สึกว่าศีรษะหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่ว หน้ามืดตาลายไปหมด

ฉินเต๋อเป่าถลันเข้าไปพยุงเขานั่ง กล่าวว่า “ท่านหลับไปสองวันเต็มๆ”

เหลี่ยวเซียงเหลียวมองโดยรอบ ถามเสียงฉงน “นี่ไม่ใช่เรือนข้างของตำหนักหน่วนฉิงหรอกหรือ? ไฉนข้ามาอยู่ที่นี่ได้”

ฉินเต๋อเป่าเอาน้ำมาให้เขากลั้วคอ “ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ข้ามาดูแลท่าน ตรัสว่าหลายวันนี้ท่านต้องพักรักษาตัวที่นี่”

เหลี่ยวเซียงขมวดคิ้ว ขณะจะพูดบางอย่าง ขันทีเว่ยได้สั่งคนยกปิ่นโตอาหารเข้ามา เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “เซียงกงกง ท่านกินอะไรก่อน อีกเดี๋ยวต้องดื่มยา”

ในนั้นมีแค่โจ๊กใสชามหนึ่งและกับข้าวสองสามอย่าง ฉินเต๋อเป่ารอจนเหลี่ยวเซียงกินเสร็จก็เก็บภาชนะออกไป

เหลี่ยวเซียงนั่งพิงหัวเตียง ขณะจะล้มตัวนอนอีกครั้ง พลันได้ยินเสียงเปิดประตู บุรุษร่างสูงใหญ่สวมชุดยาวสีดำอมคราม เดินเอื่อยๆ เข้ามา เห็นได้ว่าเพิ่งเลิกประชุมท้องพระโรงยังไม่ทันได้ผลัดชุดก็รีบตรงดิ่งมา เขาเดินถึงข้างเตียง ยื่นมือมาอังหน้าผากของเหลียวเซียง “ไข้ลดแล้ว?”

เหลี่ยวเซียงพยักหน้าเนิบๆ “ทำให้ฝ่าบาทเป็นกังวลแล้ว”

จิ่งซวินนั่งบนขอบเตียง พินิจเขาอย่างละเอียด “ไฉนสีหน้ายังไม่ดีขึ้น กินยาหรือยัง”

ขันทีเว่ยที่อยู่ด้านข้างรีบทูลว่า “เมื่อครู่สั่งคนไปนำยามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ระหว่างที่พูดก็ปรากฏนางกำนัลคนหนึ่งถือชามยาน้ำสีดำปี๋เข้ามาพอดี

เหลี่ยวเซียงมองยาในชาม อดย่นหว่างคิ้วมิได้

จิ่งซวินรับชามยาด้วยตัวเอง “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปได้”

เมื่อเสียงฝีเท้าของคนอื่นๆ หายลับไปจากนอกตำหนัก จิ่งซวินมองดูเหลี่ยวเซียงที่ก้มหน้าต่ำ ก่อนตักยาส่งถึงปากเขา “มา รีบกินตอนยังร้อน”

เหลี่ยวเซียงอ้าปากอย่างว่าง่าย ตามด้วยขมวดคิ้วแน่นเพราะความขม

จิ่งซวินหัวเราะ “ขมมากหรือ?” จบคำก็ลองตักเข้าปากตัวเอง แล้วก็ต้องแลบลิ้นส่ายหน้า “ทำไมขมแบบนี้” แม้กล่าวเช่นนั้น แต่ยังตักป้อนเหลี่ยวเซียงไม่หยุด รู้สึกสนุกกับการมองดูสีหน้าปั้นยากของเขา

“จะกินของว่างสักชิ้นหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงเช็ดคราบยาที่มุมปาก พลางพยักหน้า

จิ่งซวินบิขนมเปี๊ยะออกมายื่นส่งให้เขา เขารับไว้แล้วกัดทีละคำเล็กๆ

แสงอาทิตย์สาดทอเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ในอากาศที่เงียบสงบมีเพียงเสียงสกุณาขับขาน เหลี่ยวเซียงรู้สึกเหมือนมีฝ่ามืออุ่นๆ สัมผัสลงบนหน้าผากเขา จากนั้นได้ยินเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารู้ไหม กุหลาบในอุทยานหลวงบานแล้ว เจ้าอยากไปดูหรือไม่”

เขาโงหัวขึ้นมองย้อนแสง เห็นใบหน้าบุรุษไม่ชัดเจน ไออุ่นที่ส่งผ่านจากมือข้างนั้นทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงพยักหน้าขึ้นลง

จิ่งซวินก้มกระซิบที่ริมหูเขาเบาๆ “พวกเราแอบย่องออกไปเถอะ” บนใบหน้าคือเค้ารอยซุกซนเหมือนเด็กน้อยที่น้อยครั้งจะพบเห็น

เหลี่ยวเซียงงุนงงอยู่บ้าง ทว่าไม่ทันรอให้เขาถามไถ่ บุรุษจอมเผด็จการคนนี้ก็คลุมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นช้อนร่างเขาขึ้นมา อุ้มเดินไปทางประตูหลัง

พ้นประตูสวน อ้อมสระบัว ลัดเลาะไปตามทางเดินคดเคี้ยวอีกสายหนึ่งก็ถึงประตูข้างของอุทยานหลวง เหลี่ยวเซียงไม่รู้จักเส้นทางสายนี้ จึงชะเง้อมองรอบตัว “มาผิดทางแล้วหรือไม่”

จิ่งซวินหัวเราะ “เมื่อก่อน ทุกครั้งที่ราชครูไม่อยู่ ข้าจะแอบหนีจากห้องหนังสือไปวิ่งเล่นที่อุทยานหลวงประจำ ทางเดินสายนี้เดินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จะผิดได้ยังไง”

เหลี่ยวเซียงได้ยินก็หัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก

ยามนั้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อน บุปผาชาติในสวนบานสะพรั่ง สีสันสดสวยละลานตา ดอกกุหลาบอยู่ตรงริมรั้วสีชมพู มองไปไกลๆ เหมือนเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ สีแดงสดท่ามกลางกิ่งใบสีเขียว ยิ่งยวนเย้าชวนมอง

จิ่งซวินวางเหลี่ยวเซียงบนเก้าอี้ยาวด้านข้าง แล้วเดินไปเด็ดกุหลาบดอกใหญ่สีแดงสดในแปลงดอกไม้ หมุนตัวเดินกลับมายิ้มกล่าวว่า “มา ข้าจะปักลงบนผมให้”

เหลี่ยวเซียงค้อนเขาวงหนึ่ง ยื่นมือไปแย่งกุหลาบดอกนั้นมาหมุนเล่นในมือ

จิ่งซวินไม่โกรธ เพียงนั่งลงข้างๆ เห็นสีหน้าเขางดงามจับตาภายใต้แสงตะวันฉาย ดวงตาพริ้มปรือนิดๆ มองไปมองมาก็อดโน้มหน้าเข้าไปจูบแก้มเขามิได้ เหลี่ยวเซียงก็มิได้ผลักไส ปล่อยให้รุกรานถึงในปาก ปลายลิ้นถูกดูดเม้มจนชา ทว่ากลับนุ่มนวลอย่างน้อยครั้งจะเห็น ปราศจากความดึงดันเอาแต่ใจเหมือนที่เคยเป็น

ขณะกำลังบดเบียดอย่างดื่มด่ำ ด้านหลังพลันมีเสียงอุทานตกใจดังขึ้น เป็นนางกำนัลที่บังเอิญเดินผ่าน พอนางเห็นหน้าจิ่งซวินชัดเจน ก็ตื่นตระหนกคุกเข่ากระแทกพื้นเสียงดังพลั่ก สุ้มเสียงตะกุกตะกัก “ฝะ…ฝ่าบาท…”

อารมณ์คุกรุ่นของจิ่งซวินถูกขัดจังหวะกะทันหัน สีหน้าเป็นอย่างไรไม่ต้องคิดก็รู้ ได้ยินเสียงตวาดเบาๆ “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”

นางกำนัลคนนั้นรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งตุปัดตุเป๋ออกไป

เหลี่ยวเซียงเอื้อมมือลูบแผ่นหลังของจิ่งซวินเป็นการปลอบประโลม พลางกล่าว “กระหม่อมจำได้ว่าข้างสระเฟิ่งหลินเลี้ยงปลาทองไว้มากมาย ไม่รู้ว่าตอนนี้โตแค่ไหนแล้ว”

จิ่งซวินจ้องหน้าเขาแวบหนึ่งก่อนอุ้มเขาขึ้นมา พาเดินไปทางสระเฟิ่งหลิน

อันที่จริงสระเฟิ่งหลินพอจะนับเป็นทะเลสาบได้สบาย ที่กลางน้ำมีเก๋ง (10) เล็กๆ หลังหนึ่งสำหรับยืนชมความงามของดอกบัว เสียดายตอนนี้ดอกบัวยังไม่บาน เหลี่ยวเซียงได้แต่ฟุบนั่งบนระเบียงริมน้ำ เหม่อมองปลาทองที่แหวกว่ายผ่านมาเป็นระยะ

“กระหม่อมจำได้ว่าเคยตกลงไป เกือบกลายเป็นอาหารปลาแล้ว” เขาหัวเราะเบาๆ คล้ายความรู้สึกนั่นเป็นความทรงจำที่ไม่เลว

จิ่งซวินปรายมองเขาแวบหนึ่ง หน้าง้ำเล็กน้อย “เจ้ายังอุตส่าห์จำได้ แต่ต่อไปอย่าเอ่ยถึงจะดีกว่า”

เหลี่ยวเซียงหลุบตามิได้ตอบคำ ชั่วครู่ให้หลังค่อยกล่าวว่า “กลับกันเถอะ ใกล้ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว”

จิ่งซวินยามนี้ก็เริ่มเบื่อแล้วเช่นกัน จึงอุ้มเขาเดินออกจากเก๋งน้อยโดยไม่พูดอะไร

ขณะอยู่บนสะพาน เห็นเงาคนวูบไหวมาแต่ไกล เหมือนคนกลุ่มใหญ่กำลังตรงมา เหลี่ยวเซียงพูดขึ้นว่า “เหมือน…จะเป็นพระสนมเอก”

ลำแขนที่อุ้มเขาอยู่ยิ่งกระชับแน่นและเดินหน้าต่อไป เมื่อถึงตรงหน้าบุคคลสวมชุดชาววังทรงผมเกล้าสูง เป็นสนมเอกเต๋อเฟยจริงๆ ด้านหลังยังติดตามด้วยข้ารับใช้อีกกลุ่มใหญ่ พอเห็นจิ่งซวินก็คุกเข่ากันเป็นแถว ส่วนสนมเอกเต๋อเฟยเห็นพวกเขาอยู่ในท่านั้น ใบหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวขาว แต่สุดท้ายก็ฉีกยิ้มออกมา ย่อกายคำนับ “หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท”

เหลี่ยวเซียงในอ้อมแขนของฮ่องเต้กระอักกระอ่วนยิ่งนัก ได้แต่ก้มหน้ากล่าวว่า “ถวายบังคมพระสนมเอก”

จิ่งซวินเอ่ยว่า “พวกเจ้าลุกขึ้นได้” แล้วมองสนมเอกเต๋อเฟยด้วยสายตาขุ่นๆ “เหลี่ยวเซียงสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่อาจคำนับเจ้าได้”

เต๋อเฟยยิ่งยิ้มกว้าง “เซียงกงกงล้มป่วยแล้ว ที่ตำหนักของหม่อมฉันมีโสมภูเขาชั้นดีอยู่หลายต้น วันไหนจะให้กงกงนำไปให้”

เหลี่ยวเซียงรีบกล่าว “มิบังอาจรบกวนพระสนมเอก”

จิ่งซวินเห็นนางไม่มีท่าทีหลีกทางจึงกล่าว “เจิ้นกำลังจะกลับวัง เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่”

สนมเอกเต๋อเฟยยิ้มตอบ “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากขออนุญาตจากฝ่าบาทเพคะ”

“อ้อ เรื่องอะไร”

“อีกสองวันจะถึงวันคล้ายวันเกิดของสนมอวิ๋น หม่อมฉันอยากเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ในอุทยาทหงเต๋อ ไม่ทราบฝ่าบาทจะทรงให้เกียรติเสด็จมาร่วมงานได้หรือไม่เพคะ”

สนมอวิ๋นคือน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของนาง ทั้งสองสัมพันธ์แน่นแฟ้นดั่งแขนขา ที่ต่างกันก็คือนางเข้าวังมาก่อน ให้กำเนิดพระธิดาสององค์ ส่วนสนมอวิ๋นแม้เข้าวังทีหลัง กลับให้กำเนิดพระโอรสสององค์ ทว่าตำแหน่งยังคงต่ำกว่านาง ทุกวันนี้ฮ่องเต้ยังไม่ทรงแต่งตั้งฮองเฮา นางกลับแสดงท่าทีต่อทุกเรื่องประดุจผู้กุมอำนาจวังหลัง

จิ่งซวินได้ยินก็ระบายยิ้ม “เรื่องนี้เจิ้นย่อมต้องไปแน่นอน จะว่าไปเจิ้นก็ไม่ได้สังสรรค์กับพวกสนมทั้งหลายมานานแล้ว”

สนมเอกเต๋อเฟยขอบพระทัยด้วยใบหน้าปลื้มปริ่ม จากนั้นสั่งทุกคนยืนแอบมาด้านข้าง เปิดทางให้อีกฝ่ายเดินไป

ระหว่างทางกลับตำหนักหน่วนฉิง เหลี่ยวเซียงซบหน้ากับแผงอกของฮ่องเต้ กล่าวเสียงทอดถอนใจว่า “เมื่อครู่พระสนมเอกต้องสาปแช่งกระหม่อมในใจไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแน่ ฝ่าบาทจงใจใช่หรือไม่”

จิ่งซวินเงียบไปอึดใจค่อยเอ่ย “ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าหากห่างจากข้าเมื่อใด เจ้าต้องถูกคนอื่นแล่เนื้อเถือหนังแน่นอน”

 

v          v          v

 

เมื่อก่อนฉินเต๋อเป่ารู้แค่ว่าการรับใช้ข้างพระวรกายเป็นงานชั้นดี แต่ตอนนี้กลับกระจ่างแล้ว หากวันๆ เอาแต่ติดตามข้างพระวรกายฮ่องเต้ นั่นกลับเป็นเคราะห์มหันต์ชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะฮ่องเต้ที่อารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ ดังนั้นวันที่ฮ่องเต้เสด็จไปร่วมงานเลี้ยงที่อุทยานหงเต๋อ ทุกคนทั้งเบื้องสูงเบื้องล่างในตำหนักหน่วนฉิงต่างก็เริงร่ายินดี ตอนเที่ยงไม่ทราบว่าไปเอาเนื้อกวางตุ๋นจากไหนมาหม้อหนึ่ง เหล่าขันทีแย่งกันตักกินอย่างสนุกสนาน

ฉินเต๋อเป่ากำลังแทะอกกวางตุ๋นอย่างเบิกบาน พลันได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก “เสี่ยวฉินจื่อ มีคนมาหา”  เขาได้แต่วางเนื้อกวางชิ้นนั้นอย่างอาวรณ์ พอเดินออกมา เห็นคนที่ยืนรออยู่เป็นเสี่ยวลู่จื่อที่หลายวันไม่เจอหน้านั่นเอง

ฉินเต๋อเป่ายกนิ้วขึ้นมาจุ๊ปาก กล่าวยิ้มๆ ว่า “มาได้จังหวะพอดี มาๆๆ เข้ามากินด้วยกัน เนื้อกวางสดใหม่ อร่อยจริงๆ”

เสี่ยวลู่จื่อท่าทางเหมือนจะร้องไห้ จับแขนเสื้อฉินเต๋อเป่าพลางกล่าว “เสี่ยวฉินจื่อ เฝิงหย่วนเขา…เกรงว่าจะไม่ไหวแล้ว”

ฉินเต๋อเป่าตกใจโพล่งถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

เสี่ยวลู่จื่อตาแดงก่ำ “ข้าก็หาเวลามาบอกเจ้าไม่ได้เสียที หลายวันก่อนมีคนปรักปรำว่าเขาขโมยเครื่องประดับของพระสนมลี่จึงถูกโบยหลายสิบไม้ จากนั้นอาการก็ทรุดมาตลอด”

ฉินเต๋อเป่าถามเสียงสั่น “เขา…เขาอยู่ที่ไหน”

“อยู่ในเรือนแถวเก่าข้างหลังอุทยานชิงจื่อ” เสี่ยวลู่จื่อตอบ

กว่าฉินเต๋อเป่าจะวิ่งไปถึงเรือนแถวที่ทรุดโทรมจนแทบจะถูกทิ้งร้างแห่งนั้น บนพื้นนอกจากเศษหญ้าและที่นอนขาดๆ ก็ไม่มีอะไรอีกเลย จึงเดินหานางกำนัลสูงวัยที่อยู่แถวนั้น นางสั่นหน้าตอบว่า “ขันทีคนนั้นสิ้นใจไปนานแล้ว เมื่อวานยกออกไปฝังเรียบร้อยแล้ว”

 

v          v          v

 

พ้นยามโหย่ว ขันทีหวังของตำหนักหน่วนฉิงก็เริ่มตะโกนให้บ่าวไพร่ปิดประตูอุทยาน ไกลออกไปมีเงาคนเดินมา เสี่ยวสี่จื่อที่กำลังจะปิดประตูรีบร้องเรียก “เสี่ยวฉินจื่อ จะปิดประตูแล้ว รีบเข้ามาเร็ว”

ขันทีหวังได้ยินเสียงก็วิ่งมา ชี้หน้าด่าฉินเต๋อเป่าว่า “เจ้าตัวดี เตร่จนหมดวันค่อยกลับมา พรุ่งนี้พวกข้าคงไม่ต้องรับใช้ฝ่าบาทแล้ว รอรับใช้เจ้าคนเดียวแล้วกัน! สันดานแบบนี้คงมีแต่คนอย่างเซียงกงกงเท่านั้นที่สอนออกมาได้”

ฉินเต๋อเป่าเดินหน้าม่อยกลับเข้าตำหนักข้าง เหลี่ยวเซียงเงยมองเขาแวบหนึ่ง สีหน้าไม่พอใจอยู่บ้างเมื่อเอ่ยเสียงกระด้าง “เจ้ายังรู้จักกลับมาด้วยหรือ ว่าจะเรียกใช้งานสักหน่อย เจ้ากลับหายหัวไปทั้งวัน โชคดีที่เจ้าติดตามข้า ถ้าเป็นอาจารย์ของข้า คงได้ตีเจ้าตายไปแล้ว”

เพิ่งบ่นถึงตรงนี้ ได้ยินฉินเต๋อเป่าปล่อยโฮออกมา ทำเอาเหลี่ยวเซียงตกใจแทบกระโดด “เป็นอะไรไป ข้าไม่ได้ดุด่ารุนแรงสักหน่อย ไฉนร้องไห้แล้ว”

ฉินเต๋อเป่าสะอึกสะอื้น เสียงขาดๆ หายๆ “เฝิง…เฝิงหย่วนตายแล้ว”

เหลี่ยวเซียงยิ่งแปลกใจกว่าเดิม “เฝิงหย่วนคือใคร”

“เป็น…เป็นเพื่อนสนิทที่เข้าวังพร้อมกับข้า”

เหลี่ยวเซียงอึ้งงันไปก่อนถาม “ตายได้อย่างไร”

“พวกนั้น…พวกนั้นบอกว่าเขาขโมยเครื่องประดับของพระสนมลี่ จึงถูกตีตายทั้งเป็น…ฮือๆ ข้ารู้ดี เจ้าอ้วนไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่…พวก…พวกนั้น…” เขาปล่อยโฮอีกครั้ง

เหลี่ยวเซียงทอดถอนใจ เข้าไปลูบศีรษะฉินเต๋อเป่า “ถ้าเป็นฝีมือของพระสนมลี่ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เขาหยุดนิดหนึ่ง “ข้าก็เคยถูกเขาเฆี่ยนมาก่อน”

ฉินเต๋อเป่าสูดน้ำมูก เงยมองเขาเมื่อกล่าว “นาง…นางกล้าเฆี่ยนกระทั่งท่าน?”

เหลี่ยวเซียงล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งส่งให้เขา “นางมีนิสัยชอบเอาชนะจนเกินควร ข้าจำได้ นางเข้าวังมาเมื่อ...หกปีก่อน ตอนนั้นบิดาของนางยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เกรียงไกร สร้างผลงานจากการสยบแคว้นเป่ยเหลียง ฝ่าบาทจึงรับนางเข้าวังเป็นสนมตั้งแต่นั้นมา…”

ฉินเต๋อเป่าเช็ดคราบน้ำตาออกหมดแล้ว นั่งลงที่ข้างเท้าของเหลี่ยวเซียง ถามน้ำเสียงรวนเรเล็กน้อย “เมื่อครู่ท่านบอกว่า…นางเฆี่ยนตีท่าน?”

เหลี่ยวเซียงยิ้มขื่น “เฆี่ยนตีข้ามันแปลกตรงไหน ในวังหลวงแห่งนี้มีคนที่เคยตีข้าไม่น้อย ช่วงพระสนมลี่เข้าวังใหม่ๆ ฝ่าบาทยังเสด็จไปหานางเสมอ แต่ไม่ช้าก็จืดจางแล้ว ไม่รู้ว่านางไปฟังข่าวลือจากไหนถึงจับข้าไปที่ตำหนักของนาง” แววตาของเขาเลื่อนลอย คล้ายตกอยู่ในห้วงความหลัง “พระสนมลี่หน้าตาสวยสะคราญก็จริง แต่ลงมืออำมหิตนัก ตอนนั้นข้าถูกตีจนเกือบซี่โครงหัก”

“แล้วต่อมาเล่า?” ฉินเต๋อเป่าซักต่อ

“ต่อมา? ฝ่าบาทเสด็จมา ดุด่านางสองสามคำแล้วพาข้าออกมา” เหลี่ยวเซียงเล่าอย่างจืดชืด พลางหยิบปิ่นมาเขี่ยเปลวเทียนบนโต๊ะเล่น

“ฝ่าบาทไม่ลงโทษนางหรือขอรับ” ฉินเต๋อเป่าถามอย่างสงสัย

เหลี่ยวเซียงหันมองเขา สีหน้าประหลาดใจยิ่ง “ลงโทษนาง? เสี่ยวฉินจื่อ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ข้าเป็นใคร ขันทีขั้นห้าคนหนึ่ง พระสนมลี่เป็นใคร พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ธิดาคนงามของแม่ทัพผู้เกรียงไกร หากฝ่าบาทลงโทษนางเพราะข้า เช่นนั้น…” เขาก้มหน้าเยาะหยัน “เขาก็ไม่ต้องเป็นฮ่องเต้แล้ว”

ฉินเต๋อเป่ายิ่งรับไม่ได้ “ฝ่าบาทไฉนให้ท้ายสตรีใจโฉดนางนั้น”

เหลี่ยวเซียงรีบยกมือปิดปากเขา เอ็ดเบาๆ “ถ้อยคำไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้ยังกล้าพูดส่งเดช หากเล็ดลอดออกไป แม้แต่ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”

นัยน์ตาฉินเต๋อเป่าแดงก่ำขึ้นมาอีก “เช่นนั้น…เท่ากับเฝิงหย่วนตายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ข้ายังคิดว่า…ข้ายังคิดว่าเซียงกงกงจะช่วยทวงความยุติธรรมให้พวกเรา”

เหลี่ยวเซียงถอนใจ “ข้านับเป็นตัวอะไร ช่วยทวงความยุติธรรมหรือ? มีแต่ฝ่าบาทเท่านั้นที่ทำได้”

ฉินเต๋อเป่าเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท…จะทำหรือ?”

เหลี่ยวเซียงหลุบตา ยังเขี่ยเปลวเทียนเหมือนเดิม “ทุกวันนี้เจียงกั๋วลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเพราะโรคเก่ากำเริบ ราชครูเหยียนซึ่งเป็นผู้หนุนหลังของบ้านสกุลเจียงก็ขึ้นสวรรค์ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว พระสนมลี่คนนี้หากยังก่อเรื่องในวังหลวงแบบนี้ ฝ่าบาทย่อมไม่นิ่งดูดายแน่ เพียงแต่ต้อง…”

ฉินเต๋อเป่ารีบถาม “ต้องอะไร”

เหลี่ยวเซียงเพียงยิ้ม มิได้พูดมาก แค่กำชับว่า “คืนนี้ฝ่าบาทคงประทับที่อุทยานหงเต๋อ เจ้าก็นอนบนตั่งเล็กนั่นแล้วกัน ไม่ต้องไปอยู่เวรที่นอกประตูแล้ว”

 

v          v          v

 

รัตติกาลมาเยือน...

แสงเทียนในตำหนักข้างล้วนถูกเป่าดับ เหลือเพียงเงาไม้ใต้แสงจันทราที่สั่นไหวไปมาอยู่นอกหน้าต่าง ฉินเต๋อเป่าได้ยินเสียงพลิกตัวจากบนเตียงดังมาอีกครั้ง จึงอดถามมิได้ “เซียงกงกง ท่านยังไม่หลับหรือขอรับ”

ครู่หนึ่ง เหลี่ยวเซียงถอนใจในความมืด “ข้าเป็นคนหลับยากแบบนี้ไม่ใช่วันสองวันแล้ว เจ้าต่างหาก ไฉนยังไม่หลับ หรือยังคิดถึงเรื่องของเพื่อนเจ้า”

ฉินเต๋อเป่าผงกศีรษะ พลันนึกได้ว่าเหลี่ยวเซียงมองไม่เห็น จึงส่งเสียงรับคำคราหนึ่ง “เจ้าอ้วนดีกับข้ามาก ตอนเข้าวังใหม่ๆ อาหารที่ทุกคนได้รับมีจำนวนไม่พอ ข้ากินไม่เคยอิ่มเลย แต่ทุกครั้งเขาจะแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง อ้างว่าตัวเองอ้วนแล้ว กินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร” เขากล่าวถึงตรงนี้ จมูกก็แสบเคืองขึ้นมา “เซียงกงกง ท่านว่าบ่าวไพร่อย่างพวกเรามิใช่คนหรืออย่างไร”

เขาได้ยินเหลี่ยวเซียงถอนใจ “คนก็ตายแล้ว เจ้าคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะกลัดกลุ้มเปล่าๆ”

น้ำเสียงที่ชืดชานี้ทำให้เขารู้สึกฉุนอยู่บ้าง สุ้มเสียงจึงเริ่มห้วน “กงกง ท่านรู้จักความหมายของคำว่าเพื่อนหรือไม่”

เหลี่ยวเซียงนิ่งไปอึดใจ หากมิได้โกรธเคือง ก่อนเอ่ยเบาๆ “ข้าก็มีเพื่อนคนหนึ่ง แต่นานมาแล้ว ข้าจำได้ว่าคราวนั้น…” เล่าถึงตรงนี้ก็พลันหยุดไป

ฉินเต๋อเป่ากลับอยากฟังต่อ “กงกง?”

เหลี่ยวเซียงส่งเสียงอืมเบาๆ แล้วเล่าต่อ “มีครั้งหนึ่งข้าป่วยหนักมาก ถ้ามิใช่นางคอยดูแล ข้าคงตายไปแล้ว” เขาไม่อยากพูดต่อจึงตัดบท “เอาล่ะ นอนเถอะ”

เงียบงันได้พักหนึ่ง ค่อยมีเสียงลมหายใจทอดยาวสม่ำเสมอของหนุ่มน้อยบนตั่งเล็กดังขึ้น เจือเสียงกรนเป็นระยะ

เหลี่ยวเซียงนอนคิด ขันทีน้อยคนนี้คล้ายกับตนในตอนนั้นอยู่บ้าง มักสะกิดให้เขาระลึกถึงเรื่องราวในอดีต การล้มป่วยที่สาหัสสากรรจ์ครานั้นเกิดจากการปรนนิบัติฮ่องเต้ครั้งแรก นั่นเป็นช่วงที่เพิ่งเข้าวัง เขาอยู่เวรกลางคืนแทนเสี่ยวซุ่นจื่อในห้องทรงพระอักษร จนกระทั่งถูกลากขึ้นแท่นบรรทม เขาที่ยังไร้เดียงสาไม่เข้าใจว่าฮ่องเต้องค์นี้จะทำอะไรเขา นั่นเป็นค่ำคืนที่เขาไม่อาจลืมเลือนจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเสียเลือดไปเท่าไร โดนตบหน้าไปกี่ที เขาแหกปากร้องไห้จนคอแหบแห้งไร้เสียง

วันรุ่งขึ้น โดนจับไปโยนทิ้งอย่างกับขยะกองหนึ่ง ไข้ขึ้นสูงติดกันหลายวัน แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เป็นเสี่ยวหรันที่แอบขโมยอาหารและยาส่งมาให้ทุกวัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้บอกเสี่ยวฉินจื่อ วังหลวงที่เจิดจรัสเรืองรองแห่งนี้เป็นสถานที่มืดมิดไร้เดือนไร้ตะวัน สิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายทั้งปวงล้วนเติบโตอย่างบ้าคลั่งอยู่ในมุมที่แสงอาทิตย์สาดส่องไม่ถึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Top Hit


Special Deal